กระผมได้ห้ามปรามภรรยา ธิดาและลูกสะใภ้ของกระผม ซึ่งพากันนำพวงมาลาดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่ามิได้ ไปสู่สถูปเพื่อบูชา บาปนั้นกระผมได้ทำไว้แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์ และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียนการบูชาพระสถูป

ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ

เรื่องเปรตผู้ตำหนิการบูชาพระธาตุ

             (พระมหากัสสปเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๕๐๗] ท่านอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป และหมู่หนอนพากันชอนไชกินปากที่มีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมอะไรไว้

             [๕๐๘] เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้น นายนิรยบาลถือศัสตรามาเฉือนปากที่มีแผลซ้ำแล้วซ้ำอีก เอาน้ำแสบราดตรงที่เฉือนแล้วเชือดซ้ำๆ

             [๕๐๙] เมื่อก่อนท่านทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงต้องประสบทุกข์เช่นนี้

             (เปรตนั้นตอบว่า)

             [๕๑๐] ท่านผู้นิรทุกข์ (เมื่อก่อน)ข้าพเจ้าอยู่ที่ภูเขาคิริพพชะ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใกล้กรุงราชคฤห์ซึ่งน่ารื่นรมย์ เป็นเจ้าของทรัพย์และข้าวเปลือกมากมายยิ่ง

             [๕๑๑] ข้าพเจ้าได้ห้ามภรรยา ธิดา และลูกสะใภ้ของข้าพเจ้านั้น ซึ่งพากันนำพวงมาลัย ดอกอุบล และเครื่องลูบไล้ใหม่ๆ ไปเพื่อบูชาพระสถูป บาปนั้นข้าพเจ้าได้ทำไว้แล้ว

             [๕๑๒] พวกเราจึงได้เสวยทุกขเวทนาต่างๆ กัน จักหมกไหม้อยู่ในนรกแสนสาหัสถึง ๘๖,๐๐๐ ปีเพราะตำหนิการบูชาพระสถูป

             [๕๑๓] เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูป ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดประกาศโทษ (แห่งการบูชาพระสถูปเหมือนเรา) ท่านพึงคัดชนเหล่านั้นออกจากบุญนั้น

             [๕๑๔] อนึ่ง เชิญท่านดูเทพธิดาเหล่านี้ ซึ่งทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายเหาะมา พวกนางมั่งคั่งและมีบริวารยศ เสวยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้

             [๕๑๕] ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้เห็นผลน่าอัศจรรย์ น่าขนลุกขนชัน ซึ่งไม่เคยมีมาแล้วนั้น ย่อมทำการนอบน้อม กราบไหว้พระมหามุนีนั้น

             [๕๑๖] ข้าพเจ้าจากเปตโลกนี้ไปแล้ว ได้ถือกำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปบ่อยๆ แน่แท้

ธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ จบ

----------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ

               อรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐               

               เรื่องแห่งเปรตผู้ติเตียนพระธาตุนี้ มีดังนี้.
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ในระหว่างนางรังทั้งคู่ ณ สาลวโนทยานแห่งมัลลกษัตริย์อันเป็นที่แวะเวียน ในกรุงกุสินารา และทำการจำแนกพระธาตุ พระเจ้าอชาตสัตตุทรงถือเอาการส่วนพระธาตุที่พระองค์ได้ ทรงระลึกถึงพระพุทธคุณ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันแล้วให้การบูชาอันโอฬารเป็นไป.
               พวกมนุษย์ในที่นั้นนับไม่ได้ประมาณไม่ได้ พากันทำจิตให้เลื่อมใส ได้เข้าถึงสวรรค์.
               ก็บุรุษประมาณ ๘๖,๐๐๐ คนในที่นั้นมีจิตวิปปลาส เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา และเพราะความเห็นผิดที่ตนให้เกิดตลอดกาลนาน ประทุษร้ายจิตของตนแม้ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แล้วเกิดในหมู่เปรต.
               ภรรยา ธิดา ลูกสะใภ้ของกุฏมพีผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์นั้นนั่นเอง มีจิตเลื่อมใส พากันคิดว่าจักถวายบูชาพระธาตุ จึงถือเอาสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น เริ่มไปยังที่บรรจุพระธาตุ.
               กฎุมพีนั้นคิดว่าจะประโยชน์อะไรด้วยการบูชากระดูก จึงดูหมิ่นพระธาตุเหล่านั้น ติเตียนการบูชาพระธาตุ. หญิงเหล่านั้นก็ไม่เชื่อคำของกฎุมพีนั้น พากันไปในที่นั้นกระทำการบูชาพระธาตุ. มายังเรือนถูกโรคเช่นนั้นครอบงำ ไม่นานนักก็ทำกาละไปบังเกิดในเทวโลก.
               ส่วนกฎุมพีนั้นถูกความโกรธครอบงำ ไม่นานนักทำกาละแล้ว ไปบังเกิดในหมู่เปรตเพราะบาปกรรมนั้น.
               ภายหลังวันหนึ่ง ท่านมหากัสสปะปรุงแต่งอิทธาภิสังขารโดยประการที่พวกมนุษย์เห็นเปรตเหล่านั้น และเทวดาเหล่านั้น ก็ครั้นกระทำอย่างนั้นแล้ว ยืนอยู่ที่ลานเจดีย์ ถามเปรตผู้ติเตียนพระธาตุนั้นด้วย ๓ คาถา เปรตนั้นได้พยากรณ์แก่ท่านแล้ว.
               พระเถระถามว่า :-
               ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป และหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกินปากอันมีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนทำอะไรไว้ เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้น นายนิรยบาลถือเอาศาตรามาเฉือนปากของท่านเนืองๆ รดท่านด้วยน้ำแสบด้วยเชือดเนื้อไปพลาง ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบความทุกข์อย่างนี้.
               เปรตนั้นตอบว่า :-
               ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อก่อนกระผมเป็นอิสรชนอยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล้อมรอบ (เบญจคีรีนคร) เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย แต่กระผมได้ห้ามปรามภรรยา ธิดาและลูกสะใภ้ของกระผม ซึ่งพากันนำพวงมาลาดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่ามิได้ ไปสู่สถูปเพื่อบูชา บาปนั้นกระผมได้ทำไว้แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์ และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียนการบูชาพระสถูป
               ก็เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูปของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอันมหาชนให้เป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดมาประกาศโทษแห่งการบูชาพระสถูปนั้นเหมือนกระผม ชนเหล่านั้นพึงห่างเหินจากบุญ
               ขอท่านจงดูชนทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งทัดทรงดอกไม้ตบแต่งร่างกาย เหาะมาทางอากาศเหล่านี้ เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นผู้มั่งคั่งมียศ เสวยอยู่ซึ่งวิบากแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ชนทั้งหลายผู้มีปัญญาได้เห็นผลอันน่าอัศจรรย์ น่าขนพองสยองเกล้าอันไม่เคยมีนั้นแล้ว ย่อมทำการนอบน้อม วันทาพระมหามุนีนั้น
               กระผมไปจากเปตโลกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปเนืองนิตย์เป็นแน่แท้.
               ท่านพระมหากัสสปะผู้อันเปรตกล่าวอย่างนี้ จึงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.


               จบอรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------