กระแสของแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างสรรค์ผลงานได้เองอย่าง ChatGPT กำลังเข้ามาพลิกโฉมวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ตอกย้ำถึงความท้าทายต่อบทบาทของคู่มือเตรียมสอบและสื่อการเรียนรู้แบบดั้งเดิม เมื่อ OpenAI เพิ่งเปิดตัว “โหมดสอนพิเศษ” สำหรับ ChatGPT ที่ทำหน้าที่คล้ายติวเตอร์ส่วนตัวเสมือนจริง โดยใช้หลักการแบบโสกราตีส (Socratic method) ควบคู่ไปกับเครื่องมือการเรียนรู้ใหม่จาก Google ซึ่งส่งสัญญาณผลักดันวงการการศึกษาให้ก้าวจากตำรับตำราหรือเว็บไซต์ช่วยทำการบ้าน ไปสู่แพลตฟอร์มอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ แนวโน้มนี้เห็นได้ชัดจากประเทศทางตะวันตก และในปัจจุบันปรากฏการณ์นี้ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาในไทยเช่นกัน ซึ่งผลกระทบดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ

เดิมที คู่มือสรุปบทเรียน บัตรคำศัพท์ออนไลน์ และคลังข้อสอบดิจิทัล ถือเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้นักเรียนไทยสอบผ่าน แต่ปัจจุบัน ติวเตอร์ดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาแทนที่อย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา บริษัทเทคโนโลยีด้านการศึกษารายใหญ่อย่าง Chegg ต้องประกาศปลดพนักงาน ๒๕๐ คน หรือประมาณร้อยละ ๒๒ ของพนักงานทั้งหมด เนื่องจากนักเรียนหันไปใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT มากขึ้น (NPR) แทนที่จะขยายบริการแบบเดิม Chegg กลับหันมาลงทุนในบริการที่มุ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรียน และผสานรวมฟีเจอร์ AI เข้าไป ขณะเดียวกัน สำนักพิมพ์รายใหญ่อย่าง Macmillan Learning ก็เริ่มปรับกลยุทธ์ พัฒนาติวเตอร์ AI ที่เน้นการถามตอบแบบปลายเปิด เพื่อให้ผู้เรียนฝึกคิดวิเคราะห์ แทนที่จะค้นหาคำตอบสำเร็จรูป

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนของประเทศทางตะวันตกเท่านั้น นักศึกษาในมหาวิทยาลัยของประเทศไทยก็เริ่มนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการเรียนเช่นกัน จากงานวิจัยของสภาดิจิทัลเพื่อการศึกษา เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๗ ระบุว่า นักศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในประเทศไทย ร้อยละ ๖๖ ใช้ ChatGPT เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้เป็นประจำ แม้ตัวเลขนี้จะมาจากงานวิจัยในประเทศทางตะวันตก แต่ผลสำรวจเบื้องต้นจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ก็สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ (source)

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนไทย คือความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่าย เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาและยุโรป นักเรียนไทยจำนวนไม่น้อยใช้ ChatGPT ควบคู่ไปกับเครื่องมือเดิมอย่าง Quizlet หรือแอปพลิเคชัน Socratic ของ Google เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น นิสิตวิศวกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ ๓ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เล่าว่า ได้ใช้ ChatGPT ช่วยร่างโครงงานและสรุปเนื้อหาในห้องเรียน จากนั้นจึงนำไปเปรียบเทียบกับตำราเรียนภาษาไทยอีกครั้งเพื่อความถูกต้องแม่นยำ “ปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้เริ่มต้นได้เร็วขึ้น แต่ก็จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง บางครั้งปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ข้อมูลผิดพลาดได้” นักศึกษารายนี้กล่าว

แม้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานได้มาก แต่ติวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ผู้ใช้งานจำนวนมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ยอมรับว่ายังคงต้องตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้อยู่เสมอ ผลสำรวจของสภาดิจิทัลเพื่อการศึกษา พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งหนึ่งมีความกังวลว่า หากพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป อาจส่งผลให้ผลการเรียนแย่ลง ความกังวลนี้สะท้อนทัศนะของผู้บริหารด้านการศึกษาในประเทศไทยเช่นกัน อาจารย์อาวุโสด้านสื่อดิจิทัลจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทดแทนการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งได้ นักเรียนยังคงต้องฝึกคิดวิเคราะห์และสร้างข้อสังเกตด้วยตนเอง”

ขณะที่บางรายยังคงลังเลกับการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการเรียนรู้เต็มที่ นักศึกษาระดับปริญญาโทด้านวรรณกรรมจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเลือกที่จะใช้สรุปบทเรียนหรือเว็บไซต์คู่มือภาษาไทยแบบดั้งเดิม “การอ่านและสรุปด้วยตนเองทำให้เข้าใจอย่างแท้จริง ปัญญาประดิษฐ์อาจให้คำตอบได้รวดเร็ว แต่มันไม่ได้ช่วยให้จดจำได้ในระยะยาว” ในขณะที่นิสิตสังคมสงเคราะห์ชั้นปีสุดท้ายจากมหาวิทยาลัยในภาคเหนือให้ความเห็นว่า “แค่พิมพ์คำถามแล้วได้คำตอบสำเร็จรูปเช่นนี้ ยิ่งทำให้ลืมง่ายกว่าเดิมอีก”

ความกังวลนี้ทำให้คณาจารย์ผู้สอนต้องปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินผลใหม่ คณาจารย์หลายท่านเริ่มเพิ่มการสอบย่อยในห้องเรียนหรือการสอบข้อเขียน เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตด้วยปัญญาประดิษฐ์ หัวหน้าภาควิชาของคณะบริหารธุรกิจชั้นนำแห่งหนึ่งเล่าว่า “เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง วิธีการประเมินผลก็ต้องปรับเปลี่ยนตาม เราจึงให้นักศึกษาเขียนเรียงความด้วยลายมือในห้องเรียน เพื่อให้เห็นความเข้าใจอย่างแท้จริง” แนวทางนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก นักวิชาการยังคงเน้นย้ำถึงความสมดุลระหว่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการฝึกฝนในห้องเรียน (NPR)

นอกจากประเด็นเรื่องความถูกต้องแล้ว ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกการทำงานในอนาคต นักวิจารณ์หลายรายเตือนว่า หากนักเรียนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์มากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถพื้นฐาน เช่น การจับใจความสำคัญ การวิเคราะห์ปัญหา และการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญทั้งในระบบการศึกษาของไทยและในระดับสากล อย่างไรก็ดี อาจารย์ประจำสาขาการตลาดจากคณะธุรกิจชั้นนำแห่งหนึ่ง ให้ทัศนะเพิ่มเติมว่า “ทางลัดในการเรียนรู้มีมาโดยตลอด การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้อย่างเหมาะสมและได้รับคำแนะนำจากครูผู้สอน จะช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากใช้อย่างมีวิจารณญาณ”

กระแสเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ระบบการศึกษาของไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับหลักสูตรให้ทันยุคดิจิทัล การขาดแคลนบุคลากรครูในต่างจังหวัด และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยติวสอบอาจช่วยลดช่องว่างดังกล่าวได้ เพราะสามารถให้คำปรึกษาผ่านหน้าจอ แม้ว่านักเรียนจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล แต่อุปสรรคเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ นักเรียนในเขตเมืองที่มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและมีอุปกรณ์พร้อมใช้งาน จะได้เปรียบมากกว่านักเรียนกลุ่มที่อยู่ห่างไกล

รูปแบบการเรียนรู้แบบท่องจำซ้ำๆ ที่เคยเป็นมาตรฐานความสำเร็จในการสอบของไทย ก็กำลังถูกท้าทายเช่นกัน เมื่อข้อมูลสามารถเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว กระทรวงศึกษาธิการเองยอมรับว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการวัดผลและการสอนใหม่ โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจในแก่นแท้ของวิชามากกว่าการท่องจำ นักวิเคราะห์นโยบายจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ย้ำถึงความสำคัญของการฝึกอบรมบุคลากรครูให้มีความรู้ด้านดิจิทัล ไม่ใช่เพียงแค่นำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์เข้าไปใช้ในห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องสอนให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ ถ่ายทอดความรู้ และตรวจสอบผลลัพธ์ของปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบคอบ

ขณะที่บุคลากรครูและผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาของไทยติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด กระแสของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการศึกษาไทยดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มทดลองพัฒนาโมดูลการเรียนรู้ภาษาไทยร่วมกับบริษัทปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ๆ แล้ว และมีการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่มนุษย์และเครื่องมือทำงานร่วมกัน (source) ในด้านวัฒนธรรมการศึกษา บุคลากรครูยังคงให้ความสำคัญกับคุณค่าดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเคารพครูบาอาจารย์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะด้านอารมณ์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่าประเด็นเรื่องเครื่องมือช่วยเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันมากขึ้น เมื่อต้นแบบจาก OpenAI, Google รวมถึงสำนักพิมพ์รายใหญ่ต่างมุ่งมั่นขยายตลาดนักเรียนอย่างแข็งขัน จึงทำให้ธุรกิจด้านการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร บททดสอบที่แท้จริงสำหรับนักเรียน บุคลากรครู และผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาของไทย คือการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้อย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง และไม่กลายเป็นเพียงทางลัดที่ทำให้ทักษะสำคัญถูกละเลยไป

สำหรับนักเรียน บุคลากรครู และครอบครัวในประเทศไทย มีคำแนะนำ ๓ ประการที่ควรนำไปพิจารณาและปฏิบัติ

  • ประการแรก ควรใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้สอนหลัก ควรตรวจสอบข้อมูลที่ปัญญาประดิษฐ์สร้างขึ้นกับตำราหรือเว็บไซต์ภาษาไทยที่เชื่อถือได้ และควรขอคำแนะนำจากบุคลากรครูหรือพี่เลี้ยงอยู่เสมอ
  • ประการต่อมา ควรพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เรียนรู้พื้นฐานการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ เข้าใจว่าบางครั้งปัญญาประดิษฐ์อาจให้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้ และฝึกสังเกตความลำเอียงหรือข้อผิดพลาดเหล่านั้น
  • ประการสุดท้าย ควร รักษาสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับทักษะแบบดั้งเดิม เช่น การคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ การคิดสร้างสรรค์ และการอ่านอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของความสำเร็จทางวิชาการทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล

เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ ผู้ที่รู้จักปรับตัวอย่างรอบคอบและมีวิจารณญาณ จะสามารถพร้อมรับมือกับอนาคตได้อย่างแท้จริง