ศูนย์กลางเมืองต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังประสบปัญหาใหญ่ในการจัดหาเงินทุน เพื่อพลิกโฉมเมืองสู่ความยั่งยืน รับมือการเปลี่ยนแปลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการวิเคราะห์ล่าสุดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในรายงานเรื่อง “การจัดหาเงินทุนสำหรับเมืองยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ได้ตั้งคำถามสำคัญว่า รัฐบาลท้องถิ่นในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม) จะสามารถระดมเม็ดเงินลงทุนให้เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนอันทะเยอทะยานนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางภาวะการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้น วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อเมืองใหญ่หลายแห่งในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และเมืองหลักอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ประชากรเมืองพุ่ง ไม่ใช่แค่แออัด แต่ยังกดดันโครงสร้างพื้นฐาน

ประชากรในเขตเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ส่งผลให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐาน บริการสาธารณะ และทรัพยากรธรรมชาติ ข้อมูลจากสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2050 ร้อยละ 65 ของประชากรในภูมิภาคนี้จะอาศัยอยู่ในเขตเมือง (UN DESA) ปรากฏการณ์ “เมืองขยายตัว” หรือ Urban Sprawl นี้ ยิ่งทำให้เมืองต่าง ๆ ต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างยั่งยืน เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5, การจัดการน้ำเสีย, การจัดหาที่อยู่อาศัยราคาประหยัด, ระบบขนส่งสาธารณะ ตลอดจนการรับมือภัยพิบัติที่นับวันจะรุนแรงขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยเงินลงทุนมหาศาล ทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะยาว รายงานของ OECD ตอกย้ำว่า “การจัดหาเงินทุนอย่างยั่งยืน” คือหัวใจสำคัญที่จะชี้ชะตาอนาคตของเมืองในภูมิภาคนี้ และการผสมผสานแหล่งเงินทุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด (หน้าแนะนำรายงาน OECD)

โครงสร้างการเงินที่ค้ำคอ…ขวางการลงทุนเพื่อความยั่งยืน

หนึ่งในข้อค้นพบที่สำคัญของรายงานฉบับนี้คือ ความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบการบริหารการเงินภาครัฐ เพื่อเปิดทางให้สามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน รัฐบาลท้องถิ่นในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 มักพึ่งพิงการโอนงบประมาณจากรัฐบาลกลาง และรายได้จากภาษีทรัพย์สินหรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ซึ่งแหล่งเงินเหล่านี้มักไม่เพียงพอหรือมีข้อจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้กับโครงการโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว โครงการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่ หรือแผนการรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ OECD ย้ำว่า การโอนงบประมาณที่มีความแน่นอน และการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นที่เข้มแข็งขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะสร้างความน่าเชื่อถือทางการเงิน และดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศได้

รายงานยังชี้ให้เห็นว่า การลงทุนจากภาคเอกชนในโครงการเมืองยั่งยืนยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นมาก โดยมีอุปสรรคเชิงโครงสร้างเป็นตัวขัดขวาง เช่น กฎระเบียบที่ไม่ชัดเจน การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และการขาดทักษะในการพัฒนาโครงการ ส่งผลให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเกิดความลังเลที่จะเข้าร่วมในโครงการระยะยาว คณะผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ระบุว่า “แม้เมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยืนอยู่ตรงหน้าโอกาสและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ แต่ก็จำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบบริหารจัดการทางการเงินและการลงทุนอย่างเร่งด่วน หากปราศจากการเปลี่ยนแปลง เมืองเหล่านี้จะรับมือกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาได้ยากลำบากอย่างยิ่ง”

ประเทศไทย: โอกาสรออยู่ แต่อุปสรรคยังรอขวาง

สำหรับประเทศไทย รายงานฉบับนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด กรุงเทพมหานครเองก็ต้องรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ขอนแก่นและเชียงใหม่ ก็เผชิญแรงกดดันด้านที่อยู่อาศัยและระบบขนส่งสาธารณะ ทว่า โครงสร้างการคลังของไทยยังคงจำกัดอำนาจของท้องถิ่น โดยเฉพาะในด้านการกู้ยืมเงินหรือการจับมือกับภาคเอกชน ทำให้การระดมทุนเพื่อโครงการปรับเปลี่ยนเมืองขนาดใหญ่เป็นไปได้ยากยิ่ง ผู้บริหารจากสถาบันนโยบายชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทย ชี้ว่า “เมืองบางแห่งในประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่ช่องทางการเงินในระดับท้องถิ่นยังคงจำกัด รายงานของ OECD ที่เสนอให้เสริมสร้างอำนาจทางการเงินและการบริหารจัดการให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อผู้กำหนดนโยบายของไทย”

OECD ยังได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมหลายประการ อาทิ ปรับปรุงระบบการโอนงบประมาณให้ยึดโยงกับผลสัมฤทธิ์ ปรับปรุงระบบภาษีและค่าบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แก้ไขกฎระเบียบเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถกู้ยืมเงินหรือเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายดายยิ่งขึ้น รวมถึงการนำเทคนิคทางการเงินสมัยใหม่มาใช้ เช่น พันธบัตรสีเขียว กลไกการลงทุนแบบผสม หรือการใช้หลักประกันเพื่อแบ่งเบาความเสี่ยงให้กับภาคเอกชนที่สนใจลงทุนในโครงการเมืองยั่งยืน (แนะนำเครื่องมือพันธบัตรสีเขียวโดย OECD)

เสริมแกร่งศักยภาพท้องถิ่น: จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย

ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากโครงการพัฒนาเมืองหลายแห่งในภูมิภาคนี้มักขาดการจัดเตรียมโครงการที่ดีและชัดเจน จึงทำให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ดังนั้น องค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลจึงควรเข้ามาสนับสนุนด้านความพร้อมและความเชี่ยวชาญ สำหรับประเทศไทย การสร้างพันธมิตรกับสถาบันการเงินพหุภาคี ธนาคารเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค และภาคเอกชน จะเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รับทั้งความรู้เชิงเทคนิคและการสนับสนุนทางการเงิน เพื่อพลิกโฉม “เมืองยั่งยืน” ให้กลายเป็นความจริงได้

หากย้อนรอยประวัติศาสตร์ เมืองต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เพิ่งเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างทางการเงินเป็นครั้งแรก ตัวอย่างเช่น กรุงเทพมหานครเองก็เคยประสบปัญหางบประมาณในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง การระบายน้ำ และที่อยู่อาศัย มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ทว่า ความแตกต่างในยุคปัจจุบันอยู่ที่ความเร่งด่วนของเป้าหมายระดับโลก อาทิ ข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) หากเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ไม่ปรับโครงสร้างการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว ก็อาจต้องเผชิญกับภาวะ “โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ยั่งยืน” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนไปอีกหลายทศวรรษ (รายงาน IPCC: เมืองกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

ประเทศไทยเริ่มเคลื่อนไหว…แต่ภารกิจยังใหญ่หลวง

นักวิเคราะห์หลายท่านประเมินว่า เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นในประเทศไทย อาทิ กรุงเทพมหานครได้ริเริ่มทดลองออกพันธบัตรสีเขียว ขณะที่เชียงใหม่ก็เข้าร่วมโครงการเมืองยั่งยืนในเวทีนานาชาติ ทว่า ขนาดของความต้องการเงินลงทุนนั้นยังคงมหาศาล ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียกำลังพัฒนา รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงถึงปีละ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจนถึงปี 2030 (รายงานความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน ADB) การอุดช่องว่างดังกล่าวจึงต้องอาศัยนโยบายที่สร้างสรรค์ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นทางการเมืองเพื่อผลักดันการกระจายอำนาจและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

สำหรับประชาชนชาวไทย รายงานของ OECD เปรียบเสมือนทั้งสัญญาณเตือนภัยและคำเชิญชวนให้ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณของเมือง หรือการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการวางแผนเพื่อความยั่งยืน ขณะที่กลุ่มผู้บริหารเมืองและภาคธุรกิจก็ควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ และเชื่อมโยงกับตลาดการเงินสีเขียวที่กำลังเติบโตในระดับโลก ส่วนผู้กำหนดนโยบายระดับชาติ ควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบการเงินและกฎกติกา เพื่อเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถเดินหน้าสร้างเมืองที่น่าอยู่และรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางปฏิบัติ เมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยควรดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. เสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  2. ขอรับการสนับสนุนเชิงเทคนิคและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเมืองยั่งยืน
  3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชน ให้การพัฒนาเมืองตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง
  4. ผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้เงินทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น

ผู้ที่สนใจควรติดตามข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วมในกระบวนการวางแผนและพัฒนาเมือง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของทั้งประชาชนและสิ่งแวดล้อม

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก รายงานฉบับเต็มของ OECD แม้อุปสรรคจะมากมาย แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังคงมีโอกาสที่จะปูทางไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง