หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เล่มนี้    ตีความจากหนังสือ ๒ เล่ม คือ Transformative Student Voice : Partnering with Young People for Equitable School Improvement (2025) เขียนโดย Shelley Zion, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado    และ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner, Carlos P. Hipolito-Delgado และ Shelley Zion    ซึ่งเป็นผู้เขียนชุดเดียวกัน   จัดพิมพ์โดย Harvard Education Press   

เมื่ออ่านหนังสือสองเล่มนี้ ผมก็ตระหนักว่า การตีความสู่ครูไทย และผู้บริหารการศึกษาไทย    ต้องปรับจากบริบทสังคมอเมริกัน ที่สังคมมีความเหลื่อมล้ำคนละแบบกับไทย   ในสหรัฐอเมริกาปัญหาความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนกลุ่มที่ผู้เขียนหนังสือสองเล่มนี้ทำงานวิจัยและพัฒนา  อยู่กว่า ๑๕ปี    เป็นเรื่องเชื้อชาติ และความยากจน   ที่อคติเรื่องนี้ทางสังคมกดทับนักเรียน   นำสู่ปัญหาในโรงเรียน และปัญหาการเรียน    ซึ่งหมายความว่า ครูต้องเผชิญและหาทางแก้ปัญหาเหล่านั้น   โดยผู้เขียนร่วมกับครูและนักเรียนในโรงเรียนรัฐหลากหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ดำเนินการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่ “นักเรียนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงระบบ” ผ่านกระบวนการ Transformative Student Voice (TSV), Youth Participatory Action Research (YPAR),  และ Critical Civic Inquiry (CCI)         

ปัญหากดทับทางสังคม  และด้านความเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ครู ที่ส่งผลร้ายต่อนักเรียน มีอยู่ในสังคมไทย    บางส่วนคล้ายคลึงกับในสหรัฐอเมริกา (เพราะเราลอกระบบของเขามา)   แต่หลายส่วนแตกต่างกัน   ดังจะกล่าวถึงต่อไป   การตีความหนังสือสองเล่มนี้สู่หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา   จึงไม่ใช่การแปลหรือลอกมาโดยตรง  แต่เป็นการตีความหลักการ เข้าสู่บริบทไทย   โดยหลายส่วนมีการปรับให้เหมาะสมต่อบริบทของการศึกษา และระบบสังคมไทย   

คำหลักในหนังสือทั้งสองเล่มคือ Transformative Student Voice (TSV)    ที่มีความหมายลึกมาก อยู่ที่คำว่า Transformative  และ Voice   

Transformative (นำสู่การเปลี่ยนขาด หรือพลิกโฉม) สื่อเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่แค่ปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ    แต่หวังผลที่การพลิกโฉม (transformation)  ซึ่งในที่นี้หมายถึงการพลิกโฉมสังคม (และระบบการศึกษา)    รวมทั้งพลิกโฉม “วิธีคิด วิธีเรียน วิธีมีชีวิต” ทั้งของนักเรียนและของครู   

Voice หมายถึงสิทธิและเสียงของนักเรียน ที่เปล่งหรือเสนออย่างมีการใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างดี (critical consciousness)  ผ่านการวิจัยที่เรียกว่า YPAR (Youth Participatory Action Research)    โดยการจัดการหลักสูตรที่มีกิจกรรม CCI (Critical Civic Inquiry) ที่อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ตั้งคำถามต่อสังคมอย่างเอาจริงเอาจัง”   เท่ากับนักเรียนได้ทำหน้าที่ผู้นำหรือหุ้นส่วน (partner) ร่วมกับครูในการออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง    จากปัญหาในชีวิตของตนเอง (lived problem) ที่ครูและผู้ใหญ่อาจไม่ตระหนัก   เช่น ปัญหาการบูลลี่ การเหยียด เพศ ภาษา ความไม่เท่าเทียม ฯลฯ    สู่ → สำรวจ → วิจัย → วิเคราะห์ → สื่อสาร → เสนอ → ขับเคลื่อน

 หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา    จึงเป็นหนังสือที่เสนอหลักการวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นพลังพลิกโฉมโรงเรียน ระบบการศึกษา และสังคม   เป็นหนังสือที่เสนอหลักการและวิธีการใหม่ ในการเรียนรู้ของนักเรียน    เน้นที่นักเรียนมัธยมต้น และมัธยมปลาย     แต่ผมคิดว่าใช้กับนักเรียนประถมปลายก็ได้ (มีตัวอย่างผลการใช้ในนักเรียนชั้น ป. ๖ อยู่ในบทที่ ๒๖)   และปรับใช้กับนักเรียนประถมต้นและอนุบาลก็ได้    โดยครูต้องทำหน้าที่พี่เลี้ยง ให้เหมาะต่อวุฒิภาวะของนักเรียน   และยึดมั่นในการดำเนินการภายใต้จิตวิทยาเชิงบวก หรือสนามพลังบวก    เน้นที่การส่งเสริมตัวตนของนักเรียน และส่งเสริมให้นักเรียนฝึกเป็นผู้ริเริ่ม (agency)    

ผมตีความว่า ขบวนการ TSV ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้านวิชาการไปพร้อมๆ กันกับเรียนรู้ด้านสังคม   ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาความมั่นใจในตัวตน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือชุมชนในห้องเรียนและในโรงเรียน  และพัฒนาทักษะที่ซับซ้อนด้านปฏิสัมพันธ์ หรือทักษะทางสังคม  รวมทั้งทักษะด้านสังคมและอารมณ์ (socio-emotional skills)    รวมทั้งจรณทักษะ (soft skills) อื่นๆ  ที่จะนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต   

ขบวนการ TSV จึงช่วยแก้ปัญหาการเรียนรู้ที่เอาใจใส่เฉพาะด้านวิชาการ เพื่อสอบให้ได้คะแนนสูง    แต่บกพร่องหรืออ่อนแอด้านการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑  ทักษะแห่งอนาคต  บกพร่องด้านการเรียนรู้องค์รวม ที่ต้องพัฒนาครบทั้ง VASK (V – values = ค่านิยม, A – attitude - เจตคติ, S – skills = ทักษะ, K – knowledge = ความรู้)    กระบวนการ CCI และ YPAR จะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะสำคัญเหล่านี้ใส่ตัว    ผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือ เรียนรู้จากประสบการณ์   ที่หากครูชวนศิษย์สะท้อนคิดจากการปฏิบัติสู่หลักการของทักษะสำคัญแต่ละตัว    จะเกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง   

ครูที่ทำหน้าที่หนุนการเรียนรู้ ตามแนวทางในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา    จะได้รับประโยชน์ในระดับ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยความเป็นครู”    โดยที่ก่อนจะทำหน้าที่หนุน Transformative Student Voice (TSV) ครูและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง ต้อง “unlearn” หรือเปลี่ยนความคิด ความยึดมั่น ว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างครู (ผู้ใหญ่) กับศิษย์   เปลี่ยนความยึดมั่นเรื่องปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจว่าผู้ใหญ่เหนือกว่า รู้ดีกว่า   มาเป็นความสัมพันธ์แนวระนาบ เป็นหุ้นส่วนที่เสมอกัน    ซึ่งทั้งในสังคมอเมริกันและสังคมไทย เป็นการ “unlearn” ที่ทำได้ไม่ง่าย    ต้องการกระบวนการช่วยหนุน ดังจะกล่าวในบทหลังๆ ของหนังสือ 

ครูผู้ร่วมทางกับนักเรียนในแนวทางนี้ จะไม่ได้ทำหน้าที่ “สอน” เท่านั้น    แต่เป็น “ผู้จุดประกายการเรียนรู้” และ “ผู้ฟังด้วยหัวใจ”    ครูต้องพร้อมเปลี่ยนวิธีคิดตนเอง ต้องกล้าถอยออกจากเวทีการเรียนรู้    เพื่อให้นักเรียนได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของเวทีการเรียนรู้ด้วยความมั่นใจ    ครูต้อง “unlearn” ความสัมพันธ์แบบบน–ล่าง มาเป็น “ความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนที่เคารพกันและกัน”

นี่คือบทบาทครูในโลกใหม่ ครูที่จะไม่เพียงเปลี่ยนวิธีสอน แต่เปลี่ยนวิธีมองนักเรียน → เปลี่ยนวิธีมองตนเอง → เปลี่ยนวิธีอยู่ร่วมกันในโรงเรียน → และในระยะยาว เปลี่ยนทั้งระบบ

ผมเชื่อว่า ครูไทยทุกคนมีศักยภาพนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ระบบในปัจจุบันยังไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ “ความเป็นมนุษย์” ในตัวครูและนักเรียนได้เปล่งประกาย    หนังสือเล่มนี้หวังเป็นพลังเล็กๆ ที่เชื้อเชิญให้ครู กลับมายัง “รากแห่งความเป็นครู” ซึ่งไม่ใช่ผู้สอนเพียงเนื้อหา แต่เป็น “ผู้สร้างศักยภาพมนุษย์” ด้วยหัวใจ ด้วยความสัมพันธ์ และด้วยการร่วมเรียนรู้ไปกับศิษย์

นอกจากครูจะได้รับประโยชน์ด้านการเรียนรู้ สู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องปฏิสัมพันธ์กับศิษย์  (ที่นำไปใช้กับลูกของตนเอง และเด็กคนอื่นๆได้) แล้ว     ครูจะค้นพบตัวตนใหม่ ค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของความเป็นครู   ที่เมื่อศิษย์ผ่านชั้นเรียนไปแล้ว ๑๐ - ๒๐ ปี   ศิษย์มากล่าวขอบคุณ ที่ชั้นเรียน TSV, CCI, YPAR ที่ครูจัด    ช่วยให้เขาค้นพบตนเอง มีความมั่นใจในตนเอง และประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนั้น   เป็นคำขอบคุณที่สะท้อนคุณค่าแท้จริงของความเป็นครู ... ความเป็นครูเพื่อศิษย์  ครูผู้พลิกโฉมสังคม    

หากเรานำ TSV มาเป็นแนวทางการเรียนรู้ในโรงเรียนไทยอย่างแพร่หลาย  อาจไม่เพียงเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ของนักเรียน   แต่จะเปลี่ยนวิธีคิดของชุมชนรอบโรงเรียน เปลี่ยนบทบาทของผู้บริหาร เปลี่ยนวิธีคิดของพ่อแม่    และอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึงการ “พลิกโฉมระบบการศึกษาไทย” โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน

เพราะพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง  มักเริ่มจากภายในห้องเรียนเล็กๆ    และ “เสียงของนักเรียน” ที่ได้รับการฟังอย่างลึกซึ้ง  

สาระในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เล่มนี้    จะว่าใหม่ต่อสังคมไทยก็ได้ เพราะนำเสนอแนวคิดและวิธีการใช้สิทธิและเสียงของนักเรียน สู่การเรียนรู้ของตัวนักเรียน และสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมไปพร้อมๆ กัน    โดยเสนอหลักการและวิธีการอย่างเป็นระบบครบวงจร    จะว่าไม่ใหม่ก็ได้ เพราะบางส่วนในหนังสือมีหลายโรงเรียนในประเทศไทยดำเนินการอยู่แล้ว  เช่น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาและโรงเรียนในเครือข่ายที่ใช้หลักการและวิธีการจิตศึกษา, PBL, PLC, ภาษาไทยผ่านวรรณกรรม และคณิต pro-active   โรงเรียนรุ่งอรุณ   โรงเรียนเพลินพัฒนา  และโรงเรียนอื่นๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนเอกชน   รวมแล้วน่าจะเกือบ ๑ พันโรงเรียน   

ผมขอแนะนำหนังสือ Young Active Citizen : การออกแบบการเรียนรู้ที่เสริมพลังเยาวชนค้นพบศักยภาพของตนเอง  (๒๕๖๖)  ที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกับหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เล่มนี้   

หลักการ  วิธีคิด และแนวทางดำเนินการ ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เล่มนี้  อยู่บนฐานของความซับซ้อน มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลากหลายมิติ และไม่หยุดนิ่งตายตัว   ที่ครูและผู้เกี่ยวข้องที่นำไปใช้ต้องปรับให้เหมาะต่อแต่ละสถานการณ์    รวมทั้งต้องรู้จักหมุนวงจรเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์ ของตนเอง อย่างต่อเนื่อง     

ผมเชื่อว่า กระบวนการ TSV, CCI, และ YPAR ในหนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา เล่มนี้   จะนำสู่ “ตัวตนใหม่” ทั้งของนักเรียน และของครู    โดยในบริบทการศึกษาไทยน่าจะปรับให้นุ่มนวลขึ้น    และปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น    โดยยังยึดการนำประเด็นเชิงสังคม (Civic) ที่นักเรียนนำมาใคร่ครวญสะท้อนคิดและตั้งคำถามอย่างเอาจริงเอาจัง (Critical Inquiry)    สำหรับใช้เป็นโจทย์เรียนรู้ผ่านการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR – Participatory Action Research) ของนักเรียน    เพื่อหาข้อมูลหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ประกอบการนำเสนอสู่การปฏิรูป หรือพลิกโฉมระบบของโรงเรียน หรือของเขตการศึกษา    และในบางกรณี เกิดผลดีต่อสังคมโดยรอบโรงเรียนด้วย   

หลักการใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งมีทั้งหมด ๒๗ ตอน)  คือการหนุนให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ครบทั้ง ๒ ส่วนของ การเรียนรู้องค์รวม (holistic learning)  คือการเรียนรู้ด้านวิชาการ กับการเรียนรู้ด้านพัฒนาตัวตน ที่เรียกว่าคุณลักษณะ (characters)  โดยมีหลักฐานว่า กระบวนการ TSV นี้   ส่งผลดีต่อการเรียนรู้ทั้งสองส่วนของการเรียนรู้องค์รวมของนักเรียน    รวมทั้งส่งผลต่อการเรียนรู้ หรือการพัฒนาวิชาชีพของครูด้วย     

วิจารณ์ พานิช

๑๒ ก.ค. ๖๘    ปรับปรุง ๒๙ ก.ค. ๖๘