การถกเถียงประเด็นเรื่อง “ความฉลาดทางอารมณ์” (EQ) กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยนักจิตวิทยาองค์กรและนักเขียนชื่อดังจากต่างประเทศ หลังจากมีการอ้างอิงงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อผิดๆ ที่ว่าคนมี EQ สูงจะต้อง “ดีกับคนอื่นตลอดเวลา” หรือ “ใจดีเสมอ” นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ความจริง และอาจเป็นอันตรายต่อการพัฒนา EQ ที่แท้จริง รวมถึงส่งผลเสียต่อทักษะชีวิตในการสร้างความสัมพันธ์ ทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว (Inc.com).

EQ ไม่ใช่แค่การยิ้มและปรองดอง

ในช่วงที่ผ่านมา คำว่า “EQ” กลายเป็นคำยอดนิยมในสังคมไทย ไม่ว่าจะในแวดวงการทำงาน การศึกษา หรือแม้กระทั่งในครอบครัว หนังสือและหลักสูตรอบรมจำนวนมากต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการควบคุมอารมณ์และการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทยที่มักให้คุณค่ากับ “ความสามัคคี” และ “ความเกรงใจ” จึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปว่า คนที่มี EQ ดีจะต้องเป็นคนที่สงบเสงี่ยม รักษาน้ำใจผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือความขัดแย้ง

แต่ข้อสังเกตจากบทความและคำอธิบายของนักจิตวิทยาองค์กรชื่อดัง กลับเผยอีกมุมมองที่แตกต่างออกไป

ความเข้าใจผิด: “ต้องใจดีเสมอ” คือ EQ?

นักจิตวิทยาชื่อดังเจ้าของผลงานหนังสือขายดี โต้แย้งว่า การนำความฉลาดทางอารมณ์ไปเปรียบเทียบกับ “ความใจดี” เพียงอย่างเดียวนั้น ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก EQ แท้จริงแล้วคือความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ และจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ มากกว่าจะเป็นการฝืนแสดงความใจดี หรือเก็บซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้เป็นหลัก งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดยังชี้อีกว่า ผู้ที่มุ่งเน้นแต่เพียงการ “ใจดี” อาจประสบปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและจริงใจ รวมถึงส่งผลเสียต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เนื่องจากอาจเลือกที่จะไม่พูดในสิ่งที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับปัญหา หรือแสดงออกไม่ตรงกับความรู้สึกภายในของตนเอง

ข้อความในบทความหนึ่งได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “การเทียบความฉลาดทางอารมณ์กับการใจดีอย่างเดียวคือความเข้าใจผิดที่บั่นทอนการพัฒนา EQ ของคุณ”

งานวิชาการเห็นพ้อง: EQ ใช้ได้สองด้าน

ในบทความวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Medium และ The Atlantic นักจิตวิทยาองค์กรชื่อดังได้เตือนว่า ความฉลาดทางอารมณ์ไม่ใช่ทักษะที่เป็นด้านบวกเสมอไป หากขาดซึ่งจริยธรรม “ผู้ที่มี EQ สูงแต่ขาดคุณธรรม อาจใช้ทักษะนี้เพื่อโน้มน้าว หรือแม้กระทั่งควบคุมผู้อื่น มากกว่าที่จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหา” สิ่งนี้ย้ำเตือนว่า EQ ไม่ใช่ทักษะที่ใช้ได้เพียงด้านเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์ใด

ทำไมประเด็นนี้จึงสำคัญกับสังคมไทย?

ในบริบทสังคมไทยแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนหรือที่ทำงานที่มีลำดับชั้น มักยกย่องผู้ที่ไม่สร้างปัญหา หรือผู้ที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่เปิดรับการถกเถียงแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งการแสดงออกทางอารมณ์ เพราะมักถูกมองว่าเป็นการเสียมารยาท ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำระบุว่า “ระบบการศึกษาของไทยเน้นการสอนให้คนอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว แต่กลับไม่ค่อยฝึกให้เผชิญกับความรู้สึกของตนเองอย่างตรงไปตรงมา หรือกล้าที่จะต่อรองอย่างถูกวิธี ความฉลาดทางอารมณ์ที่แท้จริง ควรหมายถึงความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัว ไม่ใช่การหลีกหนีหรือเก็บซ่อนปัญหา” ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจากโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสริมว่า คนไทยจำนวนมากมักเข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องความเครียดอันเนื่องมาจากการ “เก็บกดอารมณ์” ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา หรือไม่กล้าที่จะบอกความต้องการของตนเอง

ทักษะ EQ ใหม่: กล้าพูด กล้ายืนยันจุดยืน

สิ่งที่งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยัน คือ ผู้ที่มี EQ ที่แท้จริง อาจแสดงพฤติกรรมที่รวมถึงการให้ข้อคิดเห็นหรือฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมา กล้าที่จะปกป้องสิทธิของตนเอง กำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ส่วนตัว และในบางครั้งก็กล้าที่จะโต้แย้ง หรือเสนอความเห็นต่างเพื่อประโยชน์ส่วนรวม—ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายถึง “การเป็นคนดีเสมอไป” หากแต่เป็นหัวใจสำคัญของความแข็งแกร่งทางอารมณ์ และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ (Inc.com).

เชื่อมโยงกับสำนวนไทย และการเปลี่ยนแปลงในหลักสูตร EQ

แนวคิดนี้สะท้อนได้จากสำนวนไทยที่ว่า “คนดีไม่ว่าคนจริง” ซึ่งหมายถึง ผู้ที่แสดงออกว่าดีอยู่เสมอ อาจไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง หรืออาจขาดความจริงใจ ปัจจุบันหลักสูตรการอบรม EQ ในประเทศไทย ได้เริ่มนำหลักการนี้มาปรับใช้แล้ว จึงมีการสอนเรื่องการกล้าแสดงออกและกล้าที่จะกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ ควบคู่ไปกับการฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ตัวอย่างจากชีวิตจริง: พื้นที่ทำงาน โรงเรียน และการเลี้ยงลูก

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลประจำองค์กรข้ามชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ให้ข้อมูลว่า แต่เดิมสถานที่ทำงานมักจะเน้นการสร้างความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ในยุคปัจจุบัน กลับต้องฝึกอบรมทั้งพนักงานและผู้บริหาร ให้ “กล้าเปิดใจ ให้ข้อคิดเห็นหรือฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงกล้าที่จะวางขอบเขตโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดการเผชิญหน้า” ในส่วนของโรงเรียนไทย ก็ควรปรับการเรียนการสอนให้นักเรียนกล้าที่จะตั้งคำถาม กล้าแสดงความคิดเห็น หรือโต้แย้งด้วยเหตุผล ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานร่วมกันอย่างเดียว ซึ่งงานวิจัยระดับนานาชาติยังชี้ให้เห็นว่า ทักษะเหล่านี้ส่งผลในเชิงบวกต่อการคิดสร้างสรรค์และภาวะผู้นำในระยะยาวอีกด้วย (Medium).

EQ ที่แท้จริง: ไม่ได้จบแค่ “ใจดี” แต่ต้อง “จริงใจและยืดหยุ่น”

ทั้งในแวดวงวิทยาศาสตร์สมองและจิตวิทยาแล้ว นักวิจัยระดับโลกผู้เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด EQ ได้ชี้ว่า “EQ ที่แท้จริง คือความสามารถในการรู้จักตนเอง ควบคุมอารมณ์ เข้าใจผู้อื่น และบริหารจัดการความสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ความใจดีอาจเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ตามมา แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก การมีความสามารถในการยอมรับอารมณ์ด้านลบ และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ถือเป็นส่วนหนึ่งของวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่สำคัญ

ทางเลือกใหม่สำหรับสังคมไทย

แนวคิดนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมการทำงาน การศึกษา และแนวทางการเลี้ยงดูบุตรหลานในประเทศไทยมากขึ้น การกล้ายืนยันตนเอง โดยยังคงไว้ซึ่งความเคารพผู้อื่น ถือเป็นหัวใจสำคัญของความเข้มแข็งทางจิตใจและการสร้างนวัตกรรม พร้อมทั้งช่วยสร้างความพร้อมให้คนไทยสามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ ในภาพรวมของสังคม สิ่งนี้อาจช่วยนำทางให้ก้าวข้ามวัฒนธรรม “ไม่อยากขัดแย้ง” ไปสู่การสื่อสารและพูดคุยอย่างเปิดใจและสร้างสรรค์ โดยที่ยังคงยึดถือความสุภาพอ่อนโยนแบบไทยไว้ได้

คำแนะนำปฏิบัติสำหรับคนไทยที่อยากพัฒนา EQ

  • หมั่นสร้างการตระหนักรู้ในอารมณ์ของตนเอง เช่น ผ่านการเขียนบันทึกหรือทำสมาธิ ลองสังเกตความรู้สึกของตนเองให้มากขึ้น นอกเหนือจากการพยายามเอาใจผู้อื่นเพียงอย่างเดียว
  • ฝึกสื่อสารความรู้สึก หรือแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ เช่น ในที่ทำงาน โรงเรียน หรือที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่องเสมอไป
  • ลองเปลี่ยนกิจกรรมกลุ่ม จากกิจกรรมที่มุ่งเน้นแต่เพียงการปกป้องความกลมเกลียว มาสู่การสร้างกลุ่มที่เปิดรับการถกเถียงและให้ข้อคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์
  • เลือกหลักสูตรหรือเวิร์คช็อปฝึก EQ ที่มีเนื้อหาครอบคลุม ที่ไม่ใช่แค่สอนให้ “ใจดี” แต่ยังรวมไปถึงทักษะการสื่อสารด้วยความจริงใจ และการกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์อย่างเหมาะสม

ท้ายที่สุด ผลวิจัยและข้อคิดล่าสุดจากนักจิตวิทยาชื่อดังและทีมนักวิจัยชั้นนำ ได้เตือนว่า “หากเข้าใจว่า EQ คือการใจดีเสมอ คุณอาจกำลังปิดกั้นโอกาสในการเติบโตของตนเอง” สำหรับคนไทยที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างมารยาทอันดีงามและความจริงใจ การสลัดทัศนคติแบบเดิมๆ เกี่ยวกับ EQ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตทั้งในชีวิตส่วนตัวและเส้นทางอาชีพ


แหล่งข้อมูล: