งานวิจัยสุดล้ำจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้เผยการค้นพบสำคัญระหว่างภาวะขาดลิเทียมกับโรคอัลไซเมอร์ จุดประกายความหวังครั้งใหม่ในการรับมือโรคสมองเสื่อมร้ายแรง โดยคณะนักวิจัยพบว่า การเสริมลิเทียมเข้าไปในสมองของหนูทดลองที่เป็นอัลไซเมอร์ ไม่เพียงชะลอการลุกลามของโรค แต่ยังช่วยฟื้นฟูอาการที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ด้วย ผลลัพธ์นี้จึงอาจนำไปสู่การค้นหาวิธีตรวจพบอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้น รวมถึงแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นข่าวดีทั้งต่อผู้ป่วยทั่วโลกและในประเทศไทย
โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อมนั้น ปัจจุบันมีผู้ป่วยในสหรัฐอเมริกาเกือบ ๗ ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามจำนวนประชากรสูงวัยที่มากขึ้น Washington Post สำหรับประเทศไทย อัตราผู้ป่วยสมองเสื่อมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว จึงเร่งให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนายาเพื่อการรักษา ขณะที่การรักษาหลักในปัจจุบัน เช่น โดเนเพซิล และริวาสติกมีน ทำได้เพียงบรรเทาอาการพื้นฐาน แต่ไม่สามารถชะลอหรือย้อนกลับความเสื่อมของสมองได้ Alzheimer’s Association
การศึกษาวิจัยชิ้นนี้ใช้เวลานาน ๗ ปี โดยคณะนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ค้นพบว่า การให้ลิเทียมโอโรเตตในปริมาณเพียงเล็กน้อยแก่หนูทดลองที่แสดงอาการอัลไซเมอร์ สามารถฟื้นฟูการทำงานของสมองและย้อนกลับความเสื่อมของเนื้อเยื่อได้ รายงานฉบับสมบูรณ์ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าสารนี้ช่วยย้อนกลับลักษณะอาการของโรคในสัตว์ที่ยังมีชีวิต
ผู้อำนวยการสถาบันการเรียนรู้และความจำแห่ง MIT ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมในงานวิจัยนี้ ได้ให้ความเห็นว่า “นี่คือความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ยังมีบางคนที่มียีนเสี่ยงแต่ไม่ป่วยเป็นโรค ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงช่วยเติมเต็มภาพรวมของปริศนาอัลไซเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์”
ลิเทียมที่เรารู้จักกันดีในการรักษาโรคอารมณ์สองขั้ว กลับถูกค้นพบว่ามีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองอีกด้วย โดยลิเทียมมีส่วนช่วยสร้างไมอีลิน ซึ่งเป็นเสมือนฉนวนหุ้มเส้นใยประสาท รวมถึงส่งเสริมการทำงานของเซลล์ไมโครเกลีย (microglia) ในการกำจัดของเสียในสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าที่ทั้งสองประการนี้มีความสำคัญต่อการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทและการเก็บรักษาความทรงจำ
การค้นพบใหม่นี้ยังเสริมหลักฐานที่มีมาก่อนหน้านี้ เช่น การศึกษาจากเดนมาร์กในปี ๒๕๖๐ ที่พบว่าการดื่มน้ำซึ่งมีลิเทียมตามธรรมชาติมีความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดสมองเสื่อมที่ลดลง แต่การวิจัยครั้งนี้ก้าวไปไกลกว่านั้น โดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากสมองขาดลิเทียม จะยิ่งเร่งให้เกิดการสะสมของสารพิษอย่างแอมีลอยด์พลาก (amyloid plaques) และทาวแทงเกิล (tau tangles) ซึ่งเป็นเครื่องหมายสำคัญของอัลไซเมอร์ Nature ระดับลิเทียมที่ต่ำผิดปกติจะส่งผลให้เกิดการทำลายการเชื่อมต่อของเส้นใยประสาท ซึ่งสุดท้ายจะกระทบต่อความจำและการรับรู้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า แอมีลอยด์พลากเองก็มีคุณสมบัติในการจับกับลิเทียม ยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแร่ธาตุนี้ในสมองให้เลวร้ายลงไปอีก
จากผลการวิเคราะห์สมองมนุษย์ที่สำคัญกว่า ๕๐๐ ตัวอย่าง พบว่าระดับลิเทียมในสมองตามธรรมชาติมีค่าต่ำกว่าปริมาณที่ใช้ในการรักษาทางจิตเวชถึงหนึ่งพันเท่า ซึ่งหมายความว่า เพียงการเสริมลิเทียมในปริมาณน้อยลงและเฉพาะเจาะจง ก็อาจช่วยผู้ป่วยได้โดยลดผลข้างเคียงที่เคยเป็นข้อกังวล เช่น ปัญหาเกี่ยวกับไตและต่อมไทรอยด์ ทำให้แนวคิดนี้ยิ่งน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
อดีตประธานสถาบันวิจัยอายุยืนและสุขภาพดี จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้) ให้ความเห็นว่า “ลิเทียมโอโรเตตมีราคาถูกมาก และควรเร่งทำการวิจัยในมนุษย์ หากวงการแพทย์ไม่เดินหน้าในเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง”
แม้ว่าผลการทดลองในขณะนี้จะประสบความสำเร็จเฉพาะในสัตว์ทดลองเท่านั้น แต่คณะนักวิจัยก็ยังคงย้ำถึงข้อควรระวัง โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “ยังไม่ควรนำลิเทียมไปใช้กับมนุษย์ในขณะนี้ เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์ในทางคลินิก ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นในหนูกับมนุษย์อาจมีความแตกต่างกัน”
อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ในการตรวจพบโรคอัลไซเมอร์ได้เร็วกว่าเดิม โดยบุคลากรทางการแพทย์อาจพิจารณานำการวัดระดับลิเทียมในน้ำไขสันหลังหรือเลือด มาใช้ประเมินความเสี่ยงก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการ เพื่อวางแผนป้องกันและดูแลได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะนำการตรวจภาพสมองมาใช้วัดปริมาณลิเทียมอีกด้วย
สำหรับประเทศไทย การศึกษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอัตราผู้ป่วยสมองเสื่อมสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างเป็นเงาตามตัว กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ครอบครัวไทย โดยเฉพาะผู้ดูแล ต้องแบกรับภาระและความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวง การมีแนวทางคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ และยาที่เข้าถึงได้ง่าย จึงมีความหมายอย่างมากในสถานการณ์เช่นนี้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งของไทยก็เริ่มให้ความสนใจในทิศทางการวิจัยนี้ และมีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาแนวทางคัดกรองที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
การดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมในบริบทสังคมไทยยิ่งมีความท้าทายมากขึ้น เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีการโยกย้ายถิ่นฐานและต้องทำงานนอกบ้าน ทำให้ภาระการดูแลส่วนใหญ่ตกอยู่กับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะผู้หญิง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านอารมณ์และค่าใช้จ่าย รายงานเดลินิวส์เรื่องการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมในไทย ระบบคัดกรองที่รวดเร็วจึงอาจช่วยให้สามารถวางแผนดูแลได้ตั้งแต่ระยะแรก และรัฐบาลเองก็สามารถออกมาตรการป้องกันสำหรับกลุ่มเสี่ยงได้
ในปัจจุบัน ยารักษาโรคอัลไซเมอร์เกือบทั้งหมดในประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและระบบสาธารณสุขไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย
นอกจากนี้ คณะนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดยังคงเดินหน้าศึกษาผลของลิเทียมโอโรเตตต่อโรคทางสมองอื่นๆ เช่น โรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยเองก็มีความสนใจที่จะร่วมวิจัย เนื่องจากผู้สูงอายุในไทยเป็นโรคทางระบบประสาทเหล่านี้เพิ่มขึ้น PubMed หากลิเทียมโอโรเตตแสดงศักยภาพในการรักษาในราคาประหยัดและสามารถหาได้ง่ายในประเทศกำลังพัฒนา ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนให้ระมัดระวังและอย่าเพิ่งตื่นตัวเกินไปนัก เนื่องจากชีววิทยาของหนูกับมนุษย์มีความแตกต่างกันมาก และมีตัวอย่างไม่น้อยที่ยาซึ่งประสบความสำเร็จในการทดลองกับสัตว์ แต่กลับไม่เป็นผลเมื่อนำมาใช้กับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การที่ลิเทียมโอโรเตตใช้ปริมาณต่ำและมีต้นทุนถูก อาจทำให้การก้าวสู่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์เป็นไปได้เร็วขึ้นและมีความเสี่ยงน้อยลง
สำหรับผู้อ่านในประเทศไทย สิ่งสำคัญคือไม่ควรหาซื้อหรือใช้ลิเทียมเสริมอาหารเองโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจเกิดอันตรายได้หากไม่สามารถควบคุมปริมาณการใช้ได้อย่างเหมาะสม ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางประสาทวิทยา หรือแพทย์ผู้สูงอายุ เพื่อขอคำแนะนำและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมสุขภาพจิตเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสมอง เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารบำรุงสมอง (โดยเน้นผักและผลไม้) และรักษาสัมพันธภาพกับสังคมอยู่เสมอ พร้อมทั้งติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโปรแกรมคัดกรองหรือป้องกันโรคที่อาจมีการเปิดตัวใหม่ในอนาคต
การค้นพบครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการทำความเข้าใจโรคอัลไซเมอร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งในที่นี้คือระดับของลิเทียม ที่มีบทบาทอย่างแท้จริงต่อการเกิดและการดำเนินของโรค เมื่อการศึกษาทางคลินิกเริ่มต้นขึ้น ทุกสายตาจากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จะจับตาดูว่า แร่โลหะราคาถูกและพบได้ตามธรรมชาตินี้ จะสามารถมอบความหวังให้กับผู้ป่วยสมองเสื่อมนับล้านคนได้จริงหรือไม่
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก Washington Post, วารสาร Nature, ข้อมูลสรุปจาก Alzheimer’s Association และข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข