เหตุการณ์น่าเศร้าที่ชายชาวอเมริกันวัย ๓๗ ปีเสียชีวิตกะทันหันหลังรับประทานผงกระท่อม ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้กันมายาวนานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จุดประกายความกังวลด้านความปลอดภัยและข้อถกเถียงทางกฎหมายขึ้นอีกครั้งในเวทีโลก โดยมีผลวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน กรณีดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นประเด็นหลักในคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ตอกย้ำให้เห็นถึงจำนวนเคสพิษกระท่อมที่เพิ่มขึ้น การทดลองใช้ในกลุ่มวัยรุ่น ตลอดจนกระแสเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายและสร้างความตระหนักรู้แก่สังคมในวงกว้างทั่วโลก

กระท่อม ซึ่งมาจากต้นมิตราไจนา สเปซิโอซา (Mitragyna speciosa) อันเป็นพืชพื้นเมืองของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เดิมถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสมุนไพรธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยคลายความกังวล บรรเทาความเจ็บปวด และบรรเทาอาการถอนยาเสพติด มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เช่น ผง แคปซูล เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งเยลลี่ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่แพร่หลาย ทว่า กรณีของคุณแม่ท่านหนึ่งในรัฐวอชิงตันที่ออกมาเตือนภัยหลังสูญเสียบุตรชาย ซึ่งเชื่อว่าเสียชีวิตจากการรับประทานผงกระท่อมเพียงช้อนโต๊ะเดียว ได้กระตุ้นให้หน่วยงานสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเร่งออกมาเตือนถึงอันตรายของกระท่อมที่หลายคนยังไม่ตระหนักถึง (LADbible)

สำหรับคนไทย เรื่องราวนี้ถือว่าใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพราะกระท่อมเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย โดยถูกใช้เป็นยาพื้นบ้านและส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน ทว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและระบบการควบคุมล่าสุดในประเทศไทย ก็สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก กระท่อมได้รับการปลดล็อกออกจากบัญชียาเสพติดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และปัจจุบันอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งอนุญาตให้มีการปลูก บริโภค และจำหน่ายได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด (Lexology; AustCham Thailand) อย่างไรก็ตาม การนำกระท่อมไปผสมกับสารเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดอื่นยังคงเป็นสิ่งต้องห้าม รวมถึงการจำหน่ายให้แก่เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปีก็ถูกห้ามเช่นกัน (Belaws)

จากข้อมูลงานวิจัยและข่าวสารล่าสุดจากทั่วทุกมุมโลก พบประเด็นที่ต้องจับตาอย่างเร่งด่วน บุคลากรทางการแพทย์ชี้ชัดว่า สารสำคัญในกระท่อมอย่างมิทราไจนีน (mitragynine) และเมตาบอไลต์ที่มีฤทธิ์แรงกว่าอย่าง 7-ไฮดรอกซีมิทราไจนีน (7-OH) สามารถออกฤทธิ์คล้ายยาโอปิออยด์ได้เมื่อรับประทานในปริมาณสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ใช้มีอาการง่วงซึม กดการทำงานของระบบหายใจ หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ (News9; WholeFoods Magazine) ในสหรัฐฯ มีรายงานการได้รับสารพิษจากกระท่อมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปี ๒๕๕๔–๒๕๖๐ โดยมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า ๑,๘๐๐ ราย และจำนวนผู้เสียชีวิตที่ระบุในใบมรณบัตรว่ากระท่อมเป็นสาเหตุหลักก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ (CDC) ขณะเดียวกัน ยังมีการฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบางรายว่า จงใจปกปิดข้อมูลด้านความเสี่ยง โดยอ้างว่ากระท่อม “ไม่มีทางทำให้เสียชีวิต” และไม่ได้ควบคุมองค์ประกอบหรือความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานที่เหมาะสม

ข้อมูลทางคลินิกทั้งจากประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ต่างชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แท้จริงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผลการวิจัยเปรียบเทียบล่าสุดพบว่าอาการที่พบบ่อย ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย และง่วงซึม นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตในไทยที่เกี่ยวข้องกับการใช้กระท่อมอย่างน้อย ๖ ราย (PubMed) งานวิจัยระดับนานาชาติยังเผยอีกว่า แม้จะมีการมองว่ากระท่อมปลอดภัยกว่ายาโอปิออยด์ แต่การใช้ร่วมกับสารอื่น โดยเฉพาะยาตามใบสั่งแพทย์หรือยาเสพติดผิดกฎหมาย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ยาเกินขนาดอย่างมีนัยสำคัญ (ScienceDirect) งานวิจัยบางชิ้นยังระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กระท่อมกับความผิดปกติของโครงสร้างสมอง ซึ่งตอกย้ำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการศึกษา วิจัย และสร้างความตระหนักรู้เพิ่มมากขึ้น (PubMed)

จากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ชี้ให้เห็นว่าความเข้าใจของประชาชนในเรื่องนี้ยังคงห่างไกลจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากนัก นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินในสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ LADbible ว่า “ผู้ป่วยบางรายมีอาการเหงื่อออกมาก วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตหรืออัตราการเต้นหัวใจสูงผิดปกติ และบางรายถึงขั้นมีอาการหลอน” ขณะเดียวกัน หน่วยงานอาหารและยาสหรัฐฯ เพิ่งออกประกาศเสนอห้ามใช้สารสกัด 7-OH ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์รุนแรงในกระท่อม โดยให้เหตุผลว่าสารดังกล่าวมีฤทธิ์แรงกว่า “มอร์ฟีน” และเกรงว่าการนำสารนี้ไปผสมในเครื่องดื่มชูกำลังหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจก่อให้เกิดการเสพติดรูปแบบใหม่ได้ (News9)

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำให้ผู้ปกครองพูดคุยกับบุตรหลาน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเป็นจริงและความเสี่ยงของกระท่อม นักวิชาการด้านสารเสพติดในประเทศไทยได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจเมื่อปี ๒๕๖๗ พบว่านักเรียนไทยเกือบ ๑๐% เคยใช้กระท่อมในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนชายที่มีอัตราสูงกว่า (PubMed) ความเสี่ยงต่อการเสพติดก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการที่กระท่อมถูกนำไปจัดจำหน่ายในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าเป็น “เพื่อสุขภาพ” หรือ “เพื่อความบันเทิง” มากขึ้น

ประสบการณ์ของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น แม้ว่าการปลดล็อกกระท่อมจะเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่ก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการเข้าถึงง่ายของเยาวชน รวมถึงการขาดข้อมูลประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอเกี่ยวกับปริมาณการบริโภค ผลข้างเคียง หรือข้อแนะนำด้านความปลอดภัย (ResearchGate) ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์ “น้ำกระท่อมผสมยาแก้ไอ” ซึ่งยังคงพบเห็นได้ในบางชุมชน ก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่ากฎหมายจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่เอื้อต่อการใช้กระท่อมมากขึ้นแล้วก็ตาม

เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ การถกเถียงเรื่องสถานะของกระท่อมในประเทศไทยสะท้อนถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของพืชชนิดนี้ ทั้งในมิติทางสังคมและกฎหมาย จากเดิมที่ถูกห้ามมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับยาหมอพื้นบ้านและถูกมองว่ากระทบต่อธุรกิจฝิ่น มาถึงยุคที่กระท่อมได้รับการฟื้นฟู จึงเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการวางกติกาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และกำหนดมาตรการลดอันตรายโดยอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น (Tilleke & Gibbins) เช่นเดียวกับกรณีของกัญชา ปัจจุบันกระท่อมกำลังยืนอยู่ตรงจุดตัดสำคัญระหว่างมิติทางสาธารณสุข วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชน (Nation Thailand)

ในระดับสากล มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรปเตรียมใช้มาตรการเข้มงวด หรืออาจถึงขั้นห้ามใช้สารสกัดกระท่อมชนิดแรง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อยู่นอกเหนือข้อบังคับของหน่วยงานอาหารและยา ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดออนไลน์ สำหรับผู้กำหนดนโยบายและบุคลากรสาธารณสุขของไทย ต้องรับมือกับการส่งเสริมภูมิปัญญาชุมชน ควบคู่ไปกับการป้องกันปัญหาการเข้าถึงในกลุ่มเยาวชน และการได้รับพิษโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น กระแสเรียกร้องให้มีมาตรฐานสากล เช่น การติดฉลากที่ชัดเจน การห้ามจำหน่ายให้ผู้เยาว์ และการกำหนดปริมาณการบริโภคที่ปลอดภัย จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อคิดสำคัญสำหรับคนไทย

  • คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป ฤทธิ์ของกระท่อมมีตั้งแต่กระตุ้นให้ตื่นตัวไปจนถึงทำให้เกิดอาการเป็นพิษรุนแรง หรืออันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ คุณภาพ และการใช้ร่วมกับสารอื่น
  • ควรมีการพูดคุยกันภายในครอบครัว โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน เพื่อทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือจากคำโฆษณาชวนเชื่อ
  • ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคกระท่อมร่วมกับยาเสพติดหรือยาอื่นใดอย่างเด็ดขาด และหากจะใช้กระท่อมเพื่อวัตถุประสงค์ด้านสุขภาพหรือการแพทย์แผนไทย ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และรับมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น
  • สมาชิกในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข และครูอาจารย์ควรติดตามข้อมูลงานวิจัยล่าสุด พร้อมเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังจากการใช้กระท่อม เช่น อาการกระสับกระส่าย สับสน หรือเซื่องซึม

ขณะที่งานวิจัยยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีรายงานกรณีใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ การวางมาตรการกำกับดูแล การสื่อสารข้อมูลที่ตรงไปตรงมา และการให้ความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบที่แท้จริงของกระท่อม ล้วนมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการปกป้องชุมชนไทย และการสร้างสมดุลในการใช้ประโยชน์จากพืชโบราณชนิดนี้ หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังจากการใช้กระท่อม ควรรีบพบแพทย์โดยทันที และแจ้งหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เหตุการณ์น่าเศร้าครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า แม้จะเป็น “สมุนไพรธรรมชาติ” ก็ยังคงต้องมีการควบคุมด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เหตุผล และความตระหนักถึงอันตรายที่อาจแฝงอยู่เช่นกัน

แหล่งข้อมูล: