ผู้บริหารมากประสบการณ์จากบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลก ได้เปิดเผยประเด็นที่น่าจับตาซึ่งทั้งผู้หางานและนายจ้างควรตระหนัก นั่นคือ “การมีทัศนคติเชิงลบอย่างเรื้อรัง” ถือเป็นลักษณะนิสัยที่องค์กรไม่อยากได้มากที่สุด ไม่ว่าผู้สมัครจะมีประสบการณ์หรือจะสมัครตำแหน่งใดก็ตาม ข้อสังเกตนี้ตอกย้ำเทรนด์ใหม่ในกระบวนการสรรหาบุคลากรทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ที่เริ่มให้ “ทัศนคติ” สำคัญเหนือกว่า “ทักษะ” มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับคนไทยที่กำลังมองหางานใหม่ หรือเตรียมปรับตัวในตลาดแรงงานยุคเปลี่ยนผ่าน คำแนะนำนี้ถือว่าเข้ากับสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะรูปแบบการทำงานในองค์กรไทยก็ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตามกระแสดิจิทัลและแนวปฏิบัติจากต่างประเทศ จากข้อมูลของ CNBC ผ่าน YourTango ผู้บริหารระดับสูงอธิบายว่า ผู้ที่เอาแต่บ่นปัญหาหรือหาทางออกไม่เป็น มักเป็นจุดอ่อนสำคัญของการทำงาน เขาย้ำว่า “ไม่มีใครอยากได้คนที่มีทัศนคติเชิงลบมาทำงานด้วย คนเหล่านี้มีแต่จะสร้างภาระเพิ่มให้ทีมโดยไม่มีทางออก แต่ผู้ที่ชี้ปัญหาพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขต่างหาก คือบุคลากรที่องค์กรต้องการ”
แนวคิดนี้สอดรับกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาที่ชี้ชัดว่า ทัศนคติเชิงลบส่งผลเสียต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงานส่วนบุคคลและบรรยากาศโดยรวมในทีม ในบริบทสังคมไทยที่เน้นความสามัคคีและการทำงานร่วมกัน การประสานงานจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้งานเดินหน้า งานวิจัยโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลในไทยระบุว่า พนักงานที่ชอบบ่นหรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง มักไม่ได้รับโอกาสก้าวหน้าหรือคำชื่นชม แม้ทักษะจะดีเพียงใดก็ตาม
แม้การพูดคุยด้วยความจริงใจและเปิดเผยปัญหาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การแสดงอาการขี้แพ้ ขี้บ่น หรือโทษคนอื่นไปทั่ว กลับบั่นทอนบรรยากาศการทำงานในทีม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัดที่อ้างอิงในบทความเผยว่า “การเรียนรู้ที่จะมองโลกในแง่บวกเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ ซึ่งส่งผลดีต่อความมั่นใจ การกล้าตัดสินใจ และนำมาซึ่งความสุขทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน” ดังนั้น แม้วัฒนธรรมไทยจะมี “ความเกรงใจ” ในการหลีกเลี่ยงหรือไม่กล้าวิจารณ์ตรง ๆ แต่ก็ยังแตกต่างจากการเป็นคนมองโลกในแง่ลบและวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีข้อเสนอแนะ
ทั้งคนทำงานและผู้สมัครงานจึงควรกลับมาสำรวจตัวเองว่าท่าทีและวิธีสื่อสารกำลังบ่งบอกถึงอะไร ผู้บริหารคนเดิมยังย้ำว่าพนักงานที่ “ส่งมอบผลงานได้ตามกำหนดหรือเร็วกว่า” มักได้รับการยอมรับอย่างสูง การกล้าเริ่มต้น ปรึกษา หรือขอความช่วยเหลือได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่องค์กรยุคใหม่ต้องการ ยิ่งผู้ที่สามารถแบ่งปันความรู้ หรือเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้อง ๆ ในทีมได้ด้วย ก็ยิ่งโดดเด่น
อย่างไรก็ดี แม้โครงสร้างองค์กรไทยจะเน้นลำดับขั้นและให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส ซึ่งบางครั้งอาจทำให้พนักงานรุ่นใหม่ไม่กล้าเสนอแนะหรือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่แนวโน้มหลังสถานการณ์โควิด-19 และการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติ กลับผลักดันให้วัฒนธรรมองค์กรไทยเปิดกว้างมากขึ้น ที่ปรึกษาทรัพยากรบุคคลในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่า “คนรุ่นใหม่เริ่มกล้าเสนอไอเดียและตั้งคำถามต่อระบบเดิมมากขึ้น แต่คนที่มีทัศนคติลบยังเป็นสิ่งที่ยังเป็นปัญหาและสังเกตเห็นได้ชัดเจน”
ผลกระทบของทัศนคติเชิงลบไม่ได้จำกัดอยู่แค่เส้นทางอาชีพ งานวิจัยใน Journal of Organizational Behavior พบว่ามุมมองที่เป็นลบสามารถนำไปสู่ความเครียดในการทำงาน การลาป่วยที่ถี่ขึ้น รวมถึงกระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวด้วย โดยเฉพาะในสำนักงานไทยที่นิยมการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันและจัดกิจกรรมกลุ่ม หากมีสมาชิกทีมนำทัศนคติเชิงลบหรือความประชดประชันเข้ามาในบรรยากาศ จะส่งผลกระทบต่อ “ความเหนียวแน่น” ของทีมอย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศการทำงานร่วมกันและนวัตกรรมถดถอยลง
ในอดีต องค์กรไทยมักให้ความสำคัญกับทักษะเฉพาะทาง วุฒิการศึกษา หรือประสบการณ์เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน แนวโน้มจากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ กำลังเน้น “ทักษะด้านอารมณ์-สังคม” ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่บวก ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และการปรับตัว เป็นลำดับต้น ๆ ซึ่งนี่เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสใหม่สำหรับนายจ้างไทย ยิ่งการแข่งขันในตลาดต่างประเทศและรูปแบบการทำงานแบบลูกผสม (Hybrid Work) แพร่หลายมากขึ้น กิจกรรมและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่ส่งเสริมบรรยากาศเชิงบวก อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญเหนือคู่แข่ง
ในอนาคต ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั้งในไทยและต่างประเทศ จะเริ่มให้ความสำคัญกับการสัมภาษณ์แบบ behavioral interview การใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา หรือแม้แต่ระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคัดเลือกผู้สมัครที่มีทัศนคติที่เหมาะสม ผู้ที่แสดงความสามารถในการเสนอทางออก สนับสนุนเพื่อนร่วมทีม และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี จะมีโอกาสมากกว่าผู้ที่เพียงแค่ “ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักโดยไม่ปริปากบ่น”
ผู้หางานไทยสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ เช่น ในการสัมภาษณ์งานหรือการประชุม ควรนำเสนอทั้งปัญหาและแนวทางแก้ไข ไม่ใช่แค่ตำหนิข้อเสียขององค์กรเพียงอย่างเดียว การอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้เพื่อนร่วมงาน หรือเข้าร่วมกิจกรรมสร้างทีม รวมถึงการเข้ารับการอบรมทักษะด้านอารมณ์และสังคม จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มโอกาสก้าวหน้าได้เป็นอย่างดี
ส่วนองค์กรเองก็ควรสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และหมั่นตรวจสอบทัศนคติของพนักงานอย่างสม่ำเสมอ “องค์กรที่ส่งเสริมความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ให้คำแนะนำหรือฟีดแบ็กอย่างสม่ำเสมอ และมีระบบการให้รางวัล โดยตั้งความคาดหวังด้านทัศนคติให้ควบคู่ไปกับผลการทำงาน” ตามข้อมูลของผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลจากกลุ่มบริษัทชั้นนำในไทย
ไม่ว่าจะเป็นในระดับบุคคลหรือทั้งองค์กร สิ่งที่ควรตระหนักคือ ในยุคโลกาภิวัตน์ของการทำงาน ทัศนคติที่ดีคือปัจจัยสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องมี ไม่ใช่แค่ “คุณสมบัติเสริม” อีกต่อไป เพราะทัศนคติเชิงลบไม่เพียงแต่ขัดขวางโอกาสก้าวหน้า แต่ยังบ่อนทำลายทีมและองค์กรอีกด้วย ในสถานการณ์ที่สังคมไทยต้องการความสมดุลระหว่างการเคารพวัฒนธรรมดั้งเดิมกับการขับเคลื่อนนวัตกรรม การคิดบวก การริเริ่ม และการมองหาทางออก จึงเป็นรากฐานสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคต
ดังนั้น ผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในสายอาชีพช่วงนี้ ควรให้เวลากับการทำความเข้าใจตัวเอง เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และมองหาโอกาสช่วยเหลือผู้อื่น มากกว่าการตำหนิหรือบ่นเรื่องปัญหา ในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูงเช่นในประเทศไทย ผู้ที่เป็น “ผู้ขับเคลื่อนองค์กร” มากกว่า “นักวิจารณ์” จะได้รับโอกาสที่มากกว่าผู้ที่มีเพียงทักษะทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวอย่างเห็นได้ชัด
แหล่งข้อมูล: YourTango, Journal of Organizational Behavior, CNBC, Bangkok Post HR trends