งานวิจัยใหม่ล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sexuality & Culture ได้สำรวจลึกลงไปถึงเหตุผลที่ว่าทำไมคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยยังคงเลือกอยู่ใน “ซิทูเอชั่นชิพ” หรือความสัมพันธ์ที่ก้ำกึ่งระหว่างการคบหาดูใจแบบไม่เป็นทางการกับการผูกมัดอย่างเต็มตัว แม้ว่าจะมีข้อมูลชี้ว่าความสัมพันธ์รูปแบบนี้มักนำไปสู่ความรู้สึกที่อึดอัดใจมากกว่าความสัมพันธ์ที่มีสถานะชัดเจน คณะนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าสิ่งที่ผูกมัดผู้คนให้อยู่ใน “ซิทูเอชั่นชิพ” คือการทุ่มเททางอารมณ์ ความหวังว่าจะได้พัฒนาความสัมพันธ์ไปสู่สถานะที่ชัดเจนขึ้น และการที่ความต้องการทางใจได้รับการเติมเต็ม งานวิจัยนี้ยังสะท้อนภาพของวัยรุ่นและหนุ่มสาวในสังคมไทยยุคที่ค่านิยมการเดทเปลี่ยนไปอย่างมาก จากอิทธิพลของสื่อโซเชียล แอปพลิเคชันหาคู่ และความคาดหวังทางสังคมที่ไม่เหมือนเดิม

“ซิทูเอชั่นชิพ” — ซึ่งเป็นคำที่เริ่มเป็นที่พูดถึงในวงกว้างราวปี พ.ศ. ๒๕๖๐ — ใช้เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่คนสองคนใช้เวลาอยู่ร่วมกัน มีความผูกพันทางอารมณ์ หรือบางครั้งก็มีความสัมพันธ์ทางกาย แต่ไม่มีการตั้งสถานะที่ชัดเจนหรือวางแผนอนาคตร่วมกัน แม้ความคลุมเครือนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงใจ แต่จากงานวิจัยล่าสุด กลับพบว่ามีเหตุผลทางจิตวิทยาหลายประการที่ทำให้หลายคนยังคง “เลือกเดินอยู่ในพื้นที่สีเทา” มากกว่าที่จะเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์ให้ชัดเจน

งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งนำโดยทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์มนุษย์จากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ สหรัฐอเมริกา มุ่งเน้นศึกษาประสบการณ์ของกลุ่มคนหนุ่มสาวช่วงอายุ ๑๘ ถึง ๓๐ ปี ทั้งที่กำลังอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบนี้ หรือเพิ่งผ่านพ้นมา ผลการสัมภาษณ์เผยให้เห็น ๗ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายคนยังเลือกอยู่ใน “ซิทูเอชั่นชิพ” ได้แก่

  • ความรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ (แม้จะไม่ได้พูดกันตรงๆ)
  • การทุ่มเททางอารมณ์
  • ความต้องการทางใจที่ได้รับการเติมเต็ม
  • การสื่อสาร (หรือหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องอนาคต)
  • พบว่าอีกฝ่ายพยายามทุ่มเท
  • การรู้สึกว่าสำคัญในสายตาของอีกฝ่าย
  • ความไว้วางใจ

ผู้นำการวิจัยอธิบายกับสื่อวิชาการ PsyPost ว่า “หลายคนเริ่มต้น ‘ซิทูเอชั่นชิพ’ โดยหวังให้เป็นทางผ่านไปสู่ความสัมพันธ์ที่ชัดเจน เปรียบเหมือนเป็น ‘สถานีพักใจ’ ให้แต่ละฝ่ายได้สำรวจความรู้สึกและพิจารณาว่าพร้อมที่จะเดินหน้าต่อในความสัมพันธ์หรือไม่”

เพื่อเจาะลึกข้อมูล ทีมวิจัยได้ทำการสอบถามเพิ่มเติมจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจำนวน ๘๙ คน ที่เคยมีประสบการณ์ในความสัมพันธ์แบบ “ซิทูเอชั่นชิพ” รวม ๑๐๙ กรณี ผลพบว่า เมื่อใดที่ผู้เกี่ยวข้องรู้สึกผูกพันมากขึ้น มีความหวังกับความรักในอนาคต และรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองในสายตาของอีกฝ่าย ก็ยิ่งเกิดความพึงพอใจและผูกพัน แม้จะไม่มีสถานะชัดเจนก็ตาม และสิ่งที่เติมเต็มมากที่สุดคือการที่อีกฝ่ายเข้าใจ เห็นคุณค่า และใส่ใจความรู้สึกของกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ทุกปัจจัยที่กล่าวมาไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากันทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกว่าอีกฝ่าย “แค่พยายาม” อาจสร้างความพึงพอใจได้น้อยกว่าการได้รับความเข้าใจทางอารมณ์อย่างแท้จริง หรือการได้พูดคุยถึงอนาคตที่แม้จะยังคลุมเครือก็ตาม สิ่งนี้สะท้อนว่าความสัมพันธ์ที่สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งทางใจ ย่อมสำคัญกว่าเพียงการกระทำที่ดูผิวเผิน งานวิจัยนี้ยังอ้างอิงแนวคิดจิตวิทยาหลัก เช่น ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange Theory) ที่มองว่าคนเรามักจะอยู่ในความสัมพันธ์ตราบใดที่ได้รับประโยชน์มากกว่าต้นทุนที่ต้องเสียไป และทฤษฎีการลงทุน (Investment Model) ที่เชื่อว่าเราตัดสินใจคงอยู่หรือยุติความสัมพันธ์ โดยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ สิ่งที่ทุ่มเทลงไป ทั้งเวลาและอารมณ์ความรู้สึก ตลอดจนทางเลือกอื่นที่มีอยู่

เนื้อหาของงานวิจัยนี้ยังสอดรับกับพลวัตความสัมพันธ์ในสังคมไทยปัจจุบัน ที่คนหนุ่มสาวต้องรักษาสมดุลระหว่างค่านิยมเดิม อย่างเช่น การให้ความสำคัญกับความรักที่มั่นคงและยาวนาน กับโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยทางเลือกและความไม่แน่นอน สำหรับบางคน “ซิทูเอชั่นชิพ” จึงเป็นเหมือนพื้นที่พักใจสำหรับผู้ที่ต้องการความสัมพันธ์ แต่ยังไม่พร้อมจะผูกมัดอย่างเต็มตัว หรือเป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้ใจกันก่อนตัดสินใจพัฒนาความสัมพันธ์ให้ชัดเจน ความหวังและการเติมเต็มทางใจในความสัมพันธ์ลักษณะนี้ จึงสะท้อนทั้งความกลัวและความปรารถนาลึกๆ ในเรื่องความผูกพันที่มั่นคง

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและความสัมพันธ์ในกรุงเทพฯ ได้ให้ข้อมูลกับสื่อไทยว่า ปรากฏการณ์ “ซิทูเอชั่นชิพ” กำลังเป็นที่พบเห็นได้มากขึ้นในกลุ่มคนเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่แอปพลิเคชันหาคู่และการยอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่ผูกมัดกำลังเป็นเรื่องธรรมดา ที่ปรึกษาด้านสุขภาวะของนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งระบุว่า “แม้คนรุ่นใหม่จะยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงในความสัมพันธ์ แต่พวกเขาก็เปิดใจยอมรับรูปแบบความสัมพันธ์ที่อยู่นอกกรอบแบบเดิมมากขึ้น” อ้างอิงจาก Bangkok Post

ในมิติทางวัฒนธรรม สังคมไทยยังคงมีความตึงเครียดระหว่างค่านิยมอิสระเสรีแบบเมืองใหญ่ กับความเชื่อดั้งเดิมในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะในเรื่องความรักและการแต่งงาน กระแสสื่อตะวันตกและอิทธิพลจากวัฒนธรรมสากลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ที่ค่านิยมเปิดกว้างมากขึ้น ดังนั้น งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาจึงตอบโจทย์บริบทสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าครอบครัวจะยังคงคาดหวังถึงความรักที่มั่นคง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธเสียงของคนหนุ่มสาวที่ต้องการอิสระและพื้นที่ในการตัดสินใจด้วยตนเอง

คณะผู้วิจัยย้ำว่างานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น กลุ่มตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และเป็นเฉพาะกลุ่มที่กล้าเปิดเผยประสบการณ์ความสัมพันธ์ของตนเท่านั้น ในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนที่จะศึกษาในกลุ่มผู้ชายเพิ่มเติม เพื่อสำรวจว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจคงอยู่หรือยุติความสัมพันธ์แบบ “ซิทูเอชั่นชิพ” นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แม้จะมีข้อจำกัด แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ชี้แนวทางสำคัญสำหรับผู้ให้คำปรึกษา นักจิตวิทยา และคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญกับความสับสนในความสัมพันธ์ยุคใหม่ หากกำลังอยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบนี้ ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่าได้รับความต้องการทางใจอย่างแท้จริงหรือไม่ และกล้าที่จะพูดคุยถึงความต้องการและความคาดหวัง แม้จะเป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจก็ตาม

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การกล้าที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและใส่ใจต่อสุขภาวะทางใจของตนเองนั้น มีความสำคัญมากกว่าเพียงแค่การพยายามหาคำตอบว่า “เราเป็นอะไรกัน” นอกจากนี้ พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือผู้ให้คำปรึกษาที่ดูแลเยาวชนรุ่นใหม่ ควรเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดใจและปราศจากอคติ เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถทำความเข้าใจและรับมือกับความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ในอนาคต เมื่อค่านิยมความรักของสังคมไทยผสมผสานเข้ากับแนวคิดจากทั่วโลก “ซิทูเอชั่นชิพ” ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกของการเดทต่อไป ผู้ที่กำลัง “อยู่ในพื้นที่สีเทา” อาจจำเป็นต้องตระหนักและประเมินอย่างกล้าหาญว่าความสัมพันธ์นี้เติมเต็มความต้องการที่แท้จริงหรือไม่ กล้าที่จะพูดคุยอย่างเปิดใจ และใช้มุมมองการ “ลงทุน” ทางความรู้สึกอย่างมีสติ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจในความรัก ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม นำพาไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะกำลังอยู่ในหรือกำลังพิจารณาที่จะเริ่มต้น “ซิทูเอชั่นชิพ” ลองสำรวจดูว่าความสัมพันธ์นี้ให้อะไรกับคุณอย่างแท้จริง และกล้าที่จะพูดคุยกับอีกฝ่ายถึงความหวังและอนาคตอย่างชัดเจน เพราะความพึงพอใจที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการรอคอยในความคลุมเครือ แต่มาจากการทำความเข้าใจและสื่อสารความต้องการของตนเองอย่างเปิดเผย

แหล่งที่มา: PsyPost, Bangkok Post, Sexuality & Culture Journal