งานวิจัยล่าสุดสร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เมื่อค้นพบว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” ซึ่งหลายคนอาจเชื่อว่าเป็นความสามารถที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หรือเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แท้จริงแล้วสามารถพัฒนาได้จริง ด้วยการฝึกให้เชื่อมโยงความสุขของผู้อื่นเข้ากับความรู้สึกเชิงบวกในตนเอง งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science โดยทีมนักวิจัยจากคณะอักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปะ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC) ผลลัพธ์ที่ได้นี้เปิดทางสู่วิธีการใหม่ในการเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจและพฤติกรรมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แม้ในยามที่ไม่มีรางวัลหรือสิ่งตอบแทนตลอดเวลา (Neuroscience News)
สำหรับผู้อ่านชาวไทย งานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันในหมู่นักเรียน เพื่อนร่วมงาน และสมาชิกครอบครัว ในประเทศที่ให้คุณค่ากับความปรองดองและการอยู่ร่วมกันเป็นหลักเช่นประเทศไทย งานวิจัยนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของเทคนิคใหม่ ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจกันและกัน และเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในชุมชน
เบื้องหลังการทดลองที่พิสูจน์ว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ สร้างได้
แก่นแท้ของงานวิจัยนี้อยู่ที่การออกแบบชุดการทดลอง เพื่อพิสูจน์ว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” สามารถสร้างขึ้นมาได้จริงหรือไม่ผ่าน “การปรับสภาพทางอารมณ์” อาสาสมัครจะได้รับชมตัวการ์ตูนที่ได้รับประสบการณ์ทั้งดีและร้าย เช่น การเล่นกับสุนัข หรือการประสบอุบัติเหตุเล็กน้อย สิ่งสำคัญคือ หลังจากเหตุการณ์แต่ละครั้ง คะแนนรางวัลของอาสาสมัคร (ที่แสดงเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลง) จะถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับความรู้สึกของตัวการ์ตูน หากตัวการ์ตูนมีความสุข คะแนนของอาสาสมัครจะเพิ่มขึ้น แต่หากตัวการ์ตูนทุกข์ใจ คะแนนก็จะลดลง เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มที่ได้รับรางวัลเมื่อเห็นตัวการ์ตูนมีความสุข ก็เริ่มเกิดความรู้สึกเชิงบวกต่อประสบการณ์ดี ๆ ของตัวละครเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
ทีมวิจัย ซึ่งรวมถึงอาจารย์ผู้ช่วยด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว ได้อธิบายกระบวนการนี้ว่าเปรียบเสมือนการทดลองสุนัขของพาฟลอฟอันโด่งดัง เป็นการนำหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของสัตว์มาอธิบายกลไกทางอารมณ์ของมนุษย์ เช่นเดียวกับที่สุนัขน้ำลายไหลเมื่อได้ยินเสียงระฆังที่เชื่อมโยงกับอาหาร สมองของมนุษย์ก็อาจเรียนรู้ที่จะรู้สึกดีเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขได้เช่นกัน
ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย: ความเห็นอกเห็นใจหยั่งรากลึก แม้ไร้สิ่งตอบแทน
สิ่งที่ทีมวิจัยค้นพบคือ แม้จะหยุดให้รางวัลไปแล้ว อาสาสมัครก็ยังคงแสดงความผูกพันต่อตัวการ์ตูนมากขึ้น เมื่อให้เลือกของขวัญดิจิทัลกับตัวละคร (แม้จะทราบว่าบางทางเลือกจะส่งผลให้คะแนนของตนเองลดลง) กลุ่มที่ผ่านการปรับสภาพทางอารมณ์เหล่านี้ก็ยังเลือกที่จะเสียสละคะแนนของตนเอง เพื่อมอบของขวัญที่ตัวการ์ตูนพึงพอใจมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎีในห้องทดลองอีกต่อไป
พลิกแนวคิด: ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ เรียนรู้ได้จริง… ร่วมมือดีกว่าแข่งขัน?
ผลการวิจัยนี้ได้นำไปสู่การตีความใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในแวดวงการศึกษา การทำงาน หรือในครอบครัว ผู้วิจัยหลักซึ่งเป็นนิสิตปริญญาเอกจากคณะดังกล่าว ได้กล่าวว่างานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่คุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากสภาพแวดล้อม และวิธีการที่สังคมรอบข้างให้ ‘รางวัล’ แก่เราเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขหรือประสบความสำเร็จ
สำหรับประเทศไทยที่มีรากฐานวัฒนธรรมแบบที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและชุมชน ผลวิจัยนี้ชี้ว่าการจัดกิจกรรมกลุ่ม เช่น การช่วยกันทำโครงการ หรือการแข่งขันในรูปแบบทีมในโรงเรียน อาจยิ่งได้ผลลัพธ์ในการเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจกันและกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากเชื่อมโยงความสำเร็จของแต่ละคนเข้าด้วยกันได้ นี่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบไทย ๆ ที่สนับสนุนการแบ่งปันและช่วยเหลือกัน
ในทางกลับกัน หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เน้นการแข่งขันแบบต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ เช่น การแข่งขันที่เน้นคะแนนเป็นหลัก ก็อาจยิ่งขัดขวางกระบวนการพัฒนาความเห็นอกเห็นใจได้ งานวิจัยยังเตือนด้วยว่า สังคมที่เน้นการแข่งขันสูง ทั้งในภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ อาจทำให้ผู้คนห่างไกลจากการเรียนรู้ที่เอื้อเฟื้อ ดังนั้น การจัดตั้งระบบการให้รางวัลเป็นทีม หรือการลดการจัดอันดับนักเรียนในห้องเรียน จึงอาจเป็นแนวทางใหม่ในการดูแลและส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีในสังคม
โอกาสทองสำหรับสังคมไทย: ประยุกต์ใช้ทั้งในโลกเทคโนโลยีและรากฐานวัฒนธรรม
ทีมวิจัยเชื่อว่าข้อค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล การนำหลักแนวคิดนี้ไปใช้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่าง ๆ อาจทำให้โปรแกรมเหล่านั้นสามารถ ‘เข้าใจความรู้สึก’ และโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญ งานวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับความเมตตา เช่น หลักปฏิบัติทางศาสนาในวัดวาอาราม ที่เน้นการทำบุญร่วมกันและความสุขที่เกิดจากการแบ่งปัน ก็เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงความสุขของผู้อื่นเข้ากับความรู้สึกเชิงบวกของตนเองที่สืบทอดมายาวนาน จะเห็นได้ว่าองค์ความรู้ใหม่ด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยา กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกับภูมิปัญญาดั้งเดิม
ข้อเสนอแนะสู่การปฏิบัติจริง: บทบาทของครอบครัว การศึกษา และองค์กรธุรกิจ
บทสรุปจากงานวิจัยนี้คือ ความเห็นอกเห็นใจเป็นสิ่งที่สามารถ ‘ฝึกฝน’ และ ‘ปลูกฝัง’ ให้คงอยู่ได้ในระยะยาว สังคมไทยที่มีรากฐานความร่วมมือและการแบ่งปันสามารถนำข้อค้นพบนี้ไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในชั้นเรียน กิจกรรมภายในครอบครัว หรือในการทำงาน เช่น ลองจัดกิจกรรมกลุ่มที่เน้นผลลัพธ์เชิงบวกร่วมกัน หรือพ่อแม่อาจปลูกฝังนิสัยเห็นใจผู้อื่นตั้งแต่การทำกิจกรรมในบ้าน การเล่นเกม หรือช่วยกันทำงานบ้านเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นการสร้างบรรยากาศแบบ ‘Win-Win’ ที่จะช่วยให้เด็กไทยเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเมตตาและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
สำหรับบุคลากรผู้บริหารด้านการศึกษาและผู้กำหนดนโยบาย ควรเร่งลงทุนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ การให้รางวัลกลุ่ม การส่งเสริมระบบพี่เลี้ยง หรือการที่นักเรียนให้ความช่วยเหลือกันและกัน รวมถึงการจัดตั้งระบบการชื่นชมพฤติกรรมแห่งความเมตตาในชีวิตประจำวัน เพื่อทำให้ความเห็นอกเห็นใจกลายเป็นพฤติกรรมที่ฝังรากลึก ไม่ใช่เพียงแค่ค่านิยมที่ถูกกล่าวถึงในห้องเรียนเท่านั้น
สิ่งที่ผู้อ่านนำไปใช้ได้ทันที
ผู้อ่านสามารถเริ่มต้นประยุกต์ใช้แนวคิดเหล่านี้ในชีวิตประจำวันได้ทันที เช่น เลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ร่วมยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น หรือช่วยเหลือกันในห้องเรียนและที่ทำงาน เมื่อได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สมองและจิตใจจะเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงความสุขของผู้อื่นเข้ากับความรู้สึกเชิงบวกของตนเอง และพัฒนาเป็นความเห็นอกเห็นใจที่หยั่งรากลึกอย่างแท้จริง
หากต้องการอ่านรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถดูต้นฉบับในวารสาร Psychological Science ได้ที่: “Reward Association With Mental States Shapes Empathy and Prosocial Behavior” (Neuroscience News).