งานวิจัยรุ่นใหม่กำลังสั่นสะเทือนความเชื่อเดิมของวงการความงามมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทที่ว่า “คอลลาเจนจากสัตว์” คือคำตอบที่ดีที่สุด ล่าสุดมีข้อมูลที่ชี้ว่า คอลลาเจนทางเลือกจากพืช อาจให้ผลลัพธ์ในการดูแลผิวพรรณให้อ่อนเยาว์ได้ไม่แพ้กัน สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับการบริโภคอาหารเสริมคอลลาเจน ผลการศึกษาครั้งนี้นับว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกเพื่อสุขภาพแบบพืชเน้นๆ ลดการพึ่งพิงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พร้อมกับให้ความสำคัญทั้งเรื่องวิถีชีวิตดั้งเดิม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และจริยธรรมของผู้บริโภค

ปกติแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนที่พบเห็นได้ตามท้องตลาด ร้านขายยา หรือที่นิยมบอกต่อกันในโลกโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่ยังคงสกัดจากเนื้อเยื่อ เอ็น หรือกระดูกของสัตว์ เช่น วัวและปลา และมักได้รับการโฆษณาอย่างหนักว่าช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวพรรณ ชะลอวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสการใส่ใจสุขภาพ กลุ่มผู้บริโภคสายมังสวิรัติและวีแกนที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย — สังเกตได้จากจำนวนร้านอาหารมังสวิรัติที่ผุดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ และเทศกาลกินเจที่จัดขึ้นตามวัดวาอาราม — ทำให้เกิดคำถามว่า “คอลลาเจนสายวีแกน” หรือ “คอลลาเจนจากพืช” นี้ จะให้ผลลัพธ์ได้จริงเทียบเท่ากับคอลลาเจนจากสัตว์หรือไม่

งานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการเผยแพร่และวิเคราะห์โดยนักโภชนาการผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในการให้ความรู้และหักล้างความเชื่อผิดๆ ได้นำเสนอข้อมูลและมุมมองใหม่ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหยิบเอางานวิจัยแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุมและปกปิดทั้งสองฝ่าย (randomized double-blind placebo-controlled) ที่ดำเนินการในไต้หวันเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มาวิเคราะห์ ผลการทดลองเปรียบเทียบระหว่างคอลลาเจนจากสัตว์กับผลิตภัณฑ์ “Volal” ซึ่งเป็นสูตรคอลลาเจนวีแกนที่ถูกพัฒนาให้มีสัดส่วนกรดอะมิโนใกล้เคียงกับคอลลาเจนของมนุษย์มากกว่าคอลลาเจนจากสัตว์ทั่วไป

กลุ่มตัวอย่างได้รับคอลลาเจนจากสัตว์ หรือ Volal ในปริมาณ ๕ กรัมต่อวัน หรือเม็ดแป้งเปล่า (ยาหลอก) เป็นระยะเวลา ๘ สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ทั้งกลุ่มที่บริโภคคอลลาเจนจากสัตว์และกลุ่มวีแกน มีความเปลี่ยนแปลงด้านความยืดหยุ่นและความหนาแน่นของคอลลาเจนในผิวหนังที่ใกล้เคียงกัน โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นั่นหมายความว่า คอลลาเจนวีแกนสามารถให้ผลลัพธ์ได้ดีเทียบเท่ากับคอลลาเจนสูตรเดิมจากสัตว์ นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุชัดเจนว่าไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นเรื่องที่หาได้ยากในวงการที่บริษัทใหญ่ๆ มักเข้ามามีบทบาทในการผลักดันข้อมูล (อ่านต้นฉบับได้ที่ plantbasednews.org)

อีกหนึ่งงานศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Veg Coll จากประเทศอินเดีย พบว่ามีแนวโน้มช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียนขึ้น รวมถึงเส้นผมดูหนาขึ้น ทว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยดังกล่าวไม่มี “กลุ่มควบคุม” และได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง จึงควรตีความผลลัพธ์ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือที่นักวิเคราะห์บางท่านให้นิยามว่าเป็น “ธงเหลือง” ซึ่งหมายถึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความลำเอียง ส่วนงานวิจัยที่เปรียบเทียบระหว่างคอลลาเจนไฮโดรไลซ์ (ชนิดที่นิยมใช้ในอาหารเสริม) กับกรดอะมิโนผสมที่ออกแบบมาให้มีโครงสร้างคล้ายคอลลาเจน พบว่าไม่มีความแตกต่างในการช่วยสร้างคอลลาเจนของกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกาย แม้จะไม่ได้กล่าวถึงผิวพรรณโดยตรง แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าการตอบสนองของร่างกายในแต่ละอวัยวะอาจแตกต่างกันไป

โดยพื้นฐานแล้ว คอลลาเจนคือโปรตีนสำคัญที่ช่วยให้ผิวพรรณเรียบเนียน เล็บแข็งแรง และข้อต่อมีความยืดหยุ่น แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายมักจะผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ทำให้หลายคนหันมาพึ่งพาอาหารเสริมคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม ร่างกายไม่สามารถดูดซึมคอลลาเจนที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ได้โดยตรง จึงต้องผ่านกระบวนการ “ไฮโดรไลซ์” หรือการย่อยสลายให้เป็นเปปไทด์ขนาดเล็กเสียก่อน สำหรับ “คอลลาเจนจากพืช” นั้น แท้จริงแล้วคอลลาเจนในธรรมชาติเป็นโปรตีนที่พบเฉพาะในสัตว์เท่านั้น ดังนั้น ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนวีแกนจึงเน้นการให้กรดอะมิโนสำคัญ เช่น ไกลซีนและโพรลีนอย่างเต็มที่ รวมถึงการเสริมวิตามินซี ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยเร่งกระบวนการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย

อีกประเด็นที่น่าสนใจและอาจทำให้หลายคนประหลาดใจคือเรื่องการดูดซึมไกลซีน จากการทดลองสำรวจโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในกลุ่มฝาแฝดคู่หนึ่ง ซึ่งคนหนึ่งรับประทานอาหารวีแกน ส่วนอีกคนหนึ่งรับประทานอาหารปกติ พบว่าฝั่งที่รับประทานอาหารวีแกนกลับมีระดับไกลซีนในเลือดสูงกว่า แม้จะได้รับไกลซีนจากอาหารน้อยกว่าก็ตาม งานวิจัยนี้ระบุว่าสาเหตุหนึ่งอาจมาจากบทบาทของจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยในกลุ่มผู้ที่เน้นบริโภคโปรตีนจากสัตว์ เชื้อแบคทีเรียในลำไส้จะใช้ไกลซีนไปช่วยในการย่อยกรดน้ำดี ส่งผลให้มีไกลซีนเหลือเพื่อไปสร้างคอลลาเจนน้อยลง อีกทั้งยังอาจก่อให้เกิดผลพลอยได้บางชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อลำไส้ในระยะยาวได้ (อ่านรายละเอียดงานคู่แฝดสแตนฟอร์ด ScienceDirect)

สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับการบริโภคอาหารประเภทถั่วเหลืองและอาหารหมักดองหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ นี่อาจนับเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของวิตามินซี ซึ่งพบมากในผลไม้หลักของไทยอย่างฝรั่ง มะละกอ พริก และผลไม้รสเปรี้ยวอื่นๆ เนื่องจากวิตามินซีมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขาดวิตามินซีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ “โรคลักปิดลักเปิด” ซึ่งเคยเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในอดีต อันเนื่องมาจากการสร้างคอลลาเจนที่บกพร่อง อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่า การรับประทานอะโวคาโดวันละผลสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความกระชับของผิวได้ สะท้อนให้เห็นว่าการบริโภคอาหารให้หลากหลายและครบถ้วน ยังคงมีบทบาทสำคัญไม่แพ้การพึ่งพาอาหารเสริม

มองลึกลงไปแล้ว เบื้องหลังความนิยมและข้อถกเถียงเกี่ยวกับคอลลาเจน ไม่ได้มีเพียงแค่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังพ่วงมาด้วยประเด็นด้านจริยธรรมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกัน แม้คอลลาเจนจากสัตว์จะถูกมองว่าเป็น “ของเหลือ” จากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ แต่ในความเป็นจริง ตลาดคอลลาเจนทั่วโลกกลับมีมูลค่าทะลุหลัก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปแล้ว (ดูข้อมูลตลาดเพิ่มเติมที่ Grand View Research) ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลที่สำคัญของภูมิภาค ทว่าในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่เน้นพืชเป็นหลักกลับได้รับความนิยมและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่

ทัศนคติทางวัฒนธรรมก็มีอิทธิพลไม่น้อย สำหรับผู้ที่นับถือและยึดมั่นในหลักธรรมทางพุทธศาสนา หลายท่านอาจรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่บริสุทธิ์ใจนักเมื่อต้องบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระดูกหรือเอ็นสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น ในงานวัดต่างๆ ก็มักจะมีร้านอาหารเจให้เห็นอยู่เสมอ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้กินเจตลอดปีก็ยังเข้าร่วมเทศกาลกินเจเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ด้วยเหตุผลด้านศาสนาและเพื่อการทำบุญ ดังนั้น อาหารเสริมคอลลาเจนจากพืชจึงเข้ามาตอบโจทย์ความรู้สึกและความเชื่อเหล่านี้ได้อย่างลงตัว

แม้จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจในระดับหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำให้ผู้บริโภค “ตั้งคำถามกับทุกคำกล่าวอ้าง” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ควรอ่านฉลากผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ” เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่มักได้รับการสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม ทำให้การแยกแยะระหว่างการโฆษณากับข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย แม้แต่งานศึกษาที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากเงินทุนของบริษัทผู้จำหน่ายคอลลาเจนจะชี้ว่าคอลลาเจนจากพืชสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณได้เทียบเท่าคอลลาเจนจากสัตว์ก็ตาม แต่ในแง่ของหลักฐานระยะยาวและผลการทดลองในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ที่จริงจัง ยังคงมีอยู่จำกัด

สำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังพิจารณาทางเลือกนี้ มีสองประเด็นสำคัญที่ควรเก็บไปคิด คือ หนึ่ง อาหารเสริมคอลลาเจนจากพืชถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจในการดูแลผิวพรรณและข้อต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบริโภคร่วมกับผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี และรับประทานอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ สอง ควรพิจารณาแหล่งที่มาของข้อมูลให้ถี่ถ้วน โดยให้ความสนใจกับงานวิจัยที่มีหน่วยงานภายนอกเป็นผู้ตรวจสอบและรับรอง มากกว่าการเชื่อคำโฆษณา หรือการรับรองจากผู้จำหน่ายโดยตรง

ในอนาคตข้างหน้า คงต้องมีการศึกษาในวงกว้างและลงรายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อหาคำตอบว่าคอลลาเจนจากพืชจะให้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยในระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยก็ยังคงย้ำเตือนว่า ยังไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดที่สามารถทดแทนการบริโภคอาหารให้ครบ ๕ หมู่ หรือการดูแลผิวพรรณอย่างเหมาะสมตามสภาพผิว วิทยาศาสตร์จะยังคงเดินหน้าเติมเต็มข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนโลกแห่งความงามของไทยก็คงจะก้าวไปพร้อมกับการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ๆ

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านสรุปงานวิจัยพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพแนวพืชได้ที่ Plant Based News