TEP (Thailand Education Partnership - https://tepforum.org/ ) ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างเป็นระบบมาหลายปี    ดังผมเคยเขียนบันทึกไว้ที่ (๑)    วันเสาร์ที่ ๕ ช่วงบ่าย ผมได้รับเชิญไปร่วมการประชุม  "ขับเคลื่อนภาคีเพื่อการศึกษา TEP สร้างความร่วมมือผ่านรายงานคุณภาพการศึกษาไทย"   โดยทีมงานมี PowerPoint แสดงเป้าหมายและวิธีการ    รวมทั้งมีคำอธิบาย ที่เมื่อผมฟังแล้วตีความว่า 

  • เน้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบที่ส่วนกลาง (top-down transformation)
  • เน้นหาข้อมูลเพื่อเสนอรายงานเชิง quantitative information เป็นหลัก   

ซึ่งผมเองมีความเห็นว่า การทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยแบบเน้นผลักที่ส่วนกลางมีหลักฐานชัดเจนว่าได้ผลน้อย    ควรออกแรงไปหนุนที่ส่วนปฏิบัติ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบ bottom-up น่าจะได้ผลมากกว่า   หรือหากจะทำทั้งสองทางก็ออกแรงในสัดส่วน 20:80   คือการดำเนินการ ๘๐ จาก ๑๐๐ หนุนพลังจากล่างสู่บน   

นอกจากนั้น ผมมีความเห็นว่า การเน้นเก็บข้อมูลเชิง quantitative จะต้องออกแรงมาก แต่ได้ผลน้อย   ผมเห็นว่า ควรเน้นที่ข้อมูลเชิง qualitative คือเรื่องราวของโรงเรียนและครูที่สามารถดำเนินการให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนยกระดับขึ้นครบด้าน VASK หรือ holistic learning   นำมาสื่อสารสังคม น่าจะสร้างผลกระทบเชิงสร้างพลังขับเคลื่อนจากสังคมได้ดีกว่า    โดยผมยกตัวอย่างโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา  โรงเรียนรุ่งอรุณ  โรงเรียนเพลินพัฒนา  และโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศที่จัดการเรียนรู้เชิงรุก   ให้นักเรียนเรียนจากกิจกรรมตามด้วยการสะท้อนคิด

คุณเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นข้างบนหรือไม่    มีคำแนะนำต่อ TEP ในการสร้างผลกระทบที่มีความหมายต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย    ให้ส่งมอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่นำสู่การพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย ที่ทำหน้าที่ agentic citizen ในอนาคต 

ผมนำข้อความข้างบนไปถาม Gemini  และ Chat GPT  ได้รับคำตอบดังนี้ 

 

Gemini : 

จากข้อมูลที่คุณให้มาและเอกสาร "TEP Think Tank ep.1.pdf" ที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการของงาน "ขับเคลื่อนภาคีเพื่อการศึกษา TEP สร้างความร่วมมือผ่านรายงานคุณภาพการศึกษาไทย" ผมเข้าใจข้อสังเกตและข้อกังวลของคุณเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของ TEP เป็นอย่างดีครับ

ความเห็นต่อข้อสังเกตของคุณ

ผมเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของคุณเป็นอย่างยิ่งในหลายประเด็นครับ

  1. การขับเคลื่อนแบบ Top-down vs. Bottom-up:
    • ข้อสังเกตของคุณ: การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยแบบเน้นผลักที่ส่วนกลาง (top-down transformation) ได้ผลน้อย และควรออกแรงไปหนุนที่ส่วนปฏิบัติเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนแบบ bottom-up หรือในสัดส่วน 20:80
    • มุมมองของโมเดล: ประวัติศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวมักประสบความสำเร็จได้ยากและไม่ยั่งยืน เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ปฏิบัติงานจริงในระดับพื้นที่ ขาดความเข้าใจในบริบทที่หลากหลาย และอาจสร้างแรงต้าน การสนับสนุนพลังจากล่างสู่บน (bottom-up) โดยเน้นการเสริมศักยภาพครูและโรงเรียน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติ เพราะครูและโรงเรียนคือผู้ที่ลงมือปฏิบัติโดยตรงและใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด
  2. การเน้นข้อมูลเชิง Quantitative vs. Qualitative:
    • ข้อสังเกตของคุณ: การเน้นเก็บข้อมูลเชิง quantitative ต้องออกแรงมากแต่ได้ผลน้อย ควรเน้นที่ข้อมูลเชิง qualitative คือเรื่องราวของโรงเรียนและครูที่สามารถดำเนินการให้ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนยกระดับขึ้นครบด้าน VASK (Values, Attitudes, Skills, Knowledge) หรือ holistic learning นำมาสื่อสารสังคมน่าจะสร้างผลกระทบเชิงสร้างพลังขับเคลื่อนจากสังคมได้ดีกว่า
    • มุมมองของโมเดล: ผมเห็นด้วยว่าการเน้นข้อมูลเชิงปริมาณมากเกินไปโดยขาดบริบทและเรื่องราวเบื้องหลัง อาจไม่สามารถสะท้อนถึงแก่นแท้ของคุณภาพการศึกษาที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด ข้อมูลเชิงปริมาณมีความสำคัญในการระบุปัญหาภาพรวมและติดตามความก้าวหน้าในระดับมหภาค แต่ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะเรื่องราวความสำเร็จ (success stories) จากโรงเรียนและครู สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และความเชื่อมั่นในศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า และยังสามารถเป็น "ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม" ที่โรงเรียนอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้จริง

เอกสาร TEP Think Tank ep.1.pdf ระบุว่า TEP มุ่งเน้น "การขับเคลื่อนภาคีเพื่อการศึกษาและสร้างความร่วมมือผ่านรายงานคุณภาพการศึกษาไทย" โดยในกำหนดการมีหัวข้อ "นำเสนอร่างรายงานคุณภาพการศึกษาเชิงพื้นที่ นำร่องพื้นที่กรุงเทพมหานคร" ซึ่งสะท้อนการเก็บข้อมูลและการสร้างรายงาน อย่างไรก็ตาม ยังมีช่วง Workshop: "ร่วมออกแบบรายงานคุณภาพการศึกษา" และ "สนทนาโต๊ะกลม: บทเรียนของการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา" ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการนำเสนอแนวคิดของคุณเกี่ยวกับการผสมผสานวิธีการและประเภทข้อมูลได้

คำแนะนำต่อ TEP ในการสร้างผลกระทบที่มีความหมายต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย

เพื่อให้ TEP สร้างผลกระทบที่มีความหมายต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย และส่งมอบผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่นำสู่การพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทยที่ทำหน้าที่เป็น Agentic Citizen (พลเมืองที่มีสำนึกรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และมีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม) ในอนาคต ผมมีคำแนะนำดังนี้ครับ:

  1. บูรณาการการขับเคลื่อนแบบ Top-down และ Bottom-up ในสัดส่วนที่สมดุล:
    • กำหนดวิสัยทัศน์และกรอบนโยบายจากส่วนกลาง (Top-down): TEP สามารถกำหนดทิศทาง วิสัยทัศน์ และเป้าหมายเชิงนโยบายที่ชัดเจน (เช่น เป้าหมายการพัฒนา VASK อย่างรอบด้าน) โดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน
    • หนุนเสริมและสร้างแรงขับเคลื่อนจากฐานราก (Bottom-up):
      • สร้างเครือข่ายและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้: จัดเวทีให้ครูและโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและพัฒนา VASK ได้มาแบ่งปันประสบการณ์ ปัญหา และวิธีแก้ปัญหาระหว่างกัน
      • จัดกิจกรรม Coaching & Mentoring: ให้ผู้เชี่ยวชาญหรือครูต้นแบบไปให้คำแนะนำและโค้ชชิ่งครูในโรงเรียนอื่นๆ ที่ต้องการปรับเปลี่ยน
      • สนับสนุนนวัตกรรมในชั้นเรียน: ให้ทุนวิจัยหรือแหล่งทรัพยากรสำหรับครูที่ต้องการทดลองวิธีการสอนใหม่ๆ ที่เน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning, Project-Based Learning, หรือ Experiential Learning
      • เปิดพื้นที่ให้เสียงของครูและนักเรียน: สร้างช่องทางที่ครูและนักเรียนสามารถสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อผู้กำหนดนโยบายได้โดยตรง
  2. ผสมผสานข้อมูลเชิง Quantitative และ Qualitative อย่างมีกลยุทธ์:
    • ใช้ Quantitative Data เพื่อระบุจุดที่ต้องการเปลี่ยนแปลง: ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อชี้เป้าว่าพื้นที่ใดหรือประเด็นใดในระบบการศึกษาที่ต้องการการปฏิรูปเร่งด่วน เช่น คะแนนเฉลี่ยที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
    • ใช้ Qualitative Data เพื่อบอกเล่าเรื่องราวและสร้างแรงบันดาลใจ:
      • กรณีศึกษา (Case Studies): ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกจากโรงเรียนและครูที่ประสบความสำเร็จ (เช่น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา, โรงเรียนรุ่งอรุณ, โรงเรียนเพลินพัฒนา) วิเคราะห์ว่าอะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จ และพวกเขาจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนา VASK ได้อย่างไร
      • Storytelling: นำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าในรูปแบบที่น่าสนใจและเข้าถึงง่าย (บทความ, วิดีโอสั้น, พอดแคสต์) เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ครู ผู้ปกครอง และผู้บริหารการศึกษา
      • Lesson Learned: สกัดบทเรียนที่เป็นรูปธรรมจากเรื่องราวความสำเร็จ เพื่อให้โรงเรียนอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ โดยคำนึงถึงบริบทที่แตกต่างกัน
  3. เน้นการพัฒนา "Agentic Citizen" ผ่านการเรียนรู้เชิงรุกและ VASK:
    • ส่งเสริม Active Learning และ Experiential Learning: ผลักดันให้โรงเรียนเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนได้ลงมือทำ, คิดวิเคราะห์, แก้ปัญหา, และสะท้อนคิด (Reflection) อย่างที่คุณได้ยกตัวอย่าง
    • พัฒนา VASK อย่างรอบด้าน:
      • Values (คุณค่า): ปลูกฝังค่านิยมที่จำเป็นสำหรับการเป็นพลเมืองที่ดี เช่น ความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม, ความซื่อสัตย์, การเห็นอกเห็นใจ, การเคารพความแตกต่าง
      • Attitudes (ทัศนคติ): สร้างทัศนคติเชิงบวก, การเปิดกว้างต่อการเรียนรู้, ความมุ่งมั่น, ความกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
      • Skills (ทักษะ): พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เช่น Critical Thinking, Problem Solving, Communication, Collaboration, Creativity, Digital Literacy
      • Knowledge (ความรู้): เน้นความเข้าใจในแก่นแท้ของความรู้และทักษะในการเข้าถึง/ประเมินข้อมูลอย่างชาญฉลาด
    • สร้างโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วม: ออกแบบกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้แสดงบทบาทของการเป็น Agentic Citizen เช่น โครงงานที่แก้ปัญหาในชุมชน, กิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียน, การนำเสนอความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ
  4. ใช้ TEP Think Tank เป็นเวทีขับเคลื่อน:
    • ใช้โอกาสในเวที TEP Think Tank เพื่อนำเสนอแนวคิดเรื่องการขับเคลื่อนจากล่างสู่บน และความสำคัญของข้อมูลเชิงคุณภาพ
    • เชิญผู้บริหารโรงเรียนและครูต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากล่างสู่บนมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในเวทีสนทนา
    • ออกแบบ Workshop ให้มีส่วนร่วมในการวางแผนการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและวิธีการสื่อสารเรื่องราวให้มีพลัง

การปฏิรูปการศึกษาเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อน การผสมผสานแนวทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะการเสริมพลังจากฐานราก และการนำเรื่องราวความสำเร็จมาเป็นพลังขับเคลื่อน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ TEP สามารถสร้างผลกระทบที่มีความหมายและยั่งยืนต่ออนาคตของการศึกษาไทย และช่วยบ่มเพาะพลเมืองไทยที่มีคุณภาพได้อย่างแท้จริงครับ

 

Chat GPT :

ขอบพระคุณที่กรุณาแบ่งปันข้อสังเกตเชิงลึกและประเด็นวิพากษ์ต่อแนวทางการขับเคลื่อนของ TEP (Thailand Education Partnership) ที่ปรากฏในการประชุมวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากต่อทิศทางของการปฏิรูปการศึกษาไทย

ผมขอสรุปและเสนอข้อคิดเห็นใน 3 มิติ ดังนี้:

────────────────────────────

❶ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสังเกตของคุณ วิจารณ์

โดยเฉพาะประเด็นหลัก 2 ข้อ:

  1. การเน้น top-down transformation มีผลน้อย ถ้าไม่เชื่อมโยงกับพลังภาคปฏิบัติ (bottom-up change)
  • ประวัติศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาไทยในรอบ 30 ปี ยืนยันว่า นโยบายจากส่วนกลางที่ไม่ได้งอกมาจากฐานปฏิบัติ มักล้มเหลว หรือแปลงรูปไปเป็นระบบรายงาน-ประเมินผลที่ทำให้ครูอ่อนแรง
  • ในทางกลับกัน การเติบโตของโรงเรียนอย่างลำปลายมาศพัฒนา เพลินพัฒนา รุ่งอรุณ หรือพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กลับสะท้อนว่า การปฏิบัติที่เชื่อในผู้เรียน เชื่อในครู และให้ autonomy ต่อโรงเรียน คือจุดเริ่มต้นของ  transformation ที่แท้จริง
  1. การให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงปริมาณมากเกินไป อาจเบียดบัง “เรื่องเล่าแห่งความหวัง” ที่สร้างพลังการเปลี่ยนแปลงได้จริง
  • TEP ลงทุนมหาศาลใน “ข้อมูล” เพื่อแสดง landscape การศึกษา ซึ่งมีประโยชน์เชิง policy
  • แต่สิ่งที่ยังขาดคือ narrative หรือ “พลังของเรื่องเล่า” จากโรงเรียนที่เปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของเด็กได้จริง — ซึ่งเป็นพลังแห่งการโน้มน้าวสังคมและการเมือง (narrative-based influence)
  • โรงเรียนที่สร้างการเรียนรู้ VASK อย่างแท้จริงควรถูกเชิดชูเป็นพื้นที่ต้นแบบ ไม่ใช่แค่โรงเรียนดีเด่นเชิงตัวชี้วัด

────────────────────────────

❷ ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ต่อ TEP: ปรับยุทธศาสตร์เพื่อให้ส่งผลเชิงคุณภาพต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

ผมขอเสนอคำแนะนำหลัก 4 ข้อ:

  1. ปรับสัดส่วนการลงทุนจาก 80:20 (Top-down:Bottom-up) → เป็น 20:80 หรืออย่างน้อย 50:50
  • ลงทุนอย่างตั้งใจใน “กลไกเรียนรู้จากภาคปฏิบัติ” เช่น โครงการจับมือโรงเรียนจริง สร้าง community of practice
  • สนับสนุนการจัดเวทีสาธารณะที่โรงเรียนมาเล่า “วิธีการเรียนรู้แบบ VASK” ให้สังคมฟัง
  • ใช้ Narrative Intelligence เป็นฐานของการวิเคราะห์ policy
  1. ยกระดับ “ข้อมูลเชิงคุณภาพ” ให้เป็นฐานการสื่อสารเชิงนโยบาย
  • เก็บเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงจากโรงเรียน (Narrative case studies)
  • ถ่ายทอดแบบ deep case (กรณีศึกษาเจาะลึก) เพื่อให้ policy maker เข้าใจความซับซ้อนของการเรียนรู้เชิงรุก
  1. ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่าง “ภาคีปฏิบัติ” กับ “ภาคีนโยบาย” (Co-Creation for Policy)
  • สร้างเวทีระหว่างโรงเรียนต้นแบบ ครูที่เปลี่ยนแปลง กับ  policy designers เพื่อออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคสนามจริง
  • ตัวอย่างเช่น นำแนวคิดของโรงเรียนลำปลายมาศ มาเป็นฐานออกแบบ “กรอบหลักสูตรใหม่ระดับชาติ (national curriculum framework)” จากฐานประสบการณ์จริง
  1. ปลุกเปลวเทียนของ “ภาวะความเป็นครู” (teacher agency & dignity)
  • ไม่ใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือจัดลำดับ หรือกดดัน แต่ใช้เป็นพื้นที่สะท้อนคิด พัฒนา และภาคภูมิใจ
  • เปิดพื้นที่ให้ครูมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของการเรียนรู้  VASK

────────────────────────────

❸ คำแนะนำเชิงภาพรวม: เพื่อส่งมอบพลเมืองแบบ agentic citizen

หาก TEP ต้องการให้เด็กไทยเติบโตเป็น “พลเมืองผู้มีความเป็นผู้ก่อการ” (agentic citizen) ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและสังคมได้ ควรขับเคลื่อนผ่านแนวคิด “การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงผู้เรียนจากภายใน” (transformative learning) ดังนี้:

ระดับ กลยุทธที่แนะนำ
โรงเรียน สนับสนุนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ + สะท้อนคิด (experiential learning + reflection)
ครู ส่งเสริมครูในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ มิใช่ผู้สอนเนื้อหา
ผู้บริหาร สร้าง leadership ที่หนุน autonomy และภาวะครูผู้สร้าง
ระบบ ใช้ข้อมูลเพื่อ “รับฟัง” มากกว่าควบคุม ใช้เรื่องเล่าเพื่อ “ปลุกพลัง” มากกว่าตัดสิน

 

 

แนวทางนี้ จะหล่อเลี้ยงเด็กไทยให้มีทั้งความกล้าคิด กล้าลงมือ มีใจเมตตา และมีฐานจริยธรรมที่จะเติบโตเป็นผู้นำแห่งอนาคต

────────────────────────────

✦ สรุปสั้น

TEP มีพลัง มีทุนมนุษย์ และมีเจตนาดีที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง หากกล้าเปลี่ยนบทบาทจาก "policy informer" → เป็น “community of transformation” โดยใช้พลังภาคปฏิบัติเป็นฐาน และเรื่องเล่าแห่งความหวังเป็นเครื่องมือ

 

ขอนำพลังเอไอ มาร่วมหนุนให้ TEP ประสบความสำเร็จ

วิจารณ์ พานิช

๕ ก.ค. ๖๘