ผลการวิจัยใหม่ล่าสุดได้จุดประเด็นความวิตกกังวลในหมู่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ และผู้กำหนดนโยบาย หลังพบว่าเยาวชนบางราย แม้มีอายุเพียง ๑๒ ปี ไม่เพียงรู้จัก OnlyFans แต่ยังมองว่าเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่มีศักยภาพและน่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง เหนือกว่าการทำงานประจำ หรือแม้กระทั่งเส้นทางด้านการศึกษาแบบแผนเดิม ๆ รายงานการวิจัยจากประเทศสเปนชิ้นนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Sexuality & Culture ชี้ให้เห็นถึงการพลิกผันทางทัศนคติของเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ที่มีต่อโอกาสทางเศรษฐกิจ การตระหนักรู้คุณค่าในตัวเอง รวมถึงมุมมองด้านเพศวิถีในยุคที่แพลตฟอร์มเนื้อหาเชิงเพศกลายเป็นเรื่องดาษดื่น (PsyPost)
กระแสวัฒนธรรมดิจิทัลที่มุ่งเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ทางเพศที่เกินวัย กำลังเป็นที่จับตาและสร้างความกังวลไปทั่วโลก และผลวิจัยชิ้นนี้ยิ่งมีนัยสำคัญต่อสังคมไทย ซึ่งเยาวชนมีการใช้งานโซเชียลมีเดียในระดับสูง ประเด็นด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และสุขภาวะทางจิตของวัยรุ่นจึงถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง งานวิจัยนี้เผยให้เห็นมุมมองใหม่ว่าวัยรุ่นรับรู้และซึมซับกระแสจากแพลตฟอร์มอย่าง OnlyFans ซึ่งมักถูกโปรโมตผ่าน TikTok, Instagram และ Twitter ได้อย่างไร
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีสนทนากลุ่มในโรงเรียนมัธยม โดยมีนักเรียนเข้าร่วม ๑๖๔ คน อายุระหว่าง ๑๒-๑๖ ปี ทั้งในเขตเมืองและชนบท ผลการศึกษาพบว่า แม้เป็นกลุ่มเยาวชนอายุน้อย แต่พวกเขากลับมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจของ OnlyFans ตั้งแต่ระบบการสร้างรายได้ไปจนถึงปัจจัยที่ทำให้ได้รับความนิยมและสร้างยอดเงินสูงลิ่ว การสร้างอัตลักษณ์หรือการนำเสนอภาพลักษณ์ทางเพศจึงถูกมองว่าเป็น “ทางเลือก” หรือเป็นการใช้ความคิดริเริ่มเพื่อสร้างรายได้อย่างแยบยล ทว่ากลุ่มตัวอย่างหลายรายกลับมองข้ามหรือประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป อาทิ การถูกแสวงหาประโยชน์ การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล การถูกคุกคามทางออนไลน์ และผลกระทบระยะยาวต่อสภาพจิตใจ
มุมมองที่ว่า OnlyFans สร้างรายได้สูงและดีกว่างานประจำนั้น ปรากฏซ้ำ ๆ ทั้งในกลุ่มนักเรียนชายและหญิง โดยมักมีการกล่าวอ้างถึงเรื่องราวความสำเร็จและรายรับจำนวนมหาศาลของครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม ผู้เข้าร่วมการวิจัยยังได้กล่าวถึงเรื่องเพศและการนำเสนออัตลักษณ์ในเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เบื่อหน่ายการเรียน และมองว่าตนเองเข้าไม่ถึงโอกาสในการหางานที่ดี “สิ่งที่น่าตกตะลึงคือ เยาวชนวัยรุ่นสามารถพูดถึง OnlyFans ได้อย่างเป็นธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจระบบสมาชิก รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนวิธีการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านอายุ” สมาชิกคณะวิจัยรายหนึ่งกล่าวถึงผลสำรวจดังกล่าว นักเรียนหญิงหลายคนยังได้เอ่ยถึงประเด็นปัญหาเรื่องรูปลักษณ์ทางกาย ความกดดันด้านความงาม ความรู้สึกอึดอัดกับเนื้อหาเชิงเพศ รวมถึงการต้องเผชิญข้อความไม่พึงประสงค์ทางออนไลน์
ทว่า คณะนักวิจัยยังพบว่านักเรียนหญิงจำนวนหนึ่งกลับตั้งคำถามถึงอิสรภาพในการ “เลือกเอง” ของทางเลือกนี้ โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง “บางรายกล่าวว่าเป็นเรื่องของการตัดสินใจส่วนบุคคล ทว่าอีกส่วนหนึ่งกลับมองว่าเมื่อความจำเป็นด้านการเงินบีบรัด ก็ยากที่จะปฏิเสธ หลายคนยังตั้งคำถามว่า สิ่งนี้มีความใกล้เคียงหรือแตกต่างจากการค้าประเวณีอย่างไร และการขายเนื้อหาส่วนบุคคลเช่นนี้เป็นการ ‘เลือกเอง’ อย่างแท้จริงหรือไม่” ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของประเด็นอำนาจและบทบาททางเพศที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างต่อเนื่อง
สำหรับนักเรียนชาย ส่วนใหญ่เข้าถึงการโปรโมต OnlyFans ผ่านกลุ่มแชทที่เผยแพร่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ รวมถึงโฆษณาป๊อปอัพ และหลายคนยอมรับว่าสามารถเข้าถึงเนื้อหาลามกอนาจารได้ด้วยการหลบเลี่ยงข้อจำกัดด้านอายุ โดยมากนักเรียนชายมองว่านี่คือโอกาสทางการเงิน แม้จะมักมีความคิดว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว การสร้างรายได้จากช่องทางนี้จะง่ายกว่าและได้สูงกว่า ซึ่งความแตกต่างนี้สะท้อนรูปแบบการขัดเกลาทางเพศที่ยังคงฝังรากลึก ผลกระทบที่ตามมาคือประเด็นเรื่องความมั่นใจในรูปร่างกาย ภาพลักษณ์ส่วนตน และความปลอดภัยในโลกออนไลน์
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่ากังวลคือ เยาวชนยุคปัจจุบันมองว่าการ “ยอมแลก” โอกาสที่จะถูกแสวงหาประโยชน์หรือเสื่อมเสียชื่อเสียงในอนาคต เป็นราคาที่สมเหตุสมผลกับรายได้ที่ได้รับในปัจจุบัน โดยนักวิชาการได้เตือนว่า ทัศนคตินี้สอดคล้องกับแนวคิด “การเป็นผู้ประกอบการทางเพศแบบใหม่” (neoliberal sexual entrepreneurship) ซึ่งมองว่าการนำเสนอร่างกายและเพศวิถีเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ โดยมีเรื่องราวความสำเร็จที่ถูกนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียเป็นตัวเร่งสำคัญ “การบริโภคเนื้อหาทางเพศผ่านโซเชียลมีเดียส่งผลต่อทัศนคติเรื่องเพศ สภาพเศรษฐกิจ และอำนาจการตัดสินใจของวัยรุ่น” คณะนักวิจัยกล่าวย้ำ “โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนชายที่มอง OnlyFans ว่าเป็นทางออกทางการเงิน โดยละเลยความเสี่ยงนานัปการ อาทิ การถูกแสวงหาประโยชน์ การคุกคาม และบาดแผลทางใจ” (Sexuality & Culture, 2025)
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเยาวชนมีการใช้งานโซเชียลมีเดียติดอันดับต้น ๆ ของโลก (Statista) ผลการวิจัยนี้จึงถือเป็นสัญญาณเร่งด่วนที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องเร่งปรับตัว ด้วยวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานแนวคิดดั้งเดิมเรื่องเพศกับบริบทออนไลน์ที่เข้มข้นอย่างรวดเร็ว ได้สร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันใหม่ ๆ โดยเฉพาะในยุคที่เยาวชนถูกนำเสนอเนื้อหาที่เน้นความสำเร็จและแรงบันดาลใจ จนเส้นแบ่งระหว่างการแสดงอัตลักษณ์ การดิ้นรนทางเศรษฐกิจ และการถูกแสวงหาประโยชน์เริ่มพร่าเลือน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมถึงรูปแบบความสำเร็จจาก “เศรษฐกิจอิสระ” ที่ถูกนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ ยิ่งเพิ่มแนวโน้มที่กลุ่มเยาวชนในชนบทและผู้ขาดแคลนโอกาสจะตกเป็นเหยื่อมากขึ้น แม้ปัจจุบันยังไม่มีผลสำรวจขนาดใหญ่ในประเทศไทยที่ระบุชัดเจนเกี่ยวกับทัศนคติของวัยรุ่นต่อแพลตฟอร์มอย่าง OnlyFans แต่จากกระแสแฮชแท็กและบทสนทนาในสังคมออนไลน์ของไทยก็บ่งชี้ถึงการตื่นตัวและความสนใจที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คณะนักวิจัยจากประเทศสเปนเน้นย้ำว่า ระบบการศึกษาและข้อกำหนดทางสังคมยังคงตามหลังความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล พวกเขาเสนอแนะให้มีการเรียนการสอนเพศศึกษาแบบองค์รวม ที่มีเนื้อหาครอบคลุมมากกว่าแค่การเตือนภัยอันตรายออนไลน์ แต่ควรรวมถึงประเด็นอำนาจทางเพศ พลวัตทางร่างกาย สภาพเศรษฐกิจ และทักษะการคิดวิเคราะห์ในยุคดิจิทัล “สถานศึกษาควรบรรจุโปรแกรมการสอนทักษะดิจิทัล และทักษะการสื่อสารอย่างปลอดภัย โดยเน้นความเข้าใจในอิทธิพลของโครงสร้างอำนาจและบทบาททางเพศบนโลกออนไลน์” คณะนักวิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะไว้อย่างชัดเจน
ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องประสานความร่วมมือกัน ผู้ปกครองควรกล้าที่จะพูดคุยกับบุตรหลานเกี่ยวกับประเด็นออนไลน์อย่างตรงไปตรงมา เปิดโอกาสให้พวกเขาได้ซักถามและเรียนรู้ แทนที่จะเพียงแค่ห้ามปราม หรือชี้ถูกชี้ผิดเท่านั้น เพื่อให้เยาวชนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันและตั้งคำถามกับนิยามของ “ความสำเร็จ” หรือ “อำนาจ” ที่ถูกนำเสนอผ่านเนื้อหาต่าง ๆ ในส่วนของผู้กำหนดนโยบายและแพลตฟอร์มออนไลน์ ควรเพิ่มมาตรการป้องกันให้เข้มงวดขึ้น ตั้งแต่ระบบยืนยันอายุ การปรับปรุงอัลกอริทึมเพื่อจัดการเนื้อหาลามกอนาจารสำหรับเยาวชน และสร้างความโปร่งใสในการจัดการเนื้อหาที่มุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน
สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญคือการต้องปรับมุมมองต่อโลกดิจิทัลในทุกมิติ ทั้งในสถานศึกษา ครอบครัว และระดับนโยบาย เมื่อช่องว่างระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ลดลง เยาวชนจึงจำเป็นต้องได้รับแนวทางดูแลที่ใส่ใจทั้งบริบทสากลและค่านิยมไทย การปรับปรุงหลักสูตรและการสร้างแคมเปญรู้เท่าทันสื่อควรกระทำควบคู่ไปกับการสร้างเสริมทักษะการสื่อสาร การเข้าใจคุณค่าในตนเอง และตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวของการแบ่งปันเนื้อหาส่วนบุคคล นอกจากนี้ องค์กรศาสนาและชุมชนก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดวงสนทนาเกี่ยวกับค่านิยม ความสุข และการใช้เทคโนโลยีอย่างเท่าทันและมีสติ
คณะนักวิจัยจากประเทศสเปนวางแผนที่จะขยายการศึกษาครั้งนี้ไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบในบริบทข้ามวัฒนธรรม เป้าหมายคือการนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้และวางกติกาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล สาระสำคัญสำหรับผู้เกี่ยวข้องในประเทศไทยคือ การตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลพื้นที่ออนไลน์ของเด็กและเยาวชน ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความเสี่ยง ความท้าทายคือการสร้างทักษะให้พวกเขาใช้ชีวิตก้าวทันโลกได้อย่างปลอดภัยและรู้เท่าทัน
สำหรับผู้อ่านชาวไทย วิธีการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงคือ การเรียนรู้โลกออนไลน์เชิงรุก ทำความเข้าใจเทรนด์และแพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่เยาวชนให้ความสนใจ ชวนพูดคุยถึงความเสี่ยงและโอกาสอย่างเปิดใจจริงใจ และร่วมผลักดันการปฏิรูประบบการเรียนการสอนเพศศึกษาและทักษะดิจิทัลในสถานศึกษา สถานศึกษาควรร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพและองค์กรคุ้มครองเด็ก เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ขณะที่ผู้ปกครองเองก็สามารถแสวงหาความรู้และแนวทางในการพูดคุยเรื่องเพศกับบุตรหลาน เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ หรืออิทธิพลจากโลกออนไลน์
ท้ายที่สุด การดูแลเยาวชนไทยในโลกดิจิทัลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัย การสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน ไปจนถึงการมีข้อกฎหมายที่ก้าวทันเทคโนโลยี เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตในยุคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ
แหล่งข้อมูล: PsyPost, Sexuality & Culture, Statista