ในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยข้อมูลและสิ่งกระตุ้นที่ถาโถมตลอดเวลา งานวิจัยใหม่ชี้ให้เห็นความจริงที่หลายคนอาจต้องแปลกใจ—ผู้ที่มีสติปัญญาสูงจำนวนมากกลับเลือกใช้เวลาพักผ่อนไปกับกิจกรรมที่คนทั่วไปอาจไม่คุ้นชินหรือไม่สามารถทนได้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่คนเดียว การสัมผัสความเงียบ หรือการทำกิจกรรมที่ดูน่าเบื่อหรือซับซ้อนในมุมมองของคนส่วนใหญ่ แต่พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “ความแปลก” เท่านั้น เพราะผลการศึกษาทางจิตวิทยาชี้ว่ามันมีความเชื่อมโยงกับประโยชน์ต่อสมองและสุขภาพจิตอย่างเห็นได้ชัด (yourtango.com)

เรื่องนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับสังคมไทย ในบริบทของสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความเร่งรีบ และเน้นการรวมกลุ่ม ท่ามกลางกระแสปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังเป็นที่จับตา ทั้งความเครียดจากการแข่งขันและแรงกดดันนานาประการ การทำความเข้าใจวิธีการผ่อนคลายแบบใหม่ ซึ่งมีรากฐานจากทั้งงานวิจัยสากลและภูมิปัญญาไทย อาจเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการสร้างเสริมความยืดหยุ่นทางใจให้กับคนในยุคปัจจุบัน

๑๑ พฤติกรรมสุดแปลกที่คนฉลาดใช้เป็นวิธีผ่อนคลาย

กิจกรรมแรกที่โดดเด่นที่สุดคือ “การอยู่กับตัวเอง” งานวิจัยจาก Journal of Personality พบว่าผู้ที่มีสติปัญญาสูงจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการใช้เวลาอยู่ลำพัง ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ นั่งคิดเงียบๆ หรือทำสิ่งที่สนใจส่วนตัว แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ชอบใช้โซเชียลมีเดียหรือดูสื่อบันเทิงเพื่อลืมความเหงา การอยู่กับตัวเองเช่นนี้ช่วยเติมพลังสมอง ช่วยให้จิตใจสงบ และช่วยให้จัดการอารมณ์ได้ดียิ่งขึ้น

อันดับต่อมาคือ “ความเงียบ” สำหรับคนไทยจำนวนมาก ความคึกคักและเสียงรบกวนคือเรื่องปกติ แต่ผู้ที่มีศักยภาพทางความคิดสูงกลับแสวงหาความสงบ เพื่อจัดระเบียบความคิดและคลายความสับสน งานวิจัยปี ๒๕๕๐ ระบุว่าการได้อยู่กับความเงียบส่งผลดีต่อความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ซึ่งตรงกับแนวคิดการทำสมาธิแบบพุทธในวัฒนธรรมไทยที่เน้นความสงบและการใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง

อีกข้อหนึ่งที่ผู้มีปัญญานิยมคือ “หนังสือเล่มหนาและเนื้อหายาก” Scientific American ระบุว่าการอ่านหนังสือที่ซับซ้อนช่วยส่งเสริมความเข้าใจผู้อื่น การควบคุมอารมณ์ และกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนลึก ต่างจากคนที่มักอ่านอะไรสั้นๆ หรือบทความแค่หัวข้อ ท่ามกลางยุคที่เน้นเนื้อหาสั้นกระชับเช่นปัจจุบัน การใช้เวลาอยู่กับการอ่านหนังสือเล่มหนาจึงยังคงให้ประโยชน์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

เกมกระดานและปริศนาเป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความนิยมในหมู่คนฉลาด งานวิจัยใน International Journal of Game-Based Learning ระบุว่าผู้ที่เล่นบอร์ดเกมเป็นประจำมักมีแนวโน้มคะแนนไอคิวสูงกว่า ช่วยส่งเสริมทักษะด้านตรรกะ การแก้ปัญหา และความเห็นอกเห็นใจ ปัจจุบัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ เองก็มีชมรมหมากรุกและคาเฟ่บอร์ดเกมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามความนิยมของกิจกรรมที่ใช้สมองเหล่านี้

ดนตรีบรรเลง โดยเฉพาะแนวคลาสสิก ช่วยลดความกังวลและเสริมสมาธิ ตามข้อมูลจากงานวิจัยใน Psychology of Music ผู้ที่คุ้นเคยกับดนตรีลูกทุ่งหรือลำซิ่งก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับดนตรีพื้นบ้านที่ตนเองชื่นชอบได้ เพื่อผ่อนคลายและสร้างสมาธิได้เช่นกัน

“กิจกรรมจัดระเบียบ”—ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนตารางเวลา หรือการจัดบ้านให้เป็นระเบียบ—พบว่าส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและช่วยลดความเครียดได้อย่างชัดเจน จากงานวิจัยใน Psychological Science ซึ่งคล้ายกับธรรมเนียมไทยที่นิยมทำความสะอาดบ้านเรือนก่อนถึงวันสำคัญอย่างเทศกาลสงกรานต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ

“การเขียนบันทึก” หรือจดไดอารีก็เป็นอีกวิธีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ งานวิจัยจากสถาบันการศึกษาชั้นนำในสหรัฐอเมริกา พบว่าการเขียนบันทึกอย่างสม่ำเสมอลดความเครียดและพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ นักเรียนนักศึกษาที่คุ้นเคยกับการเขียนบันทึกเชิงวิชาการ อาจลองเปลี่ยนมาใช้การเขียนบันทึกส่วนตัวเป็นเครื่องมือจัดการความรู้สึกหรือเพื่อค้นหาตัวเอง

การเรียนรู้จากผู้อื่นและกล้าขอความช่วยเหลือ เป็นสิ่งสำคัญในกลุ่มผู้ที่มีความสามารถ งานวิจัยด้านการจัดการระบุว่า ความถ่อมตัวและการพูดคุยปรึกษาคนรอบข้างไม่ใช่แค่เรื่องของอุปนิสัยที่ดีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รับมือกับความเครียดในโลกยุคปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโสและการขอคำปรึกษา

ที่น่าประหลาดใจคือ “การเปิดรับความน่าเบื่อ” งานวิจัยชิ้นหนึ่งแนะนำให้เว้นจากการใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ดิจิทัลบ้าง ผลที่ได้คือระดับความพึงพอใจในชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนไทยที่ให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือเกมออนไลน์เป็นพิเศษ ข้อแนะนำนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การถกเถียงอย่างมีเหตุผลแม้ฟังดูตึงเครียดสำหรับบางคน แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ถือเป็นการ “ช่วยคลายสมอง” การวิจัยพบว่าเยาวชนที่ได้รับการฝึกฝนการถกเถียงอย่างมีเหตุผลตั้งแต่ยังเด็ก มักเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถทางความคิดระดับสูง ปัจจุบัน กิจกรรมชมรมโต้วาทีและการจำลองการประชุมสหประชาชาติ (Model UN) ในประเทศไทย ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชนสายวิชาการอย่างต่อเนื่อง

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงไม่เลือกวิธีผ่อนคลายเหล่านี้?

นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอธิบายว่า ที่คนส่วนใหญ่ไม่เลือกพักผ่อนด้วยวิธีนี้ ไม่ได้บ่งชี้ว่าบุคคลนั้นขาดซึ่งความฉลาด แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการจัดการอารมณ์ ระดับความอยากรู้อยากเห็น และระดับความสบายใจต่อสถานการณ์ที่ไม่คุ้นชิน สำหรับบางคน ความเงียบหรือความโดดเดี่ยวกลับสร้างความรู้สึกเหงาหรืออึดอัดมากกว่าความสงบ ในขณะที่กิจกรรมที่ต้องใช้ความท้าทายสูง เช่น การอ่านหนังสือเล่มหนาหรือเล่นเกมคิดวิเคราะห์ อาจก่อให้เกิดความเครียดแทนที่จะเป็นความผ่อนคลาย

ในประเทศไทยที่กำลังอยู่ท่ามกลางทางแยกของวัฒนธรรมดั้งเดิมและโลกดิจิทัล ปัญหาสุขภาพจิตยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของประเทศชี้ว่า สัดส่วนความเครียดและความวิตกกังวลในกลุ่มเยาวชนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังถกเถียงกันถึงแนวทางในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับคนรุ่นใหม่ (กระทรวงสาธารณสุข)

แม้สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมกลุ่มและความสามัคคีปรองดอง แต่ปรัชญาทางพุทธศาสนาและการฝึกเจริญสติก็ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการ “อยู่กับตัวเอง” และการไตร่ตรองชีวิตอย่างลึกซึ้ง วิธีผ่อนคลายแบบใหม่ เช่น การใช้เวลาอยู่กับความเงียบ การอ่านหนังสือ การเล่นเกมเสริมทักษะ หรือการเขียนบันทึก ไม่ใช่การปฏิเสธวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย แต่เป็นการนำมาต่อยอดและปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตในยุคสมัยใหม่

อนาคตของการผ่อนคลาย: สร้างสรรค์สุขภาวะจิตในโลกที่เร่งรัด

ในวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังทักษะการจัดการอารมณ์ การอ่านหนังสือเชิงลึก และการไตร่ตรองตนเองให้กับเยาวชน สถานศึกษาหลายแห่งในประเทศไทยที่ได้นำแนวทางสติ สมาธิ และการเขียนบันทึกมาปรับใช้ พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อสมาธิและสุขภาวะของนักเรียนนักศึกษา (Bangkok Post)

สำหรับผู้ที่อยากลองเริ่มต้น สามารถจัดสรรเวลา ๑-๒ ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่ออยู่กับความเงียบ การศึกษา หรือการทำกิจกรรมที่ใช้สมาธิ เช่น การอ่านหนังสือหรือแก้เกมปริศนา ลองเขียนบันทึกความรู้สึกส่วนตัว และฝึกพักการใช้งานหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นช่วงๆ ผู้ปกครองและคุณครูควรส่งเสริมให้เยาวชนเข้าใจว่า ช่วงเวลาที่ดูเหมือนน่าเบื่อหรือว่างเปล่า แท้จริงแล้วเป็นโอกาสที่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์จะทำงาน ไม่ใช่แค่ช่องว่างที่ไร้ประโยชน์ ที่สำคัญควรเข้าใจว่าพฤติกรรมที่อาจดูแปลกเหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณของปัญหาทางสังคม แต่เป็น “ทางลัด” ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปสู่สุขภาวะจิตที่ดีในยุคดิจิทัล

สุดท้ายแล้ว พฤติกรรมที่อาจดูแปลกหรือไม่อยู่ในขนบของคนทั่วไป อาจเป็น “กุญแจดอกสำคัญ” ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งทางจิตใจและสมองในยุคปัจจุบัน เพียงเราเข้าใจเหตุผลว่าทำไมผู้ที่มีสติปัญญาสูงเลือกที่จะผ่อนคลายด้วยกิจกรรมที่แตกต่างออกไป ก็จะสามารถเลือกใช้วิธีเหล่านั้นเพื่อผ่อนคลายและดูแลสุขภาพจิตของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


แหล่งข้อมูล:

  • YourTango: 11 Things Smart People Find Relaxing
  • Journal of Personality (การศึกษาเรื่องความโดดเดี่ยวกับอารมณ์)
  • Scientific American (การอ่านหนังสือกับความฉลาดทางอารมณ์)
  • International Journal of Game-Based Learning (บอร์ดเกมกับไอคิว)
  • Psychological Science (การจัดระเบียบกับประสิทธิภาพการทำงาน)
  • Behavioral Sciences (ดีท็อกซ์โซเชียลมีเดีย)
  • Michigan State University (การเขียนบันทึกและการทำงานของสมอง)
  • Journal of Personality and Social Psychology (การโต้วาทีกับพัฒนาการทางความคิด)
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • Bangkok Post - โรงเรียนกับการฝึกสติลดเครียด