พระญาณของพระสุคต น่าอัศจรรย์ โดยที่พระศาสดาทรงพยากรณ์บุคคลได้อย่างถูกต้องว่า บุคคลบางเหล่าในโลกนี้ มีบุญมากก็มี บางเหล่ามีบุญน้อยก็มี

กุมารเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๕. กุมารเปตวัตถุ

เรื่องกุมารเปรต

             (เมื่อจะประกาศเรื่องของกุมารเปรตนั้น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าว ๗ คาถาว่า)

             [๔๕๓] พระญาณของพระสุคต น่าอัศจรรย์ โดยที่พระศาสดาทรงพยากรณ์บุคคลได้อย่างถูกต้องว่า บุคคลบางเหล่าในโลกนี้ มีบุญมากก็มี บางเหล่ามีบุญน้อยก็มี

             [๔๕๔] คหบดีผู้นี้เมื่อยังเป็นเด็ก ถูกเขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นอยู่ด้วยน้ำนมที่ไหลออกจากนิ้วมือตลอดราตรี ยักษ์และภูตผีปีศาจ หรือสัตว์เลื้อยคลาน ก็ไม่เบียดเบียนเด็กผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว

             [๔๕๕] แม้สุนัขทั้งหลายก็พากันมาเลียเท้าทั้งสองของเด็กนั้น ฝูงเหยี่ยวและสุนัขจิ้งจอกก็พากันวนเวียนรักษา ฝูงนกก็พากันคาบรกไปทิ้ง ส่วนฝูงกาพากันคาบขี้ตาออกไป

             [๔๕๖] มนุษย์และอมนุษย์ไรๆ มิได้จัดการรักษาเด็กนี้ หรือใครๆ ที่จะปรุงยาหรือทำการบำบัดด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดมิได้มี และมิได้ถือเอาการประกอบฤกษ์ยาม ทั้งไม่ได้โปรยธัญชาติทั้งปวง

             [๔๕๗] เด็กที่บุคคลนำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในยามราตรี ได้รับความลำบากอย่างยิ่งเช่นนี้ สั่นเทาอยู่ เป็นดุจก้อนเนยข้น ยังเหลืออยู่เพียงชีวิต มีความสงสัยว่า (ตัวจะรอดหรือไม่รอดหนอ)

             [๔๕๘] พระผู้มีพระภาคผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ทรงมีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ครั้นแล้วได้ทรงพยากรณ์เด็กนั้นว่า เด็กคนนี้จักเป็นผู้มีสกุลสูง (จักได้เป็นเศรษฐีมีโภคสมบัติมาก) สำหรับนครนี้

             (อุบาสกซึ่งอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า)

             [๔๕๙] ข้อปฏิบัติของเขาเป็นอย่างไร พรหมจรรย์ของเขาเป็นอย่างไร เขาประพฤติข้อปฏิบัติและพรหมจรรย์อย่างไร จึงมีวิบากอย่างนี้ เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้วจึงกลับมาเสวยความสำเร็จเช่นนั้นๆ

             (พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะแสดงคำพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาค จึงกล่าว ๔ คาถาว่า)

             [๔๖๐] เมื่อก่อน หมู่ชนได้ทำการบูชาพระสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอย่างโอฬาร เด็กนั้นได้มีความคิดเห็นในการบูชานั้นเป็นอย่างอื่นไป เขาได้กล่าววาจาหยาบคาย ซึ่งมิใช่ของสัตบุรุษ

             [๔๖๑] ภายหลังเขาบรรเทาความคิดนั้นแล้ว กลับได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุงพระตถาคต ซึ่งประทับอยู่ที่พระเชตวัน ด้วยข้าวต้ม ๗ วัน

             [๔๖๒] ข้อนั้นเป็นข้อปฏิบัติและพรหมจรรย์ของเขา เขาประพฤติเช่นนั้น จึงมีวิบากอย่างนี้ เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้วจักกลับได้เสวยความสำเร็จเช่นนั้น

             [๔๖๓] เขาอยู่ในมนุษยโลกนี้แหละเป็นเวลาร้อยปี เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทุกอย่าง หลังจากตายไป จักเข้าถึงความเป็นสหายของท้าววาสวะ (ไปเกิดเป็นลูกของท้าวสักกะจอมเทพชั้นดาวดึงส์) ในสัมปรายภพ

กุมารเปตวัตถุที่ ๕ จบ

------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๕. กุมารเปตวัตถุ

               อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๕               

               เรื่องแห่งกุมารเปรตนี้ มีดังนี้.
               เรื่องนั้นมีอุปุปัตติเหตุเป็นอย่างไร.
               ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี อุบาสกและอุบาสิกาเป็นอันมากเป็นหมู่กันโดยธรรม สร้างมณฑปหลังใหญ่ไว้ในพระนคร ประดับมณฑปนั้นด้วยผ้านานาพรรณ นิมนต์พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์มาแต่เช้าตรู่ ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีควรแก่ค่ามาก บูชาด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้นแล้ว ให้มหาทานเป็นไป.
               บุรุษคนหนึ่งมีจิตถูกมลทินคือความตระหนี่กลุ้มรุม พอเห็นดังนั้น ทนต่อสักการะนั้นไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ทิ้งเสียที่กองหยากเยื่อยังจะดีกว่า กว่าการที่จะถวายแก่สมณะโล้นเหล่านี้ ซึ่งหาดีมิได้เลย.
               พวกอุบาสกอุบาสิกาได้ฟังดังนั้น เกิดความสลดใจพากันคิดว่า การที่บุรุษนี้ขวนขวายสร้างกรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ผิดในภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานถึงอย่างนี้ จัดว่าเป็นกรรมอันหนักหนอ ดังนี้แล้วจึงได้บอกเรื่องนั้นแก่มารดาของเขาแล้วกล่าวว่า ไป เธอจงไปขอขมาโทษพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก.
               มารดารับคำแล้ว เมื่อจะขู่บุตรให้ยินยอม จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและเยี่ยมภิกษุสงฆ์ แสดงโทษที่บุตรกระทำไว้ให้ขมาโทษแล้ว ได้กระทำการบูชา ด้วยการถวายข้าวยาคูตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. เพราะฉะนั้น ไม่นานนักบุตรก็ทำกาละ บังเกิดในท้องของหญิงแพศยาผู้เลี้ยงชีพด้วยกรรมที่เศร้าหมอง.
               ก็พอบุตรเกิดขึ้นเท่านั้น มารดารู้ว่าเป็นเด็กชาย ก็ให้เขาไปทิ้งเสียที่ป่าช้า. บุตรนั้นอันพลังแห่งบุญของตนคุ้มครองรักษาไว้ในที่นั้น ไม่ถูกอะไรๆ เบียดเบียน จึงหลับเป็นสุขเหมือนหลับที่ตักของมารดา. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า เทวดาพากันรับคุ้มครองรักษาบุตรนั้นไว้.
               ครั้นเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ทอดพระเนตรเห็นเด็กนั้นที่ถูกทอดทิ้งไว้ที่ป่าช้า จึงได้เสด็จไปยังป่าช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น.
               มหาชนประชุมกันว่า พระศาสดาเสด็จมาในที่นี้ เห็นจะมีเหตุอะไรในที่นี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่บริษัทผู้ประชุมกันแล้วว่า เด็กคนนี้ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้ถูกทอดทิ้งไว้ในป่าช้า ไร้ที่พึ่งก็จริง ถึงอย่างนั้น เด็กนั้นก็จักได้รับสมบัติอันโอฬารในอนาคต ปัจจุบันและอภิสัมปรายภพแล้ว ถูกพวกมนุษย์เหล่านั้นทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติปางก่อน เด็กคนนี้ทำกรรมอะไรไว้ ดังนี้จึงทรงประกาศกรรมที่เด็กกระทำไว้ และสมบัติที่เด็กพึงได้รับในอนาคต โดยนัยเป็นต้นว่า :-
               หมู่ชนได้กระทำการบูชาอย่างโอฬารแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แต่จิตของเด็กนั้นกลับกลายเป็นอย่างอื่น จึงได้กล่าววาจาหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษดังนี้แล้ว
               จึงแสดงธรรมอันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของบริษัทที่พากันมาประชุมแล้ว จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เองในเบื้องบน.
               ในเวลาจบสัจจะ สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ตรัสรู้ธรรม.
               ก็กฎุมพีคนหนึ่งผู้มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิได้รับเด็กนั้นต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นบุตรของเรา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า เด็กนี้อันบุญกรรมมีประมาณเท่านี้รักษาไว้แล้ว และมหาชนพากันกระทำการอนุเคราะห์ ดังนี้แล้วจึงเสด็จไปยังพระวิหาร.
               สมัยต่อมา เมื่อกฎุมพีนั้นทำกาละแล้ว เธอก็ปกครองทรัพย์ที่กฎุมพีนั้นมอบให้เก็บรวมทรัพย์ไว้ ได้เป็นคฤหบดี มีสมบัติมากในพระนครนั้นเอง ได้เป็นผู้ยินดีในการให้ทานเป็นต้น.
               ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า น่าอัศจรรย์ พระศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย เด็กชื่อแม้นั้น ในกาลนั้นเป็นคนอนาถา แต่บัดนี้เสวยสมบัติมาก และกระทำอย่างโอฬาร.
               พระศาสดาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่เธอจะมีสมบัติแต่เพียงเท่านี้ โดยที่แท้ ในเวลาสิ้นอายุจักบังเกิดเป็นโอรสของท้าวสักกเทวราช ในภพชั้นดาวดึงษ์ และจักได้สมบัติอันเป็นทิพย์.
               ภิกษุทั้งหลายและมหาชนได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าผู้เห็นกาลไกล ทรงสดับเหตุนั้นแล้ว เสด็จไป เมื่อเขาพอเกิดมาเท่านั้นก็ถูกทิ้งในป่าช้าผีดิบ เสด็จไปในที่นั้น กระทำการสงเคราะห์เธอดังนี้แล้ว จึงพากันชมเชยญาณพิเศษของพระศาสดา แล้วได้กราบทูลประวัติของเด็กนั้นในอัตภาพนั้น.
               พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า :-
               พระญาณของพระสุคตศาสดาน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงพยากรณ์บุคคลว่า บุคคลบางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญน้อย.
               กุมารนี้ถูกทอดทิ้งในป่าช้าเป็นอยู่ได้ด้วยน้ำนมจากนิ้วมือตลอดราตรี ยักษ์และภูตปีศาจ หรืองูเล็กงูใหญ่ ก็ไม่เบียดเบียนเด็กผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้ว แม้สุนัขทั้งหลายก็พากันมาเลียเล็บเท้าทั้งสองของเด็กนี้ ฝูงกาและสุนัขจิ้งจอกก็พากันมาเดินเวียนรักษา ฝูงนกก็พากันมาคาบเอามลทินครรภ์ไปทิ้ง ส่วนฝูงกาพากันมาเอาขี้ตาไปทิ้ง มนุษย์และอมนุษย์ไรๆ มิได้จัดแจงรักษาเด็กนี้ หรือใครๆ ที่จะทำเมล็ดพรรณผักกาดให้เป็นยามิได้มี และไม่ได้ถือเอาการประกอบฤกษ์ยาม ทั้งไม่ได้เรี่ยรายซึ่งข้าวเปลือกทั้งปวง
               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว มีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กอันบุคคลนำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในราตรี ผู้ถึงซึ่งความทุกข์อย่างยิ่งเช่นนี้ เหมือนก้อนเนยใสหวั่นไหวอยู่มีความสงสัยว่ารอดหรือไม่รอด เหลืออยู่แต่สักว่าชีวิต ครั้นได้รับพยากรณ์ว่า เด็กนี้จักเป็นผู้มีสกุลสูง มีโภคสมบัติในพระนครนี้
               พวกอุบาสกผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า
               อะไรเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรหรือพรหมจรรย์ที่เขาประพฤติแล้วเช่นไร เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้วจักเสวยความสำเร็จเช่นนั้น เพราะกรรมอะไร.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกอุบาสกเหล่านั้นทูลถามแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ในเวลานั้น โดยประการที่พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายเมื่อจะแสดงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
               มหาชนได้ทำการบูชาอย่างโอฬาร แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เด็กนั้นมิได้มีจิตเอื้อเฟื้อในการบูชา ได้กล่าววาจาหยาบคายอันมิใช่ของสัตบุรุษ.
               ภายหลังเด็กนั้นอันมารดาตักเตือนให้กลับความวิตกอันลามกนั้นแล้ว กลับได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุงพระตถาคตซึ่งประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหารด้วยข้าวยาคู ๗ วัน ข้อนั้นเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่เขาประพฤติแล้วนั้น
               เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้ว จักได้ความสำเร็จเช่นนั้น เขาตั้งอยู่ในมนุษยโลกนี้สิ้น ๑๐๐ ปี เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้งปวง เมื่อตายไปจักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งท้าววาสวะ ในสัมปรายภพ.
               

               จบอรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๕               
               -----------------------------------------------------