คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญยุคใหม่กำลังท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการกินอาหารเสริมจะช่วยบำรุงสมองให้ดีขึ้น พร้อมกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและเลือกกินอาหารให้หลากหลาย แทนที่จะพึ่งทางลัด รายงานฉบับใหม่จากทีมนักโภชนาการวิชาชีพชี้ว่า อาหารเสริมหลายชนิดที่โฆษณากันอย่างครึกโครม แท้จริงแล้วอาจส่งผลเสียต่อสมองมากกว่าผลดี โดยเฉพาะเมื่อบริโภคในปริมาณสูงหรือใช้โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยและกลุ่มคนรุ่นใหม่สายสุขภาพที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้น (EatingWell)

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองมีวางจำหน่ายเกลื่อนตลาด ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อว่าช่วยให้ความจำดี มีสมาธิ แต่รายงานล่าสุดจากทีมนักโภชนาการกลับออกมาเตือนว่า อาหารเสริมเหล่านี้อาจเป็นเพียงความสบายใจจอมปลอม หรือในบางกรณีอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพสมองได้ โดย ๕ ชนิดที่น่ากังวลที่สุด ได้แก่ วิตามินอีในปริมาณสูง วิตามินบี ๖ ในปริมาณสูง สารสกัดจากใบแปะก๊วย คาเฟอีนสกัดเข้มข้น และอาหารเสริมไขมันโอเมก้า ๖

วิตามินอี: ยิ่งเยอะ ยิ่งเสี่ยง อันตรายมากกว่าประโยชน์

วิตามินอีเป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงวัยชาวไทยซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ แต่ข้อมูลจากนักโภชนาการในรายงานนี้ชี้ชัดว่า การกินวิตามินอีในรูปแบบอาหารเสริมปริมาณสูง ยังไม่มีหลักฐานฟันธงว่าช่วยเพิ่มความจำหรือชะลอสมองเสื่อมในผู้ใหญ่สุขภาพดีได้จริง ตรงกันข้าม การได้รับวิตามินอีมากเกินไปยังเพิ่มความเสี่ยงให้เลือดแข็งตัวผิดปกติ และอาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเลือดออกในสมองได้ (PubMed) ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เลือกกินจากแหล่งธรรมชาติในอาหารไทย เช่น ธัญพืช ถั่วต่างๆ และผักใบเขียว ซึ่งร่างกายจะดูดซึมในปริมาณที่พอเหมาะและปลอดภัยกว่า

วิตามินบี ๖: เกินขนาดเมื่อไหร่ เสี่ยงปลายประสาทอักเสบ

แม้ว่าวิตามินบี ๖ จะจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท แต่การกินมากเกินไปกลับกลายเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพอย่างไม่น่าเชื่อ นักโภชนาการในรายงานอธิบายว่า “การได้รับวิตามินบี ๖ ในปริมาณสูงเกินไปอาจทำลายเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการชาหรือรู้สึกซ่าตามร่างกาย และหากสะสมเป็นเวลานานอาจกระทบต่อการส่งสัญญาณประสาทและการทำงานของสมองได้” โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งมีความเสี่ยงเป็นโรคปลายประสาทอักเสบอยู่แล้วยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางที่ดีที่สุดคือการรับวิตามินบี ๖ จากอาหารที่หลากหลายในชีวิตประจำวันอย่างปลา สัตว์ปีก กล้วย และมันฝรั่ง

แปะก๊วย: สรรพคุณยังคลุมเครือ แต่เสี่ยงผลข้างเคียง

แปะก๊วย หรือ Ginkgo biloba มีวางขายทั่วไปในไทยพร้อมคำโฆษณาว่าช่วยเสริมความจำ แต่เมื่อพิจารณาผลการศึกษาขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ กลับยังไม่พบข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสารสกัดจากแปะก๊วยช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้จริง (JAMA) ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนอาจเจอผลข้างเคียง เช่น เวียนศีรษะ ปวดหัว หรือเลือดออกง่าย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือดอยู่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงเหล่านี้อาจมีน้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์

คาเฟอีนสกัดเข้มข้น: กระตุ้นสั้นๆ แต่เสี่ยงระยะยาว

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชานมไข่มุกและเครื่องดื่มชูกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่วัยรุ่นและคนทำงานชาวไทย แม้คาเฟอีนในปริมาณพอเหมาะจากชาหรือกาแฟจะช่วยให้มีสมาธิได้ แต่คาเฟอีนในรูปแบบอาหารเสริมชนิดเม็ดหรือผงสกัดเข้มข้นนั้นมีปริมาณสูงจนน่าเป็นห่วง อาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล นอนไม่หลับ และส่งผลให้ประสิทธิภาพในการจดจ่อลดลงในระยะยาว โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ผู้คนมีปัญหานอนไม่พออยู่แล้ว การเสริมคาเฟอีนเข้าไปอีกยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความจำและอารมณ์ให้แย่ลง

โอเมก้า ๖: ในอาหารแปรรูปก็มีเยอะแล้ว เสริมเกินอาจเร่งการอักเสบ

โอเมก้า ๖ เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่รายงานชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับโอเมก้า ๖ มากเกินพอจากน้ำมันพืชและอาหารแปรรูปที่กินกันอยู่ทุกวัน การกินอาหารเสริมโอเมก้า ๖ เพิ่มเข้าไปจึงเสี่ยงทำให้สมดุลกรดไขมันในร่างกายเสียไป และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของสมอง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นกินโอเมก้า ๓ จากปลาทะเลไทย วอลนัต หรือเมล็ดแฟลกซ์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสมองและเป็นวัตถุดิบที่คนไทยคุ้นเคยกันดี


เคล็ดลับดูแลสมองฉบับคนไทย ง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งยา

หากต้องการดูแลสมองให้ฟิตปั๋งตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยเกษียณ นักโภชนาการแนะนำอย่างชัดเจนว่าควรหันกลับมาให้ความสำคัญกับอาหารตามธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป ซึ่งไม่มีอาหารเสริมสูตรล้ำสมัยใดๆ มาทดแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้สด ไขมันดีจากปลา และถั่วต่างๆ ซึ่งคล้ายกับหลักการของ “MIND Diet” ที่กำลังเป็นที่นิยมและสามารถปรับใช้กับสำรับอาหารไทยได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย ๑๕๐ นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและส่งเสริมสารเคมีที่ดีต่อสมอง

สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กันคือการพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยคืนละ ๗–๙ ชั่วโมง รวมถึงการเข้าสังคม ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือชุมชน และหาวิธีจัดการความเครียดในแบบที่คุ้นเคย เช่น การสวดมนต์ ฝึกสมาธิ หรือใช้ภูมิปัญญาอย่างการนวดแผนไทย

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของไทยก็สนับสนุนแนวทางนี้เช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากโรงพยาบาลรัฐชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า อาหารเสริมไม่สามารถแทนที่วิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพได้ “การกินอาหารพื้นถิ่นให้สมดุล การพักผ่อนให้พอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใช้เวลากับครอบครัว และดูแลจิตใจด้วยกิจกรรมทางศาสนาหรือชุมชน” คือหลักปฏิบัติที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยยังย้ำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะดูน่าเชื่อถือเพียงใด หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ ดังที่กรมอนามัยเคยชี้แจงไว้ว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยขาดความเข้าใจและคำแนะนำที่ถูกต้อง อาจเสี่ยงให้เกิดปัญหาสุขภาพมากกว่าผลดี ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง”

ในเชิงวัฒนธรรม ข้อมูลชุดนี้ยังสอดคล้องกับภูมิปัญญาไทยที่สอนกันมาว่า “ยาวิเศษไม่มีอยู่จริง” และอะไรที่ “มากเกินไป” ก็ล้วนแต่ให้โทษ ซึ่งตรงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ในยุคที่คลินิกสุขภาพแบบองค์รวมหรือคอร์สปฏิบัติธรรมได้รับความนิยมมากขึ้น คนไทยจำนวนไม่น้อยก็เลือกดูแลสมองผ่านความสมดุลของอาหาร ร่างกาย และจิตใจ มากกว่าการพึ่งพาสารสกัดในขวดยา

แม้ตลาดอาหารเสริมในไทยจะมีแนวโน้มเติบโตสูงและคาดว่าจะมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่เสียงเรียกร้องให้ภาครัฐมีกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น การวิจัยที่น่าเชื่อถือ การให้ข้อมูลบนฉลากที่ชัดเจน และการคุ้มครองผู้บริโภคก็ดังขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและคนวัยทำงานซึ่งเป็นลูกค้าหลัก ในขณะที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบและคาดว่าจำนวนผู้ป่วยสมองเสื่อมจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด การให้ความรู้เรื่องการดูแลสมองอย่างถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน

สรุป: เชื่อมั่นใน “ครัว” มากกว่า “ขวดยา”

สำหรับคนไทย ข้อคิดที่สำคัญที่สุดคือการหันมาเชื่อมั่นใน “ครัวไทย” มากกว่า “ร้านขายยา” ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคือการมีสมาธิในการเรียน ป้องกันการหลงลืมในวัยเกษียณ หรือฟื้นฟูร่างกายหลังทำงานหนัก สูตรสำเร็จที่ดีที่สุดยังคงอยู่ที่อาหารสดใหม่ การนอนหลับอย่างเพียงพอ การออกกำลังกาย และการเติมพลังใจจากคนรอบข้าง ก่อนตัดสินใจซื้ออาหารเสริมใดๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่มีใบอนุญาตเสมอ เลือกรับวิตามินจากอาหารจานโปรดของคุณ และอย่าลืมว่าไม่มีอาหารเสริมชนิดใดจะมาแทนที่ภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของไทยได้

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นดูแลสมองให้ทันสมัยและเข้ากับวิถีไทย ลองนำอาหารเสริมที่กินอยู่ไปปรึกษาคุณหมอ ปรับเมนูอาหารในแต่ละวันให้ครบหมู่และหลากหลาย นอนให้เต็มอิ่ม ขยับร่างกายไปพร้อมๆ กับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง และเปิดใจรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ เพราะความคิดที่รอบคอบคือเกราะป้องกันสมองที่ดีที่สุด


แหล่งอ้างอิงสำหรับบทความนี้ได้แก่