ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมไม่มีความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า แต่ผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า

อภิชชมานเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๓. จูฬวรรค

หมวดเล็ก

๑. อภิชชมานเปตวัตถุ

เรื่องเปรตผู้เดินทวนกระแสน้ำอันไหลไม่ขาดสาย

             (โกลิยมหาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ถามเปรตตนหนึ่งว่า)

             [๓๘๗] ท่านเปลือยกาย เหมือนกับเปรตครึ่งท่อน ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย เดินอยู่ในที่นี้ ซึ่งมีน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไม่ขาดสาย ท่านจักไปไหนนะเปรต ท่านอยู่ประจำที่ไหน

             (พระสังคีติกาจารย์กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)

             [๓๘๘] เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้านจุนทัฏฐิละ ซึ่งอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุงพาราณสี

             [๓๘๙] อนึ่งมหาอำมาตย์ซึ่งปรากฏชื่อว่า โกลิยะ เห็นเปรตนั้นแล้ว จึงได้ให้ข้าวสัตตุ (ข้าวตู คือข้าวตากคั่วแล้วตำเป็นผงเคล้ากับน้ำตาลและมะพร้าว) และผ้าสีเหลืองคู่หนึ่งแก่เปรต

             [๓๙๐] เมื่อเรือหยุด ได้สั่งให้สิ่งของเหล่านั้นแก่อุบาสกผู้เป็นช่างกัลบก ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ในขณะที่มหาอำมาตย์ได้ให้ผ้าคู่หนึ่งแก่อุบาสกซึ่งเป็นช่างกัลบก

             [๓๙๑] ลำดับนั้น เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายอย่างสวยงาม ทักษิณาย่อมสำเร็จแก่เปรตผู้ดำรงอยู่ในฐานะ (เปรตที่อยู่ในฐานะที่จะรับส่วนบุญที่ผู้อื่นอุทิศให้ เช่น ขุปปิปาสิกเปรต เปรตที่หิวกระหายอยู่เป็นนิตย์ วันตาสเปรต เปรตที่กินน้ำมูกน้ำลายที่เขาบ้วนทิ้งแล้ว ปรทัตตูปชีวิเปรต เปรตที่อาศัยอาหารที่คนอื่นเขาให้ นิชฌามตัณหิกเปรต เปรตที่ถูกตัณหาแผดเผา เป็นต้น) เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญาพึงให้ทานบ่อยๆ เพื่ออนุเคราะห์เปรตทั้งหลาย

             [๓๙๒] เปรตเหล่าอื่นบางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง บางพวกนุ่งเส้นผม หลีกไปยังทิศน้อยใหญ่เพื่อหาอาหาร

             [๓๙๓] บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกล กลับมาโดยไม่ได้อะไรเลย บางพวกหิวจัดจนเป็นลมล้มสลบกลิ้งไปบนพื้นดิน

             [๓๙๔] บางพวกไม่ได้ทำความดีไว้ในชาติก่อน ไม่ได้อะไรเลย ล้มกลิ้งบนพื้นดินเหมือนถูกไฟเผาอยู่กลางแดด ประสบความเดือดร้อน คร่ำครวญว่า

             [๓๙๕] ในชาติก่อน พวกเราเป็นหญิงแม่เรือน เป็นมารดาทารกในตระกูล เป็นคนมีบาป เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ได้ทำที่พึ่งให้แก่ตน

             [๓๙๖] แม้ข้าวและน้ำมีมากแต่เราไม่ได้แจกจ่ายให้ทาน และไม่ได้ถวายอะไรแก่บรรพชิตผู้ปฏิบัติชอบ

             [๓๙๗] อยากทำแต่กรรมที่คนดีไม่พึงทำ เป็นคนเกียจคร้าน ใคร่แต่ความสำราญและกินจุ แม้ผู้ที่ให้ก้อนข้าวปฏิคาหกเพียงคำหนึ่ง ตนก็ยังด่า

             [๓๙๘] เรือน คนรับใช้ชายหญิง และผ้าอาภรณ์เหล่านั้นเป็นของพวกเรา แต่คนเหล่าอื่นเอาไปใช้สอย พวกเราจึงประสบแต่ทุกข์

             [๓๙๙] ช่างจักสานก็ดี ช่างหนังก็ดี คนประทุษร้ายมิตรก็ดี คนจัณฑาลก็ดี คนกำพร้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี มักถูกดูหมิ่นอยู่ร่ำไป

             [๔๐๐] เปรตทั้งหลายจุติจากเปตวิสัยแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลเหล่านั้น ซึ่งเป็นตระกูลต่ำและขัดสน นี้เป็นที่เกิดสำหรับคนตระหนี่

             [๔๐๑] ส่วนคนทั้งหลายทำความดีไว้ในชาติปางก่อน มีปกติให้ ปราศจากความตระหนี่ พวกเขาย่อมทำสวรรค์ให้เต็มบริบูรณ์ และเปล่งรัศมีสว่างไสวทั่วนันทวัน

             [๔๐๒] บริโภคกามคุณตามความปรารถนา รื่นรมย์ในเวชยันตปราสาท จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคสมบัติมาก

             [๔๐๓] คือ เกิดในตระกูลแห่งบุคคลผู้มีบริวารยศ ซึ่งมีคนถือพัดแววหางนกยูง คอยพัดอยู่บนบัลลังก์ที่ปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ในเรือนยอดและปราสาทราชมนเทียร

             [๔๐๔] (ในเวลาเป็นทารก) ก็ทัดทรงดอกไม้ ตบแต่งร่างกาย หมู่ญาติและพี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม เหล่าพี่เลี้ยงนางนมปรารถนาความสุข พากันบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็น

             [๔๐๕] ป่าใหญ่ของเหล่าเทพชั้นดาวดึงส์ซึ่งปราศจากความเศร้าโศก น่ารื่นรมย์ยินดี เป็นสถานที่ซึ่งดิฉันได้แล้วนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่ย่อมมีแก่ผู้ที่ทำบุญไว้เท่านั้น

             [๔๐๖] ส่วนผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมไม่มีความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า แต่ผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า

             [๔๐๗] ผู้ปรารถนาจะอยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์เหล่านั้น ต้องทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าเหล่าชนผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ร่าเริงบันเทิงอยู่ในสวรรค์

อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑ จบ

------------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓

๑. อภิชชมานเปตวัตถุ

               จูฬวรรคที่ ๓               
               อรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑               

               เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตพรานตนหนึ่ง ดังนี้.
               ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสีได้มีพรานคนหนึ่งอยู่ในบ้านชื่อว่าจุนทัฏฐิละ เลยวาสภคาม ฝั่งแม่น้ำคงคาในด้านอีกทิศหนึ่ง. เขาล่าเนื้อในป่าย่างเนื้อล่ำๆ กิน ที่เหลือเอาห่อใบไม้หามมาเรือน. พวกเด็กเล็กๆ เห็นเขาที่ประตูบ้านจึงวิ่งเหยียดมือร้องขอว่า จงให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน. เขาได้ให้เนื้อแก่เด็กเหล่านั้นคนละน้อยๆ.
               ภายหลังวันหนึ่ง พวกเด็กเห็นเขาที่ประตูบ้าน ผู้ไม่ได้เนื้อ ประดับดอกราชพฤกษ์และหอบเอาไปบ้านเป็นจำนวนมาก จึงวิ่งเหยียดมือร้องขอว่า จงให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน เขาได้ให้ดอกนมแมวแก่เด็กเหล่านั้นคนละดอก.
               ครั้นสมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดในหมู่เปรต เป็นผู้เปลือยกายมีรูปน่าเกลียด เห็นเข้าน่าสะพึงกลัว ไม่รู้จักข้าวและน้ำแม้แต่ในความฝัน ทัดทรงกำดอกราชพฤกษ์และดอกโกสุมบนศีรษะ คิดว่าเราจักได้อะไรๆ ในสำนักของพวกญาติในจุนทัฏฐิลคาม เมื่อน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไม่ขาดสาย จึงเดินทวนกระแสน้ำไป.
               ก็สมัยนั้น อำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ชื่อว่าโกลิยะ ปราบปัจจันตนครซึ่งกำเริบเสิบสานให้สงบแล้วก็กลับมา จึงส่งพลบริวารมีพลช้าง และพลม้าเป็นต้นไปทางบก ส่วนตนเองมาทางเรือตามกระแสแม่น้ำคงคา เห็นเปรตนั้นกำลังเดินไปอย่างนั้น.
               เมื่อจะถาม จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายเดินไปในน้ำที่ไหลไม่ขาดสายในแม่น้ำคงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน.
               เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้านจุนทัฏฐิละอันอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุงพาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้กรุงพาราณสี ก็มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่าโกลิยะ เห็นเปรตนั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสตูและคู่ผ้าสีเหลืองแก่เปรตนั้น เมื่อเรือหยุดเดินได้ให้ข้าวสตูและคู่ผ้าแก่อุบาสกช่างกัลบก เมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะให้ช่างกัลบกแล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์.
               ทักษิณาย่อมสำเร็จแก่เปรตนั้นผู้อยู่ในที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญาพึงให้ทักษิณบ่อยๆ เพื่ออนุเคราะห์แก่เปรตทั้งหลาย.
               ลำดับนั้น โกลิยมหาอำมาตย์นั้น เมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้นจึงให้สำเร็จทานวิธีมาตามกระแสน้ำ เมื่อพระอาทิตย์อุทัยได้ถึงกรุงพาราณสี.
               ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทางอากาศ เพื่ออนุเคราะห์เปรตเหล่านั้น ได้ประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำคงคา.
               ฝ่ายโกลิยมหาอำมาตย์ลงจากเรือแล้วหรรษาร่าเริง นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์.
               พระศาสดาทรงรับด้วยดุษณีภาพ.
               โกลิยมหาอำมาตย์นั้นได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว จึงให้สร้างสาขามณฑปใหญ่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ในขณะนั้นนั่นเอง ให้ประดับประดาด้วยผ้าต่างชนิดอันวิจิตรด้วยสีย้อมต่างๆ ทั้งเบื้องบนและด้านข้างๆ ทั้ง ๔ ด้าน ได้ให้ปูอาสนะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้น.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ตบแต่งไว้.
               ลำดับนั้น มหาอำมาตย์นั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลคำที่ตนกล่าวและคำโต้ตอบของเปรตในหนหลังแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ขอสงฆ์จงมา. พร้อมกับที่พระองค์ทรงพระดำรินั่นแล ภิกษุสงฆ์อันพุทธานุภาพกระตุ้นเตือน จึงพากันแวดล้อมพระธรรมราชา ดุจฝูงหงส์ทองพากันแวดล้อมพญาหงส์ธตรฐ.
               ในขณะนั้นนั่นเอง มหาชนพากันประชุมด้วยถ้อยคำ จักมีพระธรรมเทศนาอันยิ่ง.
               มหาอำมาตย์เห็นด้วยดังนั้นมีจิตเลื่อมใส จึงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำด้วยขาทนียะและโภชนียะอันประณีต.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว เพื่ออนุเคราะห์มหาชนจึงทรงอธิษฐานว่า ขอคนชาวบ้านใกล้กรุงพาราณสีจงประชุมกันเถิด. ก็มหาชนทั้งหมดนั้นได้ประชุมกันด้วยกำลังพระฤทธิ์. และพระองค์ได้ทรงทำเปรตเป็นอันมากให้ปรากฏแก่มหาอำมาตย์.
               บรรดาเปรตเหล่านั้น บางพวกนุ่งผ้าท่อนเก่าขาดวิ่น บางพวกเอาผมของตนเองปิดอวัยวะที่ละอาย บางพวกเปลือยกายมีรูปเหมือนตอนเกิด ถูกความหิวกระหายครอบงำ มีหนังหุ้มห่อไว้ มีร่างกายเพียงแต่กระดูก เที่ยวหมุนเคว้งไปข้างโน้นข้างนี้ ปรากฏแก่มหาชนโดยประจักษ์
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิสังขาร คือบันดาลด้วยพระฤทธิ์ โดยประการที่เปรตเหล่านั้นประชุมพร้อม กันประกาศความชั่วที่ตนทำแก่มหาชน.
               พระสังคีติกาจารย์ เมื่อจะแสดงเนื้อความนั้นจึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
               เปรตเหล่าอื่น บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง บางพวกนุ่งผม หลีกไปยังทิศน้อยทิศใหญ่เพื่อหาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกล ไม่ได้ก็กลับมา บางพวกสลบแล้ว เพราะความหิวกระหาย นอนกลิ้งเกลือกบนพื้นดิน บางพวกล้มลงที่แผ่นดินในที่ที่ตนวิ่งไปนั้น ร้องไห้ร่ำไรว่า เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้ในกาลก่อน จึงได้ถูกไฟคือความหิว ความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาในที่ร้อน
               เมื่อก่อน พวกเรามีธรรมอันลามก เป็นหญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อไทยธรรมทั้งหลายมีอยู่ ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน. เออ ก็ข้าวและน้ำมีมาก แต่เราไม่ทำการแจกจ่ายให้ทานและไม่ได้ให้อะไรๆ ในบรรพชิตผู้ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีเขาไม่ทำ เกียจคร้าน ใคร่แต่ความสำราญและกินมาก ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่ง ด่าว่าปฏิคาหกผู้รับโภชนะ.
               เรือน ทาส ทาสีและเครื่องอาภรณ์ของเราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา พวกเขาไปบำเรอคนอื่นหมด พวกเรามีแต่ส่วนของความทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้วจักไปเกิดในตระกูลอันต่ำช้าเลวทราม คือตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลนายพราน ตระกูลคนจัณฑาล ตระกูลคนกำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี่เป็นคติของความตระหนี่.
               ส่วนทายกทั้งหลายผู้ได้ทำกุศลไว้ในชาติก่อน ปราศจากความตระหนี่ ย่อมทำสวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมทำสวนนันทนวันให้สว่างไสว รื่นรมย์อยู่เวชยันตปราสาท สำเร็จความปรารถนาในสิ่งที่น่าใคร่.
               ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือในตระกูลคนมีเรือนยอด และปราสาทราชมณเฑียร มีบัลลังก์ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ มีเหล่าบุรุษและสตรีถือพัดอันประดับด้วยแววหางนกยูง คอยพัดอยู่. ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย หมู่ญาติ พี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม ไม่ต้องลงสู่พื้นดิน อันชนผู้ปรารถนาความสุขเข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็นตลอดชาติ.
               สวนใหญ่ของเทวดาเหล่าไตรทศชื่อว่านันทนวัน เป็นสถานที่ไม่เศร้าโศก น่ารื่นรมย์นี้ ย่อมไม่มีแก่ชนผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ความ สุขในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแต่คนผู้ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาเหล่าไตรทศ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคลผู้ทำบุญไว้ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ เพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร ตามควรแก่อัธยาศัยของมหาชนผู้ประชุมกันในที่นั้น มีโกลิยอำมาตย์เป็นประมุข ผู้มีใจสลด ในเมื่อเปรตเหล่านั้นประกาศถึงคติของกรรมที่ตนทำไว้โดยทั่วไป และคติของบุญกรรมด้วยประการอย่างนี้.
               ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ตรัสรู้ธรรมฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑               
               -----------------------------------------------------