นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย เมื่อผลการศึกษาทั่วประเทศที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ชี้ชัดว่าอัตราการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีลดลงอย่างฮวบฮาบ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่านโยบายคัดกรองและป้องกันที่ดำเนินมานานหลายสิบปีได้ผลจริง จากการสำรวจประชากรกว่า ๖,๐๐๐ คนใน ๔ ภูมิภาค พบว่าอัตราการติดเชื้อในปัจจุบันเหลือเพียง ๐.๕๖% เท่านั้น ลดลงจาก ๒.๑๕% ในปี ๒๕๔๗ และ ๐.๙๔% ในปี ๒๕๕๗ ความสำเร็จนี้ยิ่งน่าจับตา เมื่อเทียบกับสถานการณ์โลกที่องค์การอนามัยโลกยังคงรายงานผู้เสียชีวิตจากไวรัสตับอักเสบสูงถึง ๑.๓ ล้านคนต่อปี (ข้อมูลจาก healio.com) ทำให้เส้นทางของไทยกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ (nature.com)
ไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งมักถูกขนานนามว่าเป็น “ภัยเงียบ” ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลก เนื่องจากผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการใด ๆ จนกระทั่งตับถูกทำลายไปมากแล้ว ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานอย่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงผลักดันการคัดกรองเชิงรุก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูงและผู้ที่เกิดก่อนปี ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นปีก่อนที่ไทยจะเริ่มฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีให้ทารกแรกเกิดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขก็เดินหน้านโยบาย “ตรวจเร็ว รักษาไว” ผ่านบริการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว การตรวจยืนยันด้วยเทคนิคทางพันธุกรรม และการรับประกันให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาต้านไวรัสประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ถึง ๙๕% (dndi.org)
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับประเทศไทย
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังอาจลุกลามไปสู่ภาวะตับแข็ง มะเร็งตับ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ที่ผ่านมา โรคนี้สร้างภาระหนักให้กับกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ เช่น ผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยฟอกไต และผู้ต้องขัง ข้อมูลย้อนหลังสิบปีชี้ว่า ในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเคยมีอัตราการติดเชื้อสูงถึง ๙๒.๕% และผู้ป่วยบางกลุ่มก็มีอัตราติดเชื้อสูงเป็นเลขสองหลักมาหลายปี (nature.com) สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการขยายบริการคัดกรองให้ครอบคลุม กำหนดให้โรงพยาบาลทุกแห่งต้องตรวจเลือด และปรับลดราคายาผ่านโครงการของ สปสช.
ไฮไลต์สำคัญจากการสำรวจปี ๒๕๖๗
- มีผู้เข้าร่วมเพียง ๐.๑๘% เท่านั้นที่ตรวจพบแอนติบอดีต่อไวรัสตับอักเสบซี และในกลุ่มคนที่เกิดหลังปี ๒๕๓๕ อัตรายิ่งต่ำมาก สะท้อนว่าความเสี่ยงในการติดเชื้อของคนรุ่นใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- เมื่อปรับข้อมูลตามโครงสร้างประชากร คาดว่ามีคนไทยประมาณ ๓๖๔,๐๐๐ คน ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบซี และในจำนวนนี้มีไม่ถึง ๒๓๒,๐๐๐ คนที่เชื้อยังคงแบ่งตัวอยู่ หากเทียบกับปี ๒๕๔๗ ที่มีผู้ติดเชื้อเกือบ ๑.๔ ล้านคน จะเห็นได้ถึงบทบาทสำคัญของการคัดกรองอย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้ และมาตรการความปลอดภัยทางการแพทย์
ทีมนักวิจัยด้านไวรัสวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า “นโยบายการตรวจคัดกรองและป้องกันเชิงรุกส่งผลให้อัตราการติดเชื้อในประชากรไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” พร้อมชี้ว่า แม้กลุ่มเด็กและเยาวชนจะมีความชุกของเชื้อต่ำมาก แต่กลุ่มคนไข้อายุ ๓๒ ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในต่างจังหวัดและภาคเหนือ ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญในการเข้ารับการคัดกรอง “เป้าหมายในการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปนั้นใกล้ความจริงเข้ามาทุกที แต่เรายังต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ที่เกิดก่อนปี ๒๕๓๕ และกลุ่มเสี่ยงดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง” (อ้างอิง nature.com)
ทิศทางในอนาคตและความท้าทาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจากกรมควบคุมโรคย้ำว่า ยังต้องเฝ้าระวังกลุ่มประชากรที่อาจเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขหรือตกหล่นจากระบบการคัดกรอง ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ยกย่องประเทศไทยให้เป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีมาตรการคัดกรองโลหิตที่เข้มแข็ง และมีการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ ด้านโฆษกของรัฐบาลไทยเน้นย้ำว่า “ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐ นักวิชาการ และชุมชน คือบทพิสูจน์ว่าเป้าหมายการกำจัดไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปจากประเทศไทยนั้นสามารถทำให้เป็นจริงได้”
สิทธิการรักษาและการเข้าถึงบริการ
ปัจจุบัน สปสช. ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยและยาต้านไวรัสสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังทุกสิทธิ โดยไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอีกต่อไป มีการนำยาโซฟอสบูเวียร์/เวลแพทาสเวียร์ (SOF/VEL) เข้ามาในระบบตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ และสนับสนุนการใช้ยาสามัญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้เวลารักษาด้วยยาชนิดเม็ดเพียง ๑๒ สัปดาห์ ก็สามารถหายขาดได้ถึง ๙๕–๑๐๐% โดยมีผลข้างเคียงต่ำ นอกจากนี้ สปสช. และหน่วยงานในพื้นที่ยังคงเดินหน้าขยายบริการให้เข้าถึงชุมชนทั้งในเมืองและชนบท เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม
บทบาทของภาคประชาชนและสังคม
พลังของภาคประชาชนและสังคมก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้ เห็นได้จากการจัดกิจกรรมรณรงค์ในวันตับอักเสบโลก (๒๘ กรกฎาคม) ซึ่งช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันและการตรวจคัดกรองให้กว้างขวางขึ้น เนื่องจากไวรัสชนิดนี้ติดต่อผ่านทางเลือดที่มีเชื้อ แม้ในปริมาณน้อยนิด เช่น การใช้เข็มฉีดยาซ้ำ อุปกรณ์การแพทย์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือการใช้มีดโกนร่วมกัน การส่งเสริมให้เคารพความเป็นส่วนตัวและลดการตีตราผู้ป่วยโรคตับก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขเป็นกำลังหลักในการกระจายข้อมูลข่าวสาร นัดหมายการคัดกรอง และติดตามดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ห่างไกล
ไทยในบริบทภูมิภาคและโลก
ประสบการณ์ของไทยโดดเด่นขึ้นมาเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งยังคงเผชิญกับอัตราการติดเชื้อที่สูง ระบบการคัดกรองที่จำกัด และการเข้าถึงยาที่ทันสมัยน้อยกว่า ในขณะเดียวกัน ความสำเร็จของอียิปต์ที่สามารถลดอัตราการติดเชื้อจาก ๑๐% เหลือเพียง ๐.๓๘% ภายใน ๑๐ ปี ผ่านการรณรงค์ระดับชาติ ก็กลายเป็นต้นแบบสำคัญของโลก ทำให้ไทยกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผสมผสานเทคโนโลยีและระบบสาธารณสุขได้อย่างลงตัว และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนานาประเทศในภูมิภาค
ข้อควรระวังและข้อเสนอสำหรับคนไทย
ประเทศไทยยังต้องเฝ้าระวังในกลุ่มผู้ที่เกิดก่อนปี ๒๕๓๕ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากการได้รับเลือดหรือใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ในยุคก่อน หรือมีประวัติใช้สารเสพติดชนิดฉีด หรือเคยถูกคุมขัง กลุ่มคนเหล่านี้ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ สปสช. และกระทรวงสาธารณสุขยังแนะนำให้ผู้ที่มีค่าการทำงานของตับผิดปกติ สตรีมีครรภ์ และผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยเช่นกัน ในอนาคตอันใกล้ อาจมีชุดตรวจด้วยตนเองในราคาที่เข้าถึงได้วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (dndi.org) ซึ่งจะยิ่งช่วยให้การตรวจคัดกรองเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น
งานวิจัยและข้อเสนอเชิงนโยบายต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ของไทยชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หากขาดการติดตามอย่างเข้มข้น ความก้าวหน้าก็อาจชะลอตัวลงได้
สาระสำคัญที่คนไทยต้องรู้: ไวรัสตับอักเสบซีรักษาให้หายขาดได้ การตรวจพบแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาจากกรมควบคุมโรคฝากข้อความถึงประชาชนว่า “เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรู้สถานะของตัวเอง รีบไปตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน ๓๒ ปี หรือมีปัจจัยเสี่ยง การรักษาในปัจจุบันนั้นรวดเร็ว ง่าย และได้ผลดีมาก สามารถหายขาดได้ในเวลาเพียงสามเดือน”
ข้อแนะนำสำหรับคนไทย
- หากคุณเกิดก่อนปี ๒๕๓๕ หรือเคยมีพฤติกรรมเสี่ยง (เช่น เคยรับเลือด เคยใช้สารเสพติดชนิดฉีด) ให้ติดต่อขอรับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีได้ฟรีที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน
- ชวนคนใกล้ตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ให้ตรวจคัดกรองเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี
- ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น เข็มฉีดยา มีดโกน แปรงสีฟัน และเลือกรับบริการสักหรือเจาะร่างกายจากสถานบริการที่ได้มาตรฐานและบุคลากรที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง
- หากตรวจพบว่าติดเชื้อ ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ซึ่งครอบคลุมในระบบ สปสช.
- ติดตามข่าวสารที่เชื่อถือได้ จากกระทรวงสาธารณสุข หรือสอบถามข้อมูลจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)
- ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ด้วยการพูดคุยสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพตับ และสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยต่อไป
วันนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของเอเชียที่จ่อคิวขจัดไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปจากการเป็นปัญหาสาธารณสุข เรื่องราวของไทยคือความหวังและต้นแบบที่จับต้องได้สำหรับภูมิภาคและทั่วโลก พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยความร่วมมือที่แข็งขัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และการมีส่วนร่วมของชุมชน โรคระบาดเงียบที่หลายคนเคยหวาดกลัว อาจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตได้ในไม่ช้า
แหล่งอ้างอิง
- สำรวจระดับชาติเปรียบเทียบการลดลงของไวรัสตับอักเสบซีในไทย ๒๕๔๗, ๒๕๕๗ และ ๒๕๖๗
- วันไวรัสตับอักเสบโลก ๒๕๖๘: จังหวะสำคัญของการขจัดไวรัสตับอักเสบ
-
[โครงการวิจัยและพัฒนา ๒๕๖๘: ไวรัสตับอักเสบซี DNDi](https://dndi.org/news/2025/2024-rd-programmes-in-review-hepatitis-c/) - การขจัดไวรัสตับอักเสบต้องอาศัยความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุข
- ไวรัสตับอักเสบซีในไทย: อัตราและแนวโน้ม
- WHO: รายงานไวรัสตับอักเสบโลก ๒๕๖๗
- ไวรัสตับอักเสบซี: โรคเงียบที่คุณอาจมองข้าม ครั้งสุดท้ายที่คุณตรวจเมื่อไร? (WLTX)