วงการแพทย์กำลังมีแนวทางใหม่ในการรับมือกับอาการปวดเรื้อรัง โดยมีหลักฐานชี้ชัดว่ากระบวนการทางจิตบำบัด เช่น การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT), การบำบัดด้วยการยอมรับและสร้างความมุ่งมั่น (ACT) และการบำบัดเพื่อปรับกระบวนการรับรู้ความเจ็บปวด (PRT) สามารถช่วยให้ผู้ป่วยหลากหลายกลุ่มรับมือกับความทรมานได้ดีขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นความหวังครั้งใหม่สำหรับชาวไทยหลายล้านคนที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดไม่รู้จบ ซึ่งการรักษาด้วยยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป (Washington Post)
อาการปวดเรื้อรัง คือภาวะที่ความเจ็บปวดคงอยู่นานเกิน ๓ เดือน ซึ่งกระทบประชากรโลกราว ๘–๑๑% และมีแนวโน้มสูงขึ้นในประเทศอุตสาหกรรม สำหรับในไทย อาการปวดหลัง ปวดศีรษะ และโรคทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ผู้คนต้องไปพบแพทย์ (Wikipedia) ความเจ็บปวดที่ต่อเนื่องยาวนานนี้ส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า ปัญหาการนอนหลับ และคุณภาพชีวิตที่ลดลง ที่ผ่านมาการรักษามักมุ่งเน้นไปที่ยาแก้ปวด ตั้งแต่พาราเซตามอลไปจนถึงกลุ่มโอปิออยด์ แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับผู้ป่วยบางรายที่อาจนำไปสู่การใช้ยาเกินขนาด การเสพติด หรือยาหมดฤทธิ์เมื่อเวลาผ่านไป
หลักฐานทางวิชาการชิ้นใหม่ๆ ชี้ว่า จิตบำบัดอย่าง CBT, ACT และ PRT สามารถฝึกให้สมองตีความและตอบสนองต่อสัญญาณความเจ็บปวดในรูปแบบใหม่ได้ งานวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA เมื่อปี ๒๕๖๘ พบว่าการบำบัดด้วย CBT ผ่านระบบออนไลน์ (Telehealth) มีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการปวดเรื้อรังในฐานะการรักษาลำดับแรกที่ไม่ใช้ยา แม้ในผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข (PubMed) ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ความปวดจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งอธิบายว่า “มิติทางจิตใจของความเจ็บปวดมักเป็นสิ่งที่ถูกมองข้ามไป พอเราช่วยให้คนไข้จัดการกับความกลัว ความเครียด และความคิดแง่ลบได้ คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
CBT ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกวิจัยมากที่สุด จะเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิดแง่ลบที่ทำให้ความเจ็บปวดยิ่งเลวร้ายลง เช่น ความเชื่อที่ว่า “ป่วยแล้วไม่มีทางหาย” ไปสู่มุมมองที่เป็นจริงและสร้างสรรค์มากขึ้น พร้อมทั้งสอนทักษะการผ่อนคลายและกระตุ้นให้ผู้ป่วยค่อยๆ กลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ทีละน้อย เพื่อทลายวงจรของความกลัวและการหลีกเลี่ยงที่มักเกิดจากความเจ็บปวด (Wikipedia)
สำหรับแนวทาง ACT จะต่อยอดจาก CBT โดยสอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะ “ยอมรับ” และอยู่กับความเจ็บปวด โดยไม่ต้องพยายามต่อสู้เพื่อกำจัดมันออกไปจนหมดแรง แต่ใช้สติ สมาธิ และการตั้งเป้าหมายที่มีคุณค่าในชีวิตเป็นเครื่องนำทาง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความหมายได้แม้จะยังมีความเจ็บปวดอยู่ (Wikipedia) แนวคิดนี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี ๒๕๒๓ และได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ในการบำบัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ส่วน PRT แม้จะเป็นแนวทางที่ใหม่กว่า แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะมุ่งเน้นการฝึกสมองให้ “เลิก” ตอบสนองต่อสัญญาณความเจ็บปวดในแบบที่คุ้นเคย โดยอาศัยเทคนิคที่ช่วยให้ผู้ป่วยมองว่าความเจ็บปวดนั้นไม่อันตราย และไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตหรือตัวตน (Wikipedia) ปัจจุบันแนวทางปฏิบัติระดับสากลแนะนำให้ใช้จิตบำบัดเหล่านี้ร่วมกับการออกกำลังกายและการสนับสนุนทางสังคม เพื่อให้เกิดการฟื้นตัวที่ยั่งยืน โดยต้องปรับให้เข้ากับบริบทความเชื่อและจุดแข็งของผู้ป่วยแต่ละราย
สำหรับประเทศไทย องค์ความรู้ใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอาการปวดร่วมด้วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ข้อเสื่อม หรือผลกระทบจากอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ที่เป็นสาเหตุสำคัญของความพิการ ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความปวดในพื้นที่ห่างไกลยังมีไม่เพียงพอ เทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยให้เข้าถึงการบำบัดแบบ CBT หรือ ACT ผ่านระบบออนไลน์หรือแอปพลิเคชันจึงเป็นทางออกที่มีศักยภาพ โดยมีงานวิจัยในปี ๒๕๖๘ ยืนยันว่าโปรแกรม CBT ทางไกลให้ผลดีแม้ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และสามารถนำมาปรับใช้กับระบบสาธารณสุขดิจิทัลของไทยได้ (JAMA Clinical Trial)
บุคลากรสาธารณสุขของไทยเองก็ได้เริ่มนำแนวคิดเรื่องสติ สมาธิ และการยอมรับแบบ ACT มาประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลบ้างแล้ว เช่น โครงการฟื้นฟูผู้ป่วยในจังหวัดเชียงใหม่ โดยนักจิตวิทยาอาวุโสท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “คนไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับหลักการของสติและการยอมรับตามวิถีพุทธอยู่แล้ว การนำหลักการเหล่านี้มาผสมผสานในกระบวนการบำบัด จึงไม่เพียงช่วยให้คนไข้รู้สึกเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของตน แต่ยังเป็นการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว”
แม้จะมีข้อถกเถียงว่าจิตบำบัดอาจไม่สามารถลดความเจ็บปวดได้เท่ากับการใช้ยา แต่สมาคมวิชาชีพด้านความปวดระดับโลกต่างเน้นย้ำว่า จิตบำบัดควรถูกนำมาใช้ “ร่วมกับ” การดูแลทางการแพทย์อื่นๆ ไม่ใช่เพื่อ “ทดแทน” ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงปัญหาการใช้ยาเกินความจำเป็นและวิกฤตโอปิออยด์ที่กำลังเป็นประเด็นน่ากังวลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Washington Post Well+Being)
ความท้าทายสำคัญในอนาคตคือการสร้างความเข้าใจและทลายอคติต่อการบำบัดทางจิตใจที่เกี่ยวกับความเจ็บปวด เนื่องจากคนไทยจำนวนมากยังยึดติดกับค่านิยมที่ต้องอดทนและไม่กล้าขอความช่วยเหลือด้านจิตใจ ดังนั้น การสื่อสารรณรงค์ด้านสุขภาพ โครงการในชุมชน และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องผ่านช่องทางออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างทัศนคติใหม่ และย้ำเตือนว่าความเจ็บปวดเรื้อรังและผลกระทบทางใจเป็นเรื่องที่ทุกคนควรตระหนักและเข้าถึงการดูแลรักษาอย่างจริงจัง
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ อาจเริ่มจากการมองหาคลินิกรักษาความปวดที่มีทีมสหสาขาวิชาชีพ ลองปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกการบำบัดทางจิตใจผ่านระบบออนไลน์หากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์สุขภาพที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ องค์กรในชุมชนยังสามารถมีบทบาทในการช่วยเผยแพร่ความรู้และลดอคติในสังคมได้
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดได้ตอกย้ำว่าความหวังที่จะหลุดพ้นจากวงจรปวดเรื้อรังนั้นเป็นไปได้ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาหรือการรักษาทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการใช้พลังของจิตใจและสมองในการปรับตัวเพื่อทวงคืนชีวิตที่สมบูรณ์กลับมา เมื่อประเทศไทยก้าวสู่ระบบสุขภาพแบบผสมผสานที่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ระดับสากล อาการปวดเรื้อรังก็อาจไม่ใช่ข้อจำกัดของชีวิตอีกต่อไป
แหล่งข้อมูล
- Washington Post – สามเทคนิคช่วยรับมือความปวดเรื้อรัง
- JAMA Clinical Trial: เทคโนโลยีสุขภาพและ CBT ออนไลน์สำหรับการปวดเรื้อรัง
- Wikipedia: การบำบัดความคิดและพฤติกรรมสำหรับอาการปวดเรื้อรัง
- Wikipedia: การบำบัดแบบยอมรับและมุ่งมั่น (ACT)
- Wikipedia: การบำบัดเปลี่ยนแปลงวิธีรับรู้ความเจ็บปวด (PRT)
- Washington Post Well+Being