ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองทั่วโลก และจุดชนวนให้เกิดการถกเถียงครั้งสำคัญว่า มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทรับผิดชอบต่อสุขภาวะทางใจของนักศึกษามากน้อยเพียงใด งานวิจัยชิ้นใหม่ๆ คดีความที่สังคมให้ความสนใจ และความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปฏิรูปนโยบายทั้งในต่างประเทศและในไทย แต่ถึงกระนั้น นักศึกษา ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงต้องหาคำตอบที่ชัดเจนว่า “ขอบเขตความรับผิดชอบในการดูแล” ของมหาวิทยาลัยในทางปฏิบัติคืออะไร และจะสร้างระบบที่ยั่งยืนได้อย่างไร
รายงานเจาะลึกจาก BBC เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เผยให้เห็นเสียงสะท้อนที่น่าผิดหวังจากประสบการณ์ของนักศึกษาหลายคนต่อบริการสุขภาพจิตในมหาวิทยาลัยที่สหราชอาณาจักร เช่น กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยนอตติงแฮมซึ่งมีประวัติป่วยด้วยโรควิตกกังวลและเคยทำร้ายตัวเอง เมื่อเข้าไปขอความช่วยเหลือกลับรู้สึกเหมือนถูก “โยนไปโยนมา” โดยไม่มีใครรับเป็นเจ้าของปัญหาอย่างจริงจัง ขณะที่อีกกรณีสะท้อนว่าการช่วยเหลือเป็นเพียง “สูตรสำเร็จ” แค่แนะนำให้เข้าไปดูเว็บไซต์ โดยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหราชอาณาจักร ท่ามกลางกระแสความตระหนักรู้ด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก นักศึกษาทั้งในไทยและต่างชาติต่างต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล ทั้งจากการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย สภาพสังคมที่เปลี่ยนไปหลังยุคโควิด-19 และความตระหนักรู้ในปัญหาสุขภาพจิตของตนเองที่มากขึ้น แม้มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะพยายามทุ่มเทงบประมาณเพื่อสร้างโครงการดูแลสุขภาวะท่ามกลางข้อจำกัดทางการเงิน แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ว่า มหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพจิต หรือเป็นเพียงสะพานเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการภายนอก
ประเด็นนี้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างยิ่ง หลังเหตุการณ์น่าสลดใจที่นักศึกษาฆ่าตัวตายที่มหาวิทยาลัยบริสตอลในปี 2561 ซึ่งนำไปสู่การฟ้องร้องจากครอบครัวผู้เสียชีวิต ทำให้บทสนทนาขยายวงกว้างจากการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษา ไปสู่การตั้งคำถามถึงบทบาทและภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยโดยตรง ข้อมูลชี้ว่าระหว่างปี 2557 ถึง 2567 จำนวนนักศึกษาในสหราชอาณาจักรที่เปิดเผยว่าตนมีปัญหาสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 18-21 ปี ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของการก้าวเข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย ข้อมูลจาก Higher Education Statistics Agency พบว่าในปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาราว 122,430 คนจากทั้งหมด 2.9 ล้านคน ที่เผชิญปัญหาสุขภาพจิต สอดคล้องกับผลวิจัยในไทยที่พบว่านักศึกษาไทยราวร้อยละ 17 ถึง 40 มีอาการซึมเศร้าหรือความเครียด (PMC12001934, SAGE Journals)
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ยิ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรง เนื่องจากโครงสร้างบริการสุขภาพจิตในมหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน งานวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณในกลุ่มนักศึกษาไทยพบระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในระดับสูง โดยมีสาเหตุหลักจากความกดดันด้านการเรียน การปรับตัวเมื่อต้องจากบ้านมาไกล และผลกระทบระยะยาวจากการเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด-19 (JPSS, BriefLands) ในขณะเดียวกัน ค่านิยมแบบไทยที่เน้นการพึ่งพาครอบครัวและความเกรงใจผู้ใหญ่ ทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยลังเลที่จะเปิดเผยปัญหาหรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย เพราะกลัวจะเสียหน้าหรือถูกมองในแง่ลบ หลายคนจึงเลือกปรึกษาผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาเมื่อบริการในมหาวิทยาลัยบางแห่งยังไม่ครอบคลุมหรือเข้าถึงได้ยาก อย่างไรก็ตาม ด้วยทัศนคติของสังคมไทยที่เปิดกว้างต่อเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ทำให้เกิดแรงผลักดันให้มหาวิทยาลัยต้องกลายเป็น “ด่านแรก” ในการให้ความช่วยเหลือและส่งต่อไปยังบริการเฉพาะทางที่เหมาะสม
ทั่วโลก ความต้องการบริการสุขภาพจิตแซงหน้าทรัพยากรที่มี ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยในอังกฤษทุ่มงบด้านสุขภาวะเพิ่มขึ้นถึง 73% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้เกือบครึ่งหนึ่งต้องเผชิญภาวะขาดดุลงบประมาณ (BBC News) ส่วนในสหรัฐอเมริกา มีนักศึกษาเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ใช้บริการให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งที่เกือบครึ่งหนึ่งยอมรับว่าตนเองมีปัญหาด้านสุขภาพจิต (Inside Higher Ed) สถาบันหลายแห่งจึงเริ่มหันมาใช้โมเดลเพื่อนช่วยเพื่อน หรือบริการออนไลน์เพื่อขยายการเข้าถึง แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดด้านคุณภาพและประสิทธิผล สำหรับในไทย พบว่าการขยายศูนย์ให้คำปรึกษาอย่างรวดเร็วอาจส่งผลให้คุณภาพและการเข้าถึงยังไม่ทั่วถึงและสม่ำเสมอ (SAGE Journals)
ผลกระทบจากโควิด-19 ยังคงปรากฏชัดเจน นักศึกษายุคหลังล็อกดาวน์มักเผชิญปัญหาการพัฒนาทักษะทางสังคม เช่น การเข้าสังคม และการใช้ชีวิตอย่างอิสระ หัวหน้าศูนย์กิจการนักศึกษาแห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักรสะท้อนว่า นักศึกษาใหม่กลุ่มนี้ “ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะทางสังคม เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ในไทยเช่นกัน โดยพบว่าทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความวิตกกังวลในการเข้าสังคม และการจัดการอารมณ์ของนักศึกษาไทยยุคหลังโควิดมีแนวโน้มแย่ลง (PMC11196123) ผลที่ตามมาคือภาระหนักอึ้งตกอยู่กับอาจารย์ผู้ทำหน้าที่ดูแลนักศึกษา ซึ่งไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรง ทำให้ขาดความรู้และเครื่องมือในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปราะบาง และเพิ่มความเสี่ยงให้กับทุกฝ่าย
ประเด็นเรื่อง “หน้าที่ในการดูแล” (Duty of Care) กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก กลุ่มผู้ปกครองของนักศึกษาที่เสียชีวิตในอังกฤษได้ร่วมกันรณรงค์ผลักดันให้มีกฎหมายกำหนดบทบาทของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเกื้อหนุนนักศึกษาอย่างแท้จริง ในทางกลับกัน กลุ่มผู้บริหารและองค์กรสนับสนุนนักศึกษาอย่าง Amosshe กลับมองว่า ควรระมัดระวังการสร้าง “ความคาดหวังที่เกินจริง” เพราะบางปัญหาก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของมหาวิทยาลัย ล่าสุดได้มีคำพิพากษาให้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษจ่ายค่าเสียหาย 50,000 ปอนด์ ในคดีที่ละเลยนักศึกษาที่มีภาวะวิตกกังวลทางสังคม ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อนโยบายในอนาคต
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญเองก็แตกต่างกันไป บางส่วนเน้นย้ำถึงการส่งเสริมทักษะชีวิตและความยืดหยุ่นทางใจ (resilience) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ โดยไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของโรคทางจิตเวช แต่เสนอให้มี “โครงสร้างช่วยพยุง” (scaffolding) เพื่อรับมือกับแรงกดดันทั่วไปในชีวิตมหาวิทยาลัย ขณะที่อีกกลุ่มเห็นว่าควรเน้นสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานสาธารณสุข และชุมชน เพราะลำพังมหาวิทยาลัยไม่สามารถทดแทนระบบบริการสาธารณสุขเชิงลึกได้
ในไทย การถกเถียงกำลังขยายวงกว้างขึ้น ข้อมูลจากทีมนักวิจัยหลายสถาบันเสนอว่า ควรมีการสร้างระบบสนับสนุนแบบบูรณาการในระดับนโยบาย ตั้งแต่การลดอุปสรรคในการขอความช่วยเหลือ ไปจนถึงการเชื่อมโยงแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล บางมหาวิทยาลัยได้ริเริ่มจับมือกับสถานพยาบาลในพื้นที่ เพื่อเปิดช่องทางการส่งต่อนักศึกษาที่มีอาการรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว คล้ายกับโมเดล Greater Manchester Universities Mental Health Service ในอังกฤษ (BBC News) อย่างไรก็ตาม ความเหลื่อมล้ำระหว่างมหาวิทยาลัยประเภทต่างๆ ยังคงมีอยู่ และระบบสนับสนุนในแต่ละสถาบันยังขาดมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
บริบททางวัฒนธรรมไทยก็มีส่วนสำคัญ นักศึกษาในพื้นที่ต่างจังหวัดจำนวนไม่น้อยยังคงเลือกที่จะระบายปัญหาหรือขอคำปรึกษาจากครอบครัวหรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ มากกว่าผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัย ขณะที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่เริ่มส่งเสริมความรู้และปรับทัศนคติด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจัง แต่การตีตราก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ งานวิจัยล่าสุดในไทยจึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (mental health literacy) การส่งเสริมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน และการใช้แนวทางที่คำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม (BriefLands, SAGE Journals)
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับมหาวิทยาลัยไทย นักศึกษา และครอบครัว จากบทเรียนทั้งในและต่างประเทศ มีดังนี้
- ลงทุนและต่อยอดโครงการส่งเสริมสุขภาวะนักศึกษาที่อิงตามหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนเพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึง
- ติดอาวุธทางความรู้ให้อาจารย์ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการนักศึกษา ให้สามารถสังเกตสัญญาณเตือนและตอบสนองเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
- วางระบบส่งต่อนักศึกษาที่มีอาการรุนแรงไปยังผู้เชี่ยวชาญอย่างชัดเจนและเข้าถึงง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “หลุดจากระบบ”
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานสาธารณสุข ครอบครัว และชุมชน เพื่อขยายโครงข่ายการดูแลให้ครอบคลุม
- เพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตและลดอคติ ผ่านการจัดอบรม กิจกรรมรณรงค์ และบูรณาการความรู้ในกิจกรรมปฐมนิเทศและหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีทัศนคติแบบเดิม
- ประเมินและปรับปรุงระบบการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ โดยเปิดให้นักศึกษามีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการจริง
สำหรับนักศึกษาและครอบครัวในไทย การตระหนักรู้และป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ คือสิ่งสำคัญที่สุด การรู้จักสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพจิต การสนับสนุนให้คนใกล้ชิดกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ หรือการใช้บริการที่มีอยู่ทั้งในและนอกสถาบัน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล ผู้ปกครองและคณาจารย์ควรเปิดพื้นที่เพื่อพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างตรงไปตรงมา และย้ำว่าการดูแลสุขภาพใจคือความเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
หัวใจสำคัญสำหรับมหาวิทยาลัยคือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้นักศึกษาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาตนเองได้ กับการมอบความช่วยเหลืออย่างมีความรับผิดชอบ แม้ค่านิยมและบริบททางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่การดูแลความปลอดภัย สุขภาพจิต และความสำเร็จของนักศึกษา จะต้องเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน
สำหรับข้อมูลและคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่:
- กรมสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต
- ศูนย์ให้คำปรึกษาของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง
- องค์กรระดับนานาชาติ เช่น WHO’s Mental Health Programme และ The Jed Foundation (ecampusnews.com)