ทุกวันนี้ วัยรุ่นไทยและทั่วโลกต่างหันมาบริโภคโปรตีนเสริมกันอย่างแพร่หลาย ตามรอยอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย โค้ชกีฬา หรือแม้แต่ผู้ปกครองที่เชื่อว่า “ยิ่งกินโปรตีนเยอะ ยิ่งกล้ามใหญ่ สุขภาพดี” ทำให้ผลิตภัณฑ์โปรตีน ทั้งแบบเชค แบบแท่ง หรือผงชงดื่ม หาซื้อได้ง่ายดายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่เบื้องหลังกระแสนี้ งานวิจัยและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนว่า การบริโภคโปรตีนเสริมโดยขาดความเข้าใจหรือกินในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ใจร้อนอยากเห็นผลเร็ว

โซเชียลมีเดียปลุกกระแสปั้นหุ่น วัยรุ่นชายแห่ใช้โปรตีนเสริม

กระแสความนิยมนี้มีโซเชียลมีเดียเป็นเชื้อไฟสำคัญ ที่นำเสนอภาพนักกีฬากล้ามแน่นและสายฟิตเนสเป็นต้นแบบรูปร่างในฝัน จากผลสำรวจของโรงพยาบาลเด็กมอตต์แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา พบว่า 40% ของวัยรุ่นที่สำรวจเคยใช้โปรตีนเสริมในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยวัยรุ่นชายมีแนวโน้มบริโภคเป็นประจำมากกว่าวัยรุ่นหญิงถึงสองเท่า (NPR) ขณะที่ฝ่ายหญิงมักใช้เพื่อทดแทนมื้ออาหาร ฝ่ายชายกลับได้รับอิทธิพลจากโค้ช เพื่อนร่วมทีม และความอยากมีกล้ามโตตามที่เห็นในโลกออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ของไทย ก็เริ่มพบว่ามีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่สอบถามและหาซื้อโปรตีนเสริมตามฟิตเนส สโมสรกีฬา หรือแม้แต่ชมรมในโรงเรียน

เสี่ยงโภชนาการเสียสมดุล เมื่อวิถีกินแบบไทยเปลี่ยนไป

ประเด็นนี้ถือว่าน่ากังวลสำหรับสังคมไทย เพราะแม้การออกกำลังกายและดูแลสุขภาพจะเป็นเรื่องดี แต่การหันไปพึ่งโปรตีนเสริมแบบทันทีทันใดโดยขาดความรู้ความเข้าใจ อาจกลายเป็นดาบสองคมได้ วัฒนธรรมอาหารไทยดั้งเดิมที่เน้นความสมดุลของข้าว ผัก และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณที่พอเหมาะ อาจกำลังถูกแทนที่ด้วยกระแสตะวันตกและผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งเสี่ยงทำให้ร่างกายขาดสมดุลทางโภชนาการ วัยรุ่นไทยบางคนอาจถูกปลูกฝังความคิดว่าต้องอัดโปรตีนแบบฝรั่งถึงจะมีหุ่นดี โดยมองข้ามอาหารไทยใกล้ตัวที่ให้โปรตีนเพียงพออยู่แล้ว

ผลวิจัยชี้ชัด วัยรุ่นส่วนใหญ่ได้โปรตีนพอจากมื้ออาหารปกติ

ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า วัยรุ่นส่วนใหญ่ได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอจากมื้ออาหารปกติอยู่แล้ว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า แม้โปรตีนจะจำเป็นต่อร่างกาย แต่ความเชื่อผิดๆ ที่ว่า “ยิ่งเยอะยิ่งดี” กำลังระบาดอย่างหนัก ทั้งที่ความจริงแล้วควรเน้นการกินอาหารให้หลากหลายครบถ้วน “โปรตีนเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของสุขภาพดี แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นร่วมด้วย” (NPR)

ด้านนักโภชนาการเด็กจากโรงพยาบาลเด็กแห่งชาติของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่า ปริมาณโปรตีนที่แนะนำสำหรับวัยรุ่นคือประมาณ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตัวอย่างเช่น วัยรุ่นน้ำหนัก 68 กิโลกรัม ต้องการโปรตีนราว 68 กรัมต่อวัน ซึ่งหาได้ไม่ยากจากเนื้อไก่ โยเกิร์ต หรือถั่วในเมนูปกติ หากบริโภคเกิน 100 กรัมต่อวันอย่างต่อเนื่อง อาจสร้างภาระให้ไตและตับทำงานหนักเกินไป จนเกิดอาการแน่นท้องหรือปวดท้องได้

สำหรับบริบทของไทย มีงานวิจัยในกลุ่มผู้ใหญ่ที่อาศัยในกรุงเทพฯ พบว่าสัดส่วนการบริโภคโปรตีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ยุคปี 2500 เด็กไทยส่วนใหญ่จึงมักได้รับโปรตีนเทียบเท่าหรือมากกว่าคำแนะนำทางโภชนาการอยู่แล้ว (PMC research) ไม่ว่าจะเป็นหมู ปลา ไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอย่างเต้าหู้ ล้วนเป็นเมนูที่อุดมด้วยโปรตีนโดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริม อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นเดียวกันชี้ว่าความท้าทายด้านโภชนาการของไทยกลับเป็นการบริโภคผักและผลไม้ที่ยังน้อยเกินไป ซึ่งการได้รับโปรตีนสูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าสุขภาพจะดีเสมอไป

ความปลอดภัยและมาตรฐานที่น่าห่วง อย. ย้ำผู้ปกครองต้องเช็กให้ชัวร์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการกินผิดปกติในเยาวชนจากสหรัฐฯ เตือนว่า ผลิตภัณฑ์โปรตีนเสริมและอาหารเสริมจำนวนมาก ไม่ได้ผ่านการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดเหมือนยารักษาโรค “ยังไม่มีระบบตรวจสอบคุณภาพหรือรับรองความปลอดภัยที่ชัดเจน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสร้างกล้ามเนื้อ” จึงจำเป็นต้องอ่านฉลากและตรวจสอบที่มาให้ดี เนื่องจากเคยมีรายงานการปนเปื้อนของโลหะหนัก เชื้อจุลินทรีย์ หรือสารอันตรายอื่นๆ (NPR; Harvard Health)

ในประเทศไทย การกำกับดูแลอาหารเสริมอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งกำหนดให้การนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวต้องไม่เกินปริมาณที่กำหนด (Thai FDA) และผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องมีฉลากโภชนาการเป็นภาษาไทย แต่มาตรการตรวจสอบส่วนผสมเชิงลึกก่อนวางจำหน่ายยังอาจมีข้อจำกัด คำแนะนำสำหรับวัยรุ่นไทยจึงยังคงเป็นการรับโปรตีนราว 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากล (FAO) และจากข้อมูลที่พบว่าเด็กไทยทั้งในเมืองและต่างจังหวัดมักบริโภคเกินเกณฑ์อยู่แล้ว การซื้อโปรตีนเสริมจึงอาจไม่มีความจำเป็น

ผลเสียที่อาจตามมา: จากไต-ตับพัง สู่ภาวะขาดสารอาหารและพฤติกรรมการกินผิดปกติ

ผลการศึกษานานาชาติเตือนว่า โปรตีนผงหลายชนิดมีน้ำตาลหรือสารปรุงแต่งมากกว่าที่คิด บางรายงานชี้ว่าการบริโภคเวย์โปรตีนเกินขนาดเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ไตและตับของวัยรุ่นซึ่งยังพัฒนาไม่เต็มที่ต้องทำงานหนักเกินไป (Harvard Health; Canadian Science Publishing) ยิ่งไปกว่านั้น การหมกมุ่นกับการกินโปรตีนมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารจำเป็นชนิดอื่นๆ และเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้โปรตีนเสริมเพื่อลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี (Parents.com)

ที่น่ากังวลไปกว่านั้น คืองานวิจัยที่พบความเชื่อมโยงระหว่างเทรนด์โปรตีนเสริมกับการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้ชาย วัฒนธรรม “กล้ามใหญ่” ที่ส่งผ่านมาทางของเล่นซูเปอร์ฮีโร่และโซเชียลมีเดีย กำลังสร้างแรงกดดันด้านรูปร่างให้วัยรุ่นชายไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผสมโรงกับค่านิยม “ผอมบาง” แบบไทยๆ และอิทธิพลจากตะวันตกที่ถาโถมเข้ามา

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง ครู และเยาวชนไทย

ผู้ปกครองและครูควรใส่ใจทัศนคติของเด็กที่มีต่ออาหารและอาหารเสริม โดยยึดหลักความสมดุล “โปรตีนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของจานอาหารสุขภาพ แต่หากมากเกินไปก็อาจให้โทษมากกว่าให้คุณ” นักโภชนาการแนะนำให้เน้นอาหารจากธรรมชาติในครัวไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ปลา ไข่ เต้าหู้ ไก่ หมู นม และผักผลไม้ พร้อมทั้งสอนให้หลีกเลี่ยงการอดอาหารหรือกินตามกระแสในโซเชียลมีเดียอย่างไร้เหตุผล

เด็กไทยและครอบครัวควรตระหนักว่าอาหารไทยมีโปรตีนดีๆ อยู่มากมาย และไม่จำเป็นต้องหันไปพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมจากตะวันตกเสมอไป อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาโดยไม่ได้ตรวจสอบ ควรเลือกซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. เท่านั้น (Thai FDA Nutrition Standards) และที่สำคัญคือการเปิดใจพูดคุยกันในครอบครัวถึงการเสพสื่อโซเชียลอย่างรู้เท่าทัน

ในอนาคต นักโภชนาการและครูผู้สอนจำเป็นต้องปรับปรุงหลักสูตรสุขศึกษาให้ทันสมัยและเข้าถึงง่าย เพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการ การยอมรับรูปร่างที่หลากหลาย และการสร้างทัศนคติเชิงบวก ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายควรเร่งศึกษาวิจัยถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่อวัยรุ่นไทยให้รอบด้าน ทั้งในมิติสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสังคม

สรุปกลยุทธ์ดูแลตัวเองง่ายๆ สำหรับวัยรุ่นไทย

  • เน้นโปรตีนคุณภาพดีจากอาหารไทย เช่น ไก่ย่าง ปลานึ่ง ไข่ต้ม เต้าหู้ และนม (หากไม่แพ้)
  • สังเกตอาการผิดปกติหากกินโปรตีนเสริมมากไป เช่น ปวดท้อง ท้องอืด อ่อนเพลีย หรือเริ่มหมกมุ่นกับรูปร่างของตัวเองมากเกินไป
  • เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมาย อย. รับรองเท่านั้น หลีกเลี่ยงสินค้าหิ้วหรือไม่มีฉลากภาษาไทยที่ชัดเจน
  • ฝึกทักษะการรู้เท่าทันสื่อ แยกให้ออกระหว่างข้อมูลสุขภาพกับโฆษณาชวนเชื่อ
  • หากต้องการใช้โปรตีนเสริมจริงๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการที่มีใบอนุญาตก่อนเสมอ

ท้ายที่สุด ในยุคที่สังคมไทยต้องผสมผสานเทรนด์โลกเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรม การสร้างเกราะป้องกันด้วยความรู้ความเข้าใจและทักษะการคิดวิเคราะห์ จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการรับมือกับกระแสโปรตีนเสริม และช่วยให้เยาวชนของเราเติบโตอย่างแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ


แหล่งข้อมูลประกอบ: