เทรนด์ที่คนรุ่นมิลเลนเนียลทั่วโลกไม่อยากมีลูกเกินสองคน กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านประชากรในยุคนี้ งานวิจัยล่าสุดเผยว่า เบื้องหลังการตัดสินใจเรื่องขนาดครอบครัวของคนรุ่นใหม่ ล้วนมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่ซับซ้อน โดยเฉพาะค่าครองชีพที่สูงขึ้นและค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสถานการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นจริงในไทยเช่นกัน ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ทรงตัวในระดับต่ำ และคนรุ่นใหม่ที่หันมาทบทวนเป้าหมายชีวิตกันมากขึ้น

รายงานล่าสุดจาก Business Insider ชี้ว่า ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดูที่แพงลิบลิ่ว หนี้การศึกษาที่ต้องแบกรับ หรือความไม่แน่นอนในตลาดงาน ล้วนเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนมิลเลนเนียลในประเทศพัฒนาแล้วเลือกมีลูกเพียงสองคน หรือตัดสินใจไม่มีลูกเลยด้วยซ้ำ จากบทสัมภาษณ์พ่อแม่ยุคใหม่และนักสังคมวิทยาชั้นนำ หลายครอบครัวยอมรับว่าการจะมีลูกเพิ่มต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านค่าใช้จ่ายมหาศาล โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่ที่ค่าครองชีพสูงลิ่ว ผลสำรวจของ Pew Research Center ยังพบว่าค่าเฉลี่ยการมีบุตรของผู้หญิงมิลเลนเนียลอยู่ที่ประมาณ ๒.๐๒ คน แม้ตัวเลขจะใกล้เคียงกับคนรุ่นก่อน แต่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและช่วงวัยที่ตั้งครรภ์กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การมีลูกสองคนในยุคนี้ดูเหมือนจะกลายเป็น ‘อภิสิทธิ์’ ไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องปกติของครอบครัวทั่วไปอีกต่อไป (businessinsider.com)

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝั่งตะวันตกเท่านั้น แต่ประเทศในเอเชียตะวันออกรวมถึงไทย ก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนว่าคู่แต่งงานรุ่นใหม่ต่างตั้งคำถามถึงความพร้อมและความเหมาะสมของการมีครอบครัวใหญ่ ในไทยเอง อัตราการเกิดก็ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ และคาดว่าจำนวนประชากร ๖๖ ล้านคนในปี ๒๕๖๘ จะลดลงเรื่อยๆ หากไม่มีมาตรการส่งเสริมการเกิดจากภาครัฐอย่างจริงจัง (MSN) นโยบายสนับสนุนต่างๆ เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนเด็กและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวของสังคมสูงวัยแล้ว

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ครอบครัวสมัยใหม่มีลูกน้อยลง ไม่ว่าจะในอเมริกาหรือไทย คงหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลและค่าเล่าเรียน ในสหรัฐฯ ค่าเทอมโรงเรียนเอกชนในเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกอาจสูงถึงปีละราว ๒๖,๐๐๐ ดอลลาร์ต่อคน ยังไม่รวมค่าพี่เลี้ยงหรือค่าเรียนพิเศษ ส่วนในไทย แม้ตัวเลขอาจดูน้อยกว่า แต่เมื่อเทียบกับรายได้ของครอบครัวแล้วก็ถือเป็นภาระหนักเช่นกัน การเลี้ยงลูกหนึ่งคนในไทยอาจมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในโรงเรียนอนุบาลเอกชนสูงถึงประมาณ ๑๒,๕๖๒ บาทต่อเดือน (Exiap) ขณะที่ครอบครัวที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐบาล มีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยต่อครัวเรือนในระดับมัธยมอยู่ที่ประมาณ ๓๒๖ บาทต่อเดือน (Expatica) ส่วนค่าดูแลเด็กยุคใหม่ก็มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่หลักร้อยบาทสำหรับเนิร์สเซอรี่รายชั่วโมง ไปจนถึงหลักหมื่นบาทสำหรับพี่เลี้ยงเด็กประจำบ้าน (Reddit) ข้อเสนอจากกระทรวงแรงงานที่ให้เงินสนับสนุนครอบครัวละ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๗ ปี ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจมีลูกอย่างชัดเจน (Thai Examiner)

ข้อมูลประชากรทั้งในไทยและต่างประเทศชี้ตรงกันว่า คนยุคใหม่เริ่มสร้างครอบครัวและเป็นพ่อแม่ช้ากว่าคนรุ่นก่อน สถิติสำมะโนประชากรไทยระบุว่าสาเหตุสำคัญคือคนรุ่นใหม่ใช้เวลาเรียนนานขึ้น มีการย้ายถิ่นฐานบ่อย รวมถึงค่านิยมที่เลือกสร้างความมั่นคงในอาชีพการงานก่อนสร้างครอบครัว (Wikipedia) โดยเฉพาะคนในเมืองหรือคนที่มีการศึกษาสูง ที่มักจะแต่งงานและมีลูกคนแรกตอนอายุเข้าเลขสาม ทำให้มีเวลาไม่มากพอที่จะมีลูกหลายคน หรือบางคู่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงตามมา

ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ ประสบการณ์ของพ่อแม่ยุคใหม่ต่างสะท้อนค่านิยมที่เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน ในรุ่นปู่ย่าตายาย การมีลูกหลายคนอาจเพื่อช่วยกันทำมาหากินและดูแลกันในยามแก่เฒ่า แต่พ่อแม่ยุคใหม่กลับให้ความสำคัญกับคุณภาพในการเลี้ยงดูและเวลาที่ได้อยู่กับลูกอย่างใกล้ชิดมากกว่าจำนวน เช่นเดียวกับที่คุณแม่ชาวอเมริกันคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Business Insider ว่า “อยากให้ลูกได้รับความใส่ใจอย่างเต็มที่ เพราะตัวเองไม่เคยได้รับสิ่งนั้นจากพ่อแม่” ขณะที่ครอบครัวไทยสมัยก่อนมักเป็นครอบครัวขยายที่ช่วยกันเลี้ยงดูหลานๆ แต่ในสังคมเมืองยุคนี้ คู่แต่งงานส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามคอนโดอย่างเป็นส่วนตัว ต่างฝ่ายต่างทำงานแข่งขันกับเวลา และต้องรับผิดชอบบทบาทพ่อแม่ด้วยตัวเอง ภายใต้แรงกดดันของ “การเป็นพ่อแม่ยุคใหม่” ที่ต้องทุ่มเทเต็มร้อยตามความคาดหวังของสังคม

นอกจากนี้ ค่านิยมและบทบาททางเพศที่เปลี่ยนไปก็ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องขนาดครอบครัวเช่นกัน งานศึกษาจาก Business Insider ยังพบอีกว่า ในประเทศที่เปิดกว้างเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ และพ่อแม่ช่วยกันทำงานบ้านและเลี้ยงลูกอย่างเท่าเทียมกัน ก็มักจะตั้งเป้าขนาดครอบครัวให้เล็กลง ในสังคมไทยก็เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้นและทำงานในสายอาชีพที่หลากหลาย การทุ่มเทเพื่อความก้าวหน้าต้องแลกมาด้วยเวลาและพลังงาน จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีลูกมากกว่าหนึ่งหรือสองคน โดยเฉพาะเมื่อภาระการดูแลบ้านและลูกยังคงตกเป็นของผู้หญิงเป็นหลัก

ข้อจำกัดด้านสุขภาพก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เมื่อผู้หญิงมีลูกช้าลง พอถึงช่วงอายุสามสิบปลายๆ หรือสี่สิบ ความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์และความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารกก็จะสูงขึ้น ขณะเดียวกัน หากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูง แถมสวัสดิการจากรัฐก็ยังไม่ครอบคลุม ทำให้หลายคู่ต้องล้มเลิกความคิดที่จะมีลูกคนที่สาม เพราะทั้งเงินและเวลาไม่เป็นใจ

ที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามแก้เกมด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก (จาก ๘๐๐ เป็น ๑,๐๐๐ บาทต่อเดือนในปี ๒๕๖๘) แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่สามารถจูงใจกลุ่มคนชั้นกลางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพสูงได้เท่าที่ควร งานวิจัยและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศสรุปตรงกันว่า การสนับสนุนเฉพาะจุดอย่างเงินอุดหนุนหรือส่วนลดภาษีอาจช่วยได้บ้าง แต่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอัตราการเกิดได้ หากปราศจากนโยบายระยะยาวที่แข็งแกร่งมารองรับ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น หรือการสนับสนุนค่าดูแลเด็กอย่างจริงจัง (OECD)

หากมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเคยมีช่วงที่ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนต้องมีนโยบายรณรงค์ ‘มีลูกสองคนพอแล้ว’ ซึ่งกลายเป็นคำขวัญติดปากที่คนรุ่นพ่อแม่ยังจำกันได้ แต่เมื่อก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ รัฐจำเป็นต้องหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อลดภาระของระบบบำนาญ ระบบสาธารณสุข และการขาดแคลนแรงงานในอนาคต

สำหรับอนาคตของไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก การที่คนรุ่นใหม่ลังเลที่จะมีลูก หรือเลือกที่จะมีแค่ ๑-๒ คนนั้น แท้จริงแล้วกำลังสะท้อนภาพความจริงของยุคข้าวยากหมากแพง และความต้องการสร้างสมดุลให้ชีวิต มากกว่าจะเป็น ‘ความเห็นแก่ตัว’ อย่างที่ใครๆ ตราหน้า การผลักดันให้คนมีลูกด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่งคงไม่เพียงพอ หากไม่สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างครอบครัว ทั้งในด้านการดูแลเด็ก ค่าใช้จ่าย การทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบการศึกษาที่เข้าถึงได้

บทเรียนสำหรับสังคมไทยจึงไม่ใช่การกดดันให้แต่ละครอบครัวมีลูกเพิ่มเพื่อชาติ แต่คือการเคารพการตัดสินใจของพวกเขา พร้อมกับปรับนโยบายรัฐให้ช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกครอบครัวกล้าที่จะวางแผนชีวิตได้อย่างที่ต้องการ สำหรับคนที่คิดจะมีลูกหลายคน ควรเริ่มวางแผนการเงิน มองหาทางเลือกในการดูแลเด็กในชุมชน และประเมินความพร้อมของตัวเองและครอบครัวอย่างรอบด้าน ส่วนในระดับประเทศ จำเป็นต้องมีนโยบายลาคลอดที่เหมาะสม เปิดกว้างเรื่องการทำงานที่ยืดหยุ่น และขยายสิทธิ์ในระบบการศึกษาปฐมวัยให้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

ท้ายที่สุดแล้ว การที่คนรุ่นมิลเลนเนียลทั่วโลกเลือกที่จะไม่มีลูกคนที่สาม ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเห็นแก่ตัว แต่คือการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไป โจทย์ใหญ่ของไทยและประเทศอื่นๆ จึงอยู่ที่การสร้างค่านิยมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้ง ‘คุณภาพของลูก’ และ ‘คุณภาพชีวิตของผู้เลี้ยงดู’ ไปพร้อมๆ กัน เพื่อนำไปสู่การเติบโตของประชากรที่ยั่งยืนในวันข้างหน้า