งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดได้ตีแผ่ความจริงอันน่าทึ่งเกี่ยวกับ “ความเครียด” และพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ โดยค้นพบว่าความเครียดนั้นมีสองหน้าในเวลาเดียวกัน คือมันสามารถเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวและความเอื้ออาทรในหมู่พวกพ้อง แต่ขณะเดียวกันก็ปลุกปั่นความระแวงและความก้าวร้าวต่อคนนอกกลุ่ม การค้นพบนี้ถูกนำเสนอในรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ของ Psychology Today ซึ่งอ้างอิงจากผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) และถือเป็นประเด็นที่น่าขบคิดอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทยที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ความเครียด…สร้างความร่วมมือหรือกระตุ้นความขัดแย้ง?

หัวใจของงานวิจัยชิ้นนี้คือการไขข้อสงสัยที่ค้างคาใจใครหลายคน ตั้งแต่นักจิตวิทยาไปจนถึงคนทั่วไป ว่าแท้จริงแล้วเมื่อคนเราเครียด มันจะนำไปสู่ความก้าวร้าว หรือจะกระตุ้นให้ผู้คนร่วมมือและผูกพันกันแน่นแฟ้นขึ้น? ผลการทดลองทางจิตประสาทวิทยาที่ควบคุมอย่างรัดกุมพบว่าคำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด ทีมวิจัยได้ศึกษาการทำงานของฮอร์โมนความเครียดสองชนิด ได้แก่ คอร์ติซอล (cortisol) และนอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) ผลปรากฏว่า ความเครียดเปรียบเสมือนสวิตช์ที่เปิดทั้งความรู้สึก “เป็นหนึ่งเดียว” กับกลุ่มของตนเอง และในขณะเดียวกันก็จุดชนวนความขัดแย้งกับคนนอกกลุ่ม ปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “parochial altruism” หรือความเสียสละเพื่อพวกพ้องเท่านั้น (Psychology Today)

ผลกระทบต่อสังคมไทยและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมไทยและประชาคมโลก เพราะมันได้เผย “พิมพ์เขียวทางชีววิทยา” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งและความเหนียวแน่นของกลุ่มคน เมื่อสังคมไทยต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือวิกฤตด้านสาธารณสุข การทำความเข้าใจกลไกทางเคมีในร่างกายที่ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมรวมกลุ่มหรือแบ่งขั้ว จะช่วยให้เรามองเห็นภาพปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น การแบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง หรือแม้แต่ความสามัคคีและความขัดแย้งในระดับชุมชนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีการทดลอง: ง่ายแต่แยบยล

ทีมวิจัยได้จำลองสถานการณ์ความขัดแย้งและการแข่งขันผ่าน “เกมเชิงเศรษฐศาสตร์” โดยให้อาสาสมัครเข้าร่วมทดลองหลังจากได้รับสารที่เพิ่มระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือนอร์อะดรีนาลีน ในเกมนี้ ผู้เล่นมีอิสระที่จะเลือก “ช่วยเหลือตัวเอง” “ช่วยเหลือคนในกลุ่ม” หรือ “ทำร้ายกลุ่มตรงข้าม” ซึ่งบางครั้งการตัดสินใจนั้นต้องแลกมาด้วยการเสียประโยชน์ส่วนตน ผลการทดลองพบว่า เมื่อระดับคอร์ติซอลสูงขึ้น ผู้คนจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และร่วมมือกันมากขึ้น แต่จำกัดวงอยู่แค่กับคนในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น ในทางกลับกัน เมื่อระดับนอร์อะดรีนาลีนพุ่งสูงขึ้น ผู้คนกลับมีแนวโน้มที่จะเลือกทำร้ายหรือขัดขวางผลประโยชน์ของกลุ่มอื่น แม้ว่าตนเองจะต้องสูญเสียบางอย่างไปก็ตาม

ความเครียด: ดาบสองคมต่อสายสัมพันธ์ในสังคม

พูดง่าย ๆ ก็คือ ความเครียดสามารถสร้างได้ทั้งความร่วมมือและความขัดแย้ง ขึ้นอยู่กับว่าใครคือเป้าหมาย หากสังคมหรือชุมชนกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปากท้อง ภัยธรรมชาติ หรือวาทกรรมทางการเมืองที่ร้อนแรง ผู้คนมักจะหันหน้าเข้าหากลุ่มของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือผู้ที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจมองคนนอกกลุ่มด้วยสายตาที่หวาดระแวงหรือเป็นปฏิปักษ์มากขึ้น ปรากฏการณ์ “น้ำใจกลุ่มปิด” นี้ฝังรากลึกอยู่ในวิวัฒนาการของมนุษย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งในการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ในยามคับขัน และเป็นต้นตอของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมาตั้งแต่อดีต (PNAS, 2025)

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ: เข้าใจกลไก และทางออกในสังคมพหุวัฒนธรรม

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตประสาทวิทยาระบุว่า “สิ่งที่งานวิจัยนี้ยืนยัน ไม่ใช่แค่การที่สมองสลับโหมดระหว่างความร่วมมือกับความก้าวร้าวเมื่อเกิดความเครียด แต่เป็นการเปิดสวิตช์ทั้งสองกลไกพร้อมกัน เวลาที่เรารู้สึกว่าถูกคุกคาม สมองจะสั่งให้เราช่วยเหลือพวก ‘เรา’ และในขณะเดียวกันก็ปกป้องตัวเองจาก ‘พวกเขา’ ด้วยความระแวดระวังหรือถึงขั้นก้าวร้าว” การเข้าใจมุมมองนี้จะช่วยให้เราออกแบบแนวทางป้องกันความขัดแย้งในสังคมที่มีความหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสังคมไทย: คำเตือนและบทเรียน

ในบริบทสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับความสามัคคีกลมเกลียว เช่น “น้ำใจ” หรือ “ความเป็นพี่เป็นน้อง” งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นทั้งสัญญาณเตือนและข้อคิดสำคัญ ความเครียดอาจหลอมรวมครอบครัว ชุมชน หรือประเทศชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ แต่ก็อาจเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ทำให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อถูกโหมกระพือด้วยสื่อสังคมออนไลน์หรือวาทกรรม “เรา-เขา” ดังนั้น นักการเมือง ผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนคนทำงานด้านการศึกษา ต้องตระหนักและระมัดระวังไม่ให้การใช้วาทกรรมที่สร้างความแตกแยก หรือการออกมาตรการที่สร้างความกลัวกลายเป็นเครื่องมือขยายความขัดแย้ง ในทางกลับกัน ภาครัฐและชุมชนควรหันมาส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างสรรค์และแคมเปญที่เน้นย้ำถึงคุณค่าของความหลากหลายและการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในยามที่สังคมกำลังเผชิญกับแรงกดดันสูง

ประสบการณ์ที่ผ่านมาและบทเรียนในอนาคต

ประวัติศาสตร์ไทยเองก็เคยเผชิญกับความตึงเครียดระหว่างกลุ่มไม่ต่างจากที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระแสภูมิภาคนิยม ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบท ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนภาพได้ชัดเจนว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมักจะรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น แต่ก็อาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจหรือความขัดแย้งกับคนนอกกลุ่มได้ แม้ปรากฏการณ์นี้จะพบได้ทั่วโลก แต่จุดแข็งหนึ่งของสังคมไทยคือความสามารถในการฟื้นฟูและประนีประนอมหลังความขัดแย้งได้เสมอ

เมื่อมองไปในอนาคต การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว ความเสี่ยงจากโรคระบาด หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีที่อาจทำให้เกิดทั้งความสามัคคีและการแบ่งกลุ่มที่เข้มข้นขึ้น นักวิจัยจึงชี้ว่า การตระหนักถึงกลไกในสมองที่จะผลักดันเราไปสู่ภาวะ “ชาตินิยมเชิงเผ่าพันธุ์” (tribalism) จะช่วยให้เราระงับยับยั้งความขัดแย้งไม่ให้บานปลายได้ หากเรามุ่งสร้างความร่วมมือผ่านโครงการหรือเวทีที่เปิดให้คนต่างกลุ่มได้ทำงานร่วมกัน จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และสร้างนโยบายสวัสดิการที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมั่นคงในอนาคต

ทางออกที่ปฏิบัติได้ในชีวิตจริงของคนไทย

สำหรับคนไทยทุกคน งานวิจัยนี้สอนให้เราเท่าทันตัวเอง เมื่อชุมชน สังคม หรือประเทศชาติกำลังเผชิญกับภาวะกดดัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ โรคระบาด หรือช่วงเวลาการเลือกตั้งที่เข้มข้น ให้ลองสังเกตสัญชาตญาณที่อาจชักนำให้เราเลือกข้างหรือแบ่งฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ลองเปิดใจให้กว้างขึ้น เช่น ยื่นมือช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่มาจากต่างถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นสำหรับคนหลากหลายกลุ่ม หรือเลือกเสพข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเข้าใจมากกว่าความเกลียดชัง สิ่งเหล่านี้คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การสนับสนุนกลุ่มของตัวเอง แต่คือการทำความเข้าใจและเชื่อมโยงกับผู้อื่นบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือความแตกต่าง (Harvard Gazette)

สำหรับครูและนักการศึกษา สิ่งสำคัญคือการปลูกฝังทักษะทางอารมณ์ การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม และการคิดเชิงวิพากษ์ให้แก่เยาวชน เพื่อให้พวกเขารู้เท่าทันและตั้งคำถามต่อวาทกรรมที่สร้างความแตกแยก ส่วนผู้กำหนดนโยบายและผู้ดูแลระบบสาธารณสุข ควรส่งเสริมนโยบายที่เท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขณะที่ผู้นำชุมชนก็สามารถจัดกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายกลุ่มได้มาพบปะพูดคุยกัน เพื่อลดโอกาสการปะทุของความขัดแย้ง

สรุป: ทางเลือกอยู่ที่ตัวเรา

ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยนี้ได้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างกลไกสมองกับพฤติกรรมของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดัน แม้ “ความเครียด” จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต แต่หากเราเข้าใจกลไกเหล่านี้ เราก็สามารถเลือกหนทางที่นำไปสู่สันติและความเป็นปึกแผ่นได้มากกว่าความแตกแยก ในสังคมไทยที่ให้คุณค่ากับความปรองดอง การตระหนักรู้และเปิดใจยอมรับความหลากหลายคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือกับสังคมยุคใหม่ที่ซับซ้อนและท้าทายได้ดียิ่งขึ้น

ดูรายละเอียดงานวิจัยต้นฉบับได้ที่ PNAS และ บทความของ Psychology Today