สถาปัตยกรรมเอเชียกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่บนเวทีโลก หลังการประกวด World Architecture Festival (WAF) 2025 เผยรายชื่อโครงการเข้ารอบสุดท้าย ซึ่งมีผลงานโดดเด่น ๘ ชิ้นจากเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ติดโผ ผลงานเหล่านี้มีตั้งแต่บ้านโบราณในปักกิ่ง ศาลาว่าการที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ ไปจนถึงศาลารักษ์โลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถาปนิกในภูมิภาคนี้กำลังตีความรากเหง้าทางวัฒนธรรม ชุมชน และความยั่งยืนในพื้นที่ร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง แนวคิดเหล่านี้ถือเป็นทิศทางสำคัญที่ประเทศไทยควรจับตามอง เพื่อนำมาปรับใช้ในการออกแบบเมืองและนโยบายสาธารณะ สู่อนาคตของสถาปัตยกรรมที่แข็งแรง ยั่งยืน และหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมไทย
World Architecture Festival คือหนึ่งในเวทีประกวดสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับปีนี้มีผลงานเข้ารอบทั้งสิ้น ๔๖๐ โครงการ ประกอบด้วยอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว ๒๓๕ โครงการ, โครงการในอนาคต ๑๕๗ โครงการ และงานตกแต่งภายในอีก ๖๔ โครงการ โดยเหล่าสถาปนิกจะเดินทางไปนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการนานาชาติที่เมืองไมอามี ระหว่างวันที่ ๑๒–๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ซึ่งจะเป็นเวทีที่เผยให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมสามารถตอบโจทย์ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่โลกกำลังเผชิญได้อย่างไร
สำหรับสังคมไทย การที่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของเอเชียโดดเด่นขึ้นมาในเวทีระดับโลกครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสถาปัตยกรรมคือภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ร่วมและวิธีรับมือกับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ เมืองที่ขยายตัว การท่องเที่ยว หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ทวีความสำคัญขึ้นในเมืองและชุมชนทั่วประเทศไทย แนวคิดและคุณค่าจากโครงการที่เข้ารอบ WAF ช่วยจุดประกายคำถามสำคัญว่า เราจะออกแบบพื้นที่ให้เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและยั่งยืนไปพร้อมกันได้อย่างไร? การออกแบบที่สร้างสรรค์จะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้คนในเมือง นักเรียน หรือนักท่องเที่ยวได้อย่างไร? และเราจะจัดสรรพื้นที่สาธารณะในอนาคตให้ตอบโจทย์ผู้คนอย่างทั่วถึงได้อย่างไร?
เมื่อพิจารณา ๘ โครงการเด่นจากเอเชีย จะเห็นแนวคิดร่วมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการชุบชีวิตอาคารเก่า การหลอมรวมธรรมชาติเข้ากับวิถีชีวิตเมือง การออกแบบโดยมีชุมชนเป็นหัวใจ และการใช้วัสดุท้องถิ่นเพื่อความยั่งยืน
ในปักกิ่ง โครงการ Courtyard 35 โดย WAY Studio ได้ยกระดับการอนุรักษ์ย่านประวัติศาสตร์ ‘หูท่ง’ ไปอีกขั้น แทนที่จะแค่บูรณะของเก่าตามแบบ แต่กลับสร้างสรรค์ ‘สะพานเมฆ’ พาดผ่านใจกลางบ้านสี่เหลี่ยมโบราณ เพื่อเปิดพื้นที่ใหม่บนดาดฟ้าให้ผู้คนได้เดินขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศที่เชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ตัวสะพานที่ลาดเอียงและใช้วัสดุสะท้อนแสงยังช่วยสร้างร่มเงาและมุมมองใหม่ๆ ให้กับผู้มาเยือน เป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับไทย ซึ่งกำลังถกเถียงประเด็นการฟื้นฟูย่านตึกแถวเก่าในเมืองประวัติศาสตร์อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต
ขณะที่สิงคโปร์โดดเด่นด้วยโครงการ The Singapore EDITION และ Boulevard 88 โดย Safdie Architects ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางถนนออร์ชาร์ด โครงการมิกซ์ยูสแห่งนี้ประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย ๒ หลังและโรงแรมหรูที่เชื่อมต่อกันด้วยสะพานลอยฟ้าและสวนหย่อม มีทั้งสระว่ายน้ำยาว ๔๓ เมตร สวนลอยฟ้า และการแบ่งโซนที่พักอาศัยกับพื้นที่บริการอย่างชาญฉลาดผ่านภูมิสถาปัตยกรรมแนวตั้ง ถ่ายทอดแนวคิด ‘ป่ากลางเมือง’ ที่นักวางผังเมืองและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ กำลังให้ความสนใจอย่างมาก ตัวแทนจาก Safdie Architects ระบุว่า โครงการนี้คือการนิยามการใช้ชีวิตในเมืองที่หนาแน่นให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สงบสุขและกลมกลืนกับธรรมชาติ
ที่ไต้หวัน โครงการ House Valley ในเมืองไถจง โดย Soar Design Studio และ Ray Architects ตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เรายังคงใกล้ชิดธรรมชาติได้แม้จะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ แบบบ้านที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ได้สร้างพื้นที่ว่างและลานกลางบ้านให้แสงและลมธรรมชาติพัดผ่าน ช่วยลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไทยกำลังเผชิญเช่นกันจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด งานวิจัยจาก International Journal of Housing Policy ชี้ว่าความต้องการระบบทำความเย็นที่ไม่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้ากำลังเพิ่มสูงขึ้นในเมืองใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อ่านรายงาน)
ในจาการ์ตา Chicken Hero Pavilion เป็นทั้งศูนย์เรียนรู้เชิงนิเวศและพื้นที่สาธารณะสุดสร้างสรรค์ ศาลาซึ่งออกแบบโดย RAD+ar แห่งนี้ตั้งอยู่กลางพื้นที่ป่าในเมือง (Urban Forest) ทำหน้าที่เป็นเล้าไก่ที่ดูแลโดยชุมชนและเป็นแหล่งเรียนรู้ไปพร้อมกัน เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ ตัวอาคารสร้างจากไม้ไผ่และใบไม้แห้ง ซึ่งเป็นวัสดุรีไซเคิล ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดอาคารสีเขียวที่รณรงค์โดยกลุ่ม Zero Waste Thailand (แหล่งข้อมูล) โครงการนี้เปิดให้คนเมืองได้สัมผัสการเลี้ยงไก่แบบใกล้ชิด ช่วยลดขยะอาหารและส่งเสริมการพึ่งพาตนเองในชุมชน
ณ พื้นที่ห่างไกลบนภูเขาในทิเบต โรงแรม Poodom Deqin Meri ออกแบบโดย BUZZ/Büro Ziyu Zhuang ได้นำสถาปัตยกรรมแบบบรูทัลลิสต์ (Brutalist) มาตีความใหม่ให้กลมกลืนกับทิวทัศน์ขุนเขาที่สง่างาม ดีไซน์อาคารที่ดูหนักแน่นและโครงสร้างทรงเหลี่ยมถูกจัดวางให้เข้ากับสันเขา พร้อมช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมที่เปิดรับวิวภูเขาและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ พื้นผิวปูนเปลือยของอาคารสะท้อนความทนทานและความงามที่เรียบง่าย ซึ่งใกล้เคียงกับแนวคิดของอาคารท่องเที่ยวเชิงนิเวศในเขตภูเขาของไทยที่กำลังเป็นที่นิยม
บ้านชุมชน Dong Na ใกล้เมืองเก่าฮอยอันในเวียดนาม คือผลงานการถักทอโครงสร้างไม้ไผ่จากฝีมือของ VTN Architects (Vo Trong Nghia) ที่สร้างสรรค์ซุ้มโค้งขนาดใหญ่แบบเปิดโล่ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของต้นจาก กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทนทานต่อสภาพอากาศ ปลูกฝังจิตวิญญาณของความร่วมมือ และปล่อยคาร์บอนต่ำ ถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนา ‘โครงสร้างทางสังคม’ ในศูนย์การเรียนรู้และพื้นที่นันทนาการของไทยที่กำลังขยายตัวในพื้นที่ชนบท
HEYTEA’s Daydreamer Program—Stacked Courtyard ในเมืองเฉิงตู ประเทศจีน ออกแบบโดย A.A.N. Architects คือร้านชาที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมเรียบง่ายเข้ากับประสบการณ์ทางวัฒนธรรม การใช้ต้นทูจาท้องถิ่นสร้างบรรยากาศสงบนิ่งแบบเซน และพื้นที่โปร่งโล่งหลายชั้น ทำให้ร้านค้ากลายเป็นพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรมชาและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ซึ่งเป็นกระแสที่กำลังมาแรงในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่นักออกแบบไทยเริ่มหันมาสร้างสรรค์ร้านค้าและคาเฟ่ให้สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นมากขึ้น
ศาลาว่าการเมืองใหม่ของตาไกไตในฟิลิปปินส์ โดย WTA Architecture and Design Studio ใช้ไม้สีแดงและคานไม้แนวตั้งมาตกแต่งอาคารให้ดูกลมกลืนกับทิวสนโดยรอบ การผสมผสานระหว่างความเป็นทางการกับพื้นที่เปิดโล่งที่ต้อนรับชุมชนได้สร้างบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงบทบาทด้านการบริหารเข้ากับการเป็นศูนย์กลางของชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเทศบาลในไทยที่กำลังทดลองสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ให้เอื้อทั้งต่องานราชการและบริการสาธารณะ
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ WAF ได้ย้ำว่า สถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าในยุคนี้ต้องเป็นมากกว่าความสวยงาม แต่ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม การเข้าถึง วัฒนธรรม และการแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โฆษกของเทศกาลเน้นว่า “โครงการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สร้างความประทับใจทางสายตา แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อชุมชน เมือง และโลกของเรา” แนวคิดจากโครงการที่เข้ารอบในปีนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ถูกนำไปต่อยอดในเวทีประกวดออกแบบและหลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทย (อ่านแถลงการณ์ WAF)
ท่ามกลางกระแสการฟื้นฟูการท่องเที่ยว การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความตื่นตัวด้านมรดกวัฒนธรรม บทเรียนเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการนำไม้ไผ่หรือพืชพื้นถิ่นมาใช้ในงานสถาปัตยกรรมสาธารณะ หรือการออกแบบพื้นที่เมืองให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางใหม่ๆ สำหรับโครงการสมาร์ทซิตี้หรือการพัฒนาบริการภาครัฐในอนาคต โดยนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้กำหนดนโยบายสามารถหันมาส่งเสริมการใช้วัสดุท้องถิ่นที่ยั่งยืน จัดเวทีรับฟังความเห็นจากชุมชน และลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของโครงการใหม่ๆ
วงการสถาปัตยกรรมไทยซึ่งมีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เช่น โครงการไอคอนสยามในกรุงเทพฯ หรือสวนน้ำบลูทรี ลากูนที่ภูเก็ต ต่างก็กำลังเผชิญโจทย์ท้าทายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอัตลักษณ์ของชุมชนท่ามกลางการเติบโตของเมืองใหญ่ หรือการออกแบบพื้นที่สาธารณะและส่วนบุคคลเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตที่ดี อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยท่านหนึ่งชี้ว่า “การออกแบบที่เข้าใจบริบท การมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน และระบบที่สอดรับกับภูมิอากาศของไทย คือหัวใจของความยั่งยืนสำหรับวงการในทศวรรษหน้า” (อ่านความคิดเห็นคณะสถาปัตยกรรมฯ จุฬาฯ)
ในช่วงเวลาก่อนจะถึงพิธีมอบรางวัลในเดือนพฤศจิกายนนี้ ความคาดหวังจึงไม่ได้อยู่ที่ผลแพ้ชนะ แต่อยู่ที่การนำแนวคิดเหล่านี้ไปต่อยอด ดัดแปลง และจุดประกายให้เกิดบทสนทนาระหว่างผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ สถาปนิก และผู้นำชุมชนทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ตั้งแต่ครอบครัวที่อยากเห็นเมืองของตนน่าอยู่ขึ้น เยาวชนที่มองหาแรงบันดาลใจในสายอาชีพสร้างสรรค์ เจ้าของธุรกิจที่ต้องการพื้นที่ทำงานรูปแบบใหม่ ไปจนถึงข้าราชการที่วางแผนพัฒนาโครงการของรัฐ แนวทางจากทั่วเอเชียเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเพียงแรงบันดาลใจ แต่คือห้องทดลองทางความคิดที่จับต้องได้ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้เรื่องการดูแลบ้านเมือง ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองและชุมชนในไทยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง เช่น การเยี่ยมชมผลงานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจในท้องถิ่น การเข้าร่วมเวทีสาธารณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการออกแบบเมือง ตลอดจนการผลักดันแนวคิดการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคนทุกกลุ่มในสังคม ขณะที่นักศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบก็สามารถเรียนรู้จากกรณีศึกษาเรื่องการชุบชีวิตพื้นที่เก่า งานไม้ไผ่ และการวางผังเมืองที่ยั่งยืน ส่วนประชาชนทั่วไปก็สามารถร่วมพูดคุยและขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การออกแบบของไทยยังคงเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นำพาสังคมไปสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการที่เข้ารอบ World Architecture Festival ปีนี้ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ WAF และอ่านบทความฉบับเต็มโดย RADII ได้ที่ radii.co