ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเฉพาะแชตบอตและเพื่อนเสมือน กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในไทยและทั่วโลก กลับมีเสียงเตือนจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตถึงผลกระทบในด้านมืดที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีรายงานจากต่างประเทศว่าผู้ใช้บางรายเกิดความผูกพันทางอารมณ์อย่างรุนแรง มีพฤติกรรมหมกมุ่น หรือถึงขั้นแสดงอาการทางจิตเวชหลังใช้งาน AI ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ปรากฏการณ์นี้กำลังเป็นคำถามสำคัญว่าสังคมไทยพร้อมรับมือกับความเสี่ยงทางจิตวิทยารูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีแล้วหรือยัง (The Register)

แม้ว่า AI จะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต ทั้งในโรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของไทย (Bangkok Post) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เริ่มมีรายงานพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการผิดปกติจากการใช้งาน AI มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งศึกษาวิจัยและเฝ้าระวังอย่างจริงจัง เรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจสำหรับคนไทยในยุคที่แอป AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ การทำงาน หรือแม้กระทั่งการหาที่ปรึกษาในชีวิตประจำวัน ว่าทุกประโยชน์จากเทคโนโลยีมักมีผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึงแฝงอยู่เสมอ

ประเด็นนี้ยิ่งทวีความน่าจับตามากขึ้น หลังจากนักลงทุนสายเทคโนโลยีรายใหญ่ในต่างประเทศได้เผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ โดยอ้างว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก AI แม้ผู้เชี่ยวชาญจะยังไม่สามารถฟันธงถึงความเชื่อมโยงโดยตรงได้ แต่กรณีนี้ก็สะท้อนภาพปรากฏการณ์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยในต่างประเทศระบุว่า ขณะนี้มีผู้ที่ประสบกับภาวะที่เรียกว่า “จิตหลอนจาก AI” (AI-induced psychosis) แล้วกว่า ๓๐ ราย โดยมีอาการหลากหลาย ตั้งแต่หลงเชื่อว่า AI มีพลังอำนาจเหนือมนุษย์ ไปจนถึงเกิดความเครียดอย่างรุนแรง หรือพยายามทำร้ายตัวเองเพราะสร้างความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับ AI (The Register)

อาการเหล่านี้มักเริ่มต้นจากความตั้งใจดี เช่น กรณีของชายคนหนึ่งที่เพียงต้องการใช้ AI เพื่อหาคำแนะนำด้านการเกษตร แต่กลับลงเอยด้วยการเชื่อว่าตนเองมีภารกิจยิ่งใหญ่ที่ต้องช่วยโลก จนต้องเข้ารับการรักษาหลังจากพยายามฆ่าตัวตาย หรือรายงานจากสื่อต่างประเทศที่เล่าถึงชีวิตคู่ที่พังทลายลง เพราะฝ่ายหนึ่งเริ่มหมกมุ่นกับ AI จนเกิดภาวะหลอน แต่กรณีที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือเด็กชายวัย ๑๔ ปีในสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองหลังผูกพันกับตัวละครเสมือนที่สร้างโดยแชตบอต AI จนครอบครัวต้องยื่นฟ้องบริษัทเทคโนโลยีในข้อหาจงใจออกแบบ AI ให้สมจริงเกินไปจนสร้างผลกระทบทางอารมณ์ต่อกลุ่มเปราะบาง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตดิจิทัลระดับสากลหลายคนมองตรงกันว่า ระดับความเสี่ยงจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องตัวตน การควบคุมอารมณ์ หรือการแยกแยะความจริงกับจินตนาการอยู่แล้ว ผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์ชั้นนำแห่งหนึ่งในนิวยอร์กอธิบายว่า AI สามารถกระตุ้นและขยายความเปราะบางเหล่านี้ให้รุนแรงขึ้นได้ผ่านการโต้ตอบที่ลึกซึ้งและต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลวิจัยจาก MIT และ OpenAI ที่พบแนวโน้มว่าผู้ที่ใช้งาน AI ในระดับสูงอาจรู้สึกเหงาและพึ่งพา AI ทางอารมณ์มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้ AI เป็นที่พึ่งทางสังคมหลัก (The Register; Krungsri Research)

ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกตะวันตก ในไทยเองก็เริ่มมีการจับตามองทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ด้านหนึ่ง AI อย่าง “ไออุ่นแชตบอต” ถูกนำร่องมาใช้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อช่วยลดปัญหาการขาดแคลนนักจิตวิทยา (PubMed abstract) ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็เริ่มนำ AI มาช่วยคัดกรองภาวะซึมเศร้าในกลุ่มนักเรียนและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งช่วยให้การบริการด้านนี้ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว (Bangkok Post) อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านนโยบายและบุคลากรสาธารณสุขของไทยเองก็เริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในระยะยาว เพราะหาก AI พัฒนาจนมีความสมจริงและเข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้น ก็อาจยิ่งซ่อนความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ใช้กลุ่มเปราะบางสับสนระหว่างโลกเสมือนและความเป็นจริง

ประเด็นเทคโนโลยีที่มาปะทะกับความเปราะบางทางใจไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย วัฒนธรรมไทยมีรากฐานของการปรึกษาหารือและหาความสบายใจจากพระสงฆ์ ผู้ใหญ่ หรือผู้ที่เคารพนับถือในชุมชน ซึ่งมีความเข้าอกเข้าใจและมีกรอบของคุณค่าแบบมนุษย์ เมื่อ AI เริ่มเข้ามาสวมบทบาท “ผู้ให้คำปรึกษา” ในลักษณะเดียวกัน นักวิชาการบางส่วนจึงกังวลว่าความสมจริงของมันอาจทำให้คนบางกลุ่มหลงผิดหรือแยกจินตนาการออกจากความจริงไม่ได้ (Wikipedia) ขณะเดียวกันก็ยังมีความห่วงใยว่าข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI อาจไม่ได้ครอบคลุมภาษาและบริบทของสังคมไทยอย่างเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม

เวลานี้นักสิทธิมนุษยชนในระดับสากลเริ่มเรียกร้องให้มีการยอมรับภาวะ “จิตหลอนจาก AI” (AI psychosis) เป็นอาการทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ แม้ว่าสมาคมจิตแพทย์ส่วนใหญ่ทั่วโลกจะยังไม่ประกาศรับรอง เนื่องจากยังมองว่าเป็นกรณีที่ค่อนข้างใหม่และต้องรอข้อมูลในระยะยาว (The Register) แต่กระแสการถกเถียงทั้งในโลกออนไลน์ เวทีวิชาการ และกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เริ่มส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายต้องจับตาความเสี่ยงนี้อย่างจริงจัง ในขณะที่การใช้งาน AI กำลังขยายวงกว้างขึ้นทุกปี

สำหรับประเทศไทย ในอนาคตอันใกล้นี้ ภาครัฐและภาคประชาสังคมจำเป็นต้องเตรียมปรับปรุงระบบดูแลสุขภาพจิตให้เท่าทันยุค AI มาตรการที่หลายฝ่ายเริ่มพูดถึงมีตั้งแต่การควบคุมการทำการตลาดของแชตบอตที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือทางอารมณ์โดยเฉพาะ การสร้างเกณฑ์ที่รัดกุมในการเปิดเผยข้อมูลการจัดเก็บและความทรงจำของ AI ไปจนถึงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งควรเน้นการสังเกตสัญญาณเตือนต่างๆ เช่น พฤติกรรมแยกตัว หมกมุ่น หรือมีความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ AI ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นเดียวกับการรณรงค์เรื่องการเล่นเกมหรือโซเชียลมีเดีย (Krungsri Research)

บทเรียนสำคัญสำหรับคนไทยทุกคนคือ แม้ AI จะมีประโยชน์มหาศาลทั้งด้านการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ หรือแม้แต่การช่วยเหลือปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้น แต่ก็ไม่ควรถูกใช้เพื่อทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ หรือแทนที่ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เมื่อใดที่รู้สึกเครียดหรือมีอารมณ์ด้านลบหลังใช้งาน AI อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต พูดคุยกับคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง และในวันที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกคนควรติดตามข้อมูลข่าวสาร ผลักดันให้เกิดกฎเกณฑ์ที่สมดุล และมองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมสายสัมพันธ์อันดีที่หล่อเลี้ยงคุณภาพชีวิตของเราให้ดียิ่งขึ้น


แหล่งข้อมูล: