ผลการศึกษาครั้งสำคัญระดับโลกเผยว่า เด็กที่ได้สมาร์ทโฟนก่อนอายุ 13 ปี โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง มีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตในวัยผู้ใหญ่สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับเครื่องช้ากว่าอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Human Development and Capabilities และนำเสนอผ่านสื่อใหญ่อย่าง ABC News โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 18–24 ปี กว่า 100,000 คนทั่วโลก นับเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับสังคมไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับการขยายตัวของโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

การเข้าถึงสมาร์ทโฟนเร็ว ส่งผลกระทบต่อใจโดยตรง

ผลการศึกษาตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า การให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนเร็วเกินไปมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสุขภาพจิตหลายด้าน ตั้งแต่อารมณ์ก้าวร้าว การแยกตัวจากสังคม ไปจนถึงการเห็นภาพหลอน และมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย ยิ่งเด็กได้รับสมาร์ทโฟนเร็วเท่าไหร่ ผลกระทบทางจิตใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเป็นเงาตามตัว ข้อมูลจากแบบสอบถามในหลายประเทศพบว่า ในกลุ่มเด็กผู้หญิงที่ได้สมาร์ทโฟนตั้งแต่อายุ 5-6 ปี มีถึง 48% ที่เคยมีความคิดฆ่าตัวตายอย่างรุนแรง เทียบกับกลุ่มที่ได้เครื่องหลังอายุ 13 ปี ซึ่งพบเพียง 28% ส่วนในเด็กผู้ชายที่ได้สมาร์ทโฟนตั้งแต่อายุ 5-6 ปี พบว่า 31% เคยคิดอยากฆ่าตัวตาย ขณะที่กลุ่มซึ่งเริ่มมีเครื่องหลังอายุ 13 ปี พบเพียง 20%

บริบทไทยที่วัยรุ่นแทบทุกคนมีสมาร์ทโฟน

สำหรับประเทศไทย อัตราการใช้สมาร์ทโฟนในกลุ่มเยาวชนสูงเกือบ 90% และมีแนวโน้มที่เด็กจะเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้เร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังยุคโควิดที่การเรียนและการสื่อสารต้องพึ่งพาโลกออนไลน์เป็นหลัก (ข้อมูลจาก Statista) แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนเร็วอาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางจิตใจที่สูงลิ่ว ทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิงที่ได้ใช้เครื่องเร็วมักมีภาพลักษณ์ต่อตนเองและความนับถือตนเองที่ต่ำลง โดยเด็กผู้หญิงมักรู้สึกเปราะบางและขาดความมั่นใจ ส่วนเด็กผู้ชายมักรู้สึกไม่สงบ ขาดความมั่นคง และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นน้อยลง

หนึ่งในทีมวิจัยซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและสุขภาพจิต อธิบายว่า “ยิ่งเด็กได้สมาร์ทโฟนเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปิดรับข้อมูลและประสบการณ์บนโลกออนไลน์ที่ส่งผลต่อทัศนคติและความคิดของพวกเขามากขึ้นเท่านั้น” ข้อมูลยังชี้ด้วยว่า ปัจจัยเร่งอื่นๆ ได้แก่ โซเชียลมีเดีย การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ ปัญหาการนอนหลับ และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ย่ำแย่ ล้วนเป็นปัญหาที่งานวิจัยในไทยและรายงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เคยสะท้อนไว้เช่นกัน

ข้อเสนอแนะ: ชะลอการให้สมาร์ทโฟนแก่เด็ก

ทีมวิจัยแนะนำอย่างหนักแน่นว่า เด็กควรหลีกเลี่ยงการมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเองอย่างน้อยจนถึงอายุ 14 ปี “ก่อนจะให้สมาร์ทโฟนกับลูก พ่อแม่ควรพูดคุยถึงมารยาทและผลกระทบของโลกออนไลน์ให้ลูกเข้าใจอย่างถ่องแท้” นักประสาทวิทยาผู้ร่วมทำวิจัยกล่าว

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับคำเตือนของกุมารแพทย์และนักจิตวิทยาเด็กในไทยมาโดยตลอดว่า การปล่อยให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนโดยขาดการชี้แนะ อาจบั่นทอนทักษะการควบคุมอารมณ์และความสามารถในการรับมือกับแรงกดดันบนโลกออนไลน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่นจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “เด็กไทยมีความเสี่ยงสูงกว่าหลายชาติ เพราะมีอัตราการใช้โซเชียลมีเดียที่สูงมาก แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักไม่มีเวลาดูแลใกล้ชิด” โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่

ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศก็เห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยแพทย์โรคหัวใจชาวอังกฤษซึ่งเชี่ยวชาญด้านผลกระทบของสื่อ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “Good Morning America” ว่าควรชะลอการให้เด็กเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดีย “ยิ่งชะลอให้ลูกเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดียได้นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อตัวเด็กมากขึ้นเท่านั้น” ทำให้หลายครอบครัวเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์รุ่นพื้นฐานที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตแทนสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะกับครอบครัวในพื้นที่ชนบทซึ่งมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดคอยช่วยสอดส่องดูแล

โรงเรียนไทยเริ่มขยับตัวรับมือปัญหา

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของนักจิตวิทยาสังคมเจ้าของผลงานหนังสือ “The Anxious Generation” ที่เรียกร้องให้สังคมเลื่อนอายุการใช้โซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนของเด็กออกไป พร้อมเสนอให้โรงเรียนเป็นเขตปลอดโทรศัพท์ ซึ่งตรงกับประเด็นที่โรงเรียนหลายแห่งในไทยถกเถียงกันมานานหลายปี เพื่อหวังลดปัญหาการบูลลี่ การติดจอ และภาวะ “สมาธิสั้นดิจิทัล” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กเน้นย้ำว่า นอกจากการตั้งกฎเกณฑ์แล้ว พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสม เช่น กุมารแพทย์ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ ABC News ว่า ควรหาเวลาสื่อสารกับลูกทุกวันโดยไม่มีโทรศัพท์มาขวางกั้น “เพียงแค่ให้เวลาอย่างจริงใจโดยไม่วอกแวกไปกับมือถือ เด็กจะสัมผัสได้ว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวสำคัญกว่าหน้าจอ” สำหรับบริบทของครอบครัวไทย “มื้ออาหารเย็น” ถือเป็นช่วงเวลาทองในการพบปะพูดคุยและวางหน้าจอลงพร้อมกัน

บทบาทร่วมของรัฐ โรงเรียน และครอบครัว

สมาคมกุมารแพทย์แห่งอเมริกาได้แนะนำหลัก “5 C’s ของการใช้สื่อ” เพื่อสอนให้เด็กใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย เนื่องจากเนื้อหาและโฆษณาออนไลน์จำนวนมากมักพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้งานที่โตกว่าเด็ก ขณะที่ภาครัฐของไทยเองก็เริ่มออกหลักสูตรสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัลผ่านกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์และใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างรับผิดชอบตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

สังคมไทยต้องตระหนักถึงวัฒนธรรมกลุ่มด้วย เพราะแอปพลิเคชันสนทนายอดนิยมอย่าง LINE และ Facebook Messenger สามารถสร้างแรงกดดันทางสังคมให้แก่เด็กและวัยรุ่นได้ไม่แพ้แพลตฟอร์มอื่น อีกทั้งสถานะบนโลกโซเชียลมักถูกผูกโยงเข้ากับความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของวัยรุ่น ทำให้โทรศัพท์ที่เคยเป็น “ของรางวัล” หรือ “สัญลักษณ์ของความทันสมัย” กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า “การเข้าสังคมดิจิทัลที่ดี” ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ก้าวต่อไปที่ต้องร่วมมือกัน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เราจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันหลายด้านควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นนโยบายระดับชาติที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดีย, หลักสูตรทักษะดิจิทัลที่เข้มแข็งในโรงเรียน, ไปจนถึงการรณรงค์ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายของปัญหาสุขภาพจิตที่มาจากโลกออนไลน์ เช่น การกำหนดเวลากินข้าวพร้อมหน้าโดยปลอดมือถือ, การชาร์จโทรศัพท์ไว้นอกห้องนอน และการสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันในชุมชน

สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ข้อแนะนำที่สำคัญที่สุดคือ ชะลอการให้ลูกมีสมาร์ทโฟนจนกว่าจะอายุอย่างน้อย 14 ปี และจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียจนกว่าจะอายุอย่างน้อย 16 ปี หากจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์เพื่อการติดต่อฉุกเฉินหรือการเรียน ควรพิจารณาโทรศัพท์มือถือพื้นฐานที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญที่สุด คือการสร้างบรรยากาศในบ้านให้มีการพูดคุยกันโดยปราศจากเทคโนโลยีมาแทรกแซง ซึ่งพ่อแม่เองต้องเป็นต้นแบบของการใช้มือถืออย่างสมดุลด้วย ขณะที่โรงเรียน ผู้กำหนดนโยบาย และบริษัทเทคโนโลยี ก็ต้องร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนในยุคนี้

อย่าให้ต้อง “วัวหายล้อมคอก”

เมื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกยืนยันชัดเจนถึงผลกระทบเช่นนี้ สุภาษิตที่ว่า “วัวหายล้อมคอก” จึงควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ความสะดวกสบายหรือความปลอดภัยที่ได้จากเทคโนโลยีชั่วครั้งชั่วคราว จะกลายมาเป็นภัยร้ายที่กัดกร่อนอนาคตของลูกหลานเราโดยไม่รู้ตัว

แหล่งข้อมูล: ABC News, Statista: อัตราการใช้สมาร์ทโฟนในไทย, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงศึกษาธิการ