ท่านเมื่อเว้นความชั่วให้ห่างไกลแล้ว จงประกอบขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ.

สุตตเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๑. สุตตเปตวัตถุ

เรื่องหญิงผู้ถวายด้ายได้ไปอยู่กับเปรต

             (หญิงคนหนึ่งไปอยู่กับเวมานิกเปรตเป็นเวลา ๗๐๐ ปี เกิดความเบื่อหน่าย จึงกล่าวกับเวมานิกเปรตนั้นว่า)

             [๓๔๑] เมื่อก่อน ฉันได้ถวายด้ายแก่ภิกษุซึ่งเข้าไปขอถึงเรือนของฉัน ฉันได้เสวยวิบากซึ่งเป็นผลแห่งการถวายด้ายนั้น อนึ่ง ผ้ามากมายหลายโกฏิบังเกิดมีแก่ฉัน

             [๓๔๒] วิมานของฉันดารดาษไปด้วยดอกไม้ น่ารื่นรมย์ แสนจะงดงาม ทั้งเทพบุตรเทพธิดาพากันมาชมไม่ขาดสาย ฉันเลือกใช้สอยนุ่งและห่มตามปรารถนาถึงเพียงนี้ สรรพวัตถุซึ่งเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจมากมายก็ยังไม่สิ้นไป

             [๓๔๓] ฉันได้รับความสุขและความสำราญในวิมานนี้ เพราะอาศัยวิบากแห่งกรรมนั้นเอง กลับไปยังมนุษยโลกแล้วจักทำบุญให้มากขึ้น ลูกเจ้า ขอเจ้าจงนำฉันกลับไปยังมนุษยโลกเถิด

             (เวมานิกเปรตกล่าวว่า)

             [๓๔๔] ท่านมาอยู่ในวิมานนี้กว่า ๗๐๐ ปี เป็นคนแก่เฒ่าแล้ว จะไปอยู่ในมนุษยโลกทำไม อนึ่ง ญาติของท่านตายไปหมดแล้ว ท่านจากเปตโลกนี้ไปยังมนุษยโลกนั้นแล้วจักทำอะไรได้

             (หญิงนั้นกล่าวว่า)

             [๓๔๕] เมื่อฉันอยู่ที่วิมานนี้ ๗ ปี (คำว่า ๗ ปี ในที่นี้หมายถึง ๗๐๐ ปี นั้นเอง เพราะผู้ที่เสวยความสุขอันเป็นทิพย์ ย่อมไม่กำหนดวันเวลาที่ผ่านไป) ได้เสวยทิพสมบัติและความสุข อิ่มหนำแล้วกลับไปยังมนุษยโลกตามเดิม จักทำบุญให้มาก ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันไปส่งยังมนุษยโลกเถิด

             [๓๔๖] เวมานิกเปรตนั้นจับแขนหญิงนั้น นำกลับไปส่งยังบ้านที่นางเกิดและเจริญวัย แล้วพูดกับหญิงนั้นซึ่งกลายเป็นหญิงแก่มีกำลังน้อยที่สุดว่า เธอจงบอกชนแม้อื่นในที่นี้ว่า ท่านทั้งหลายจงทำบุญจะได้รับความสุข

             [๓๔๗] มนุษย์ทั้งหลายย่อมเดือดร้อนเหมือนเปรตทั้งหลายที่เราเห็นแล้ว เดือดร้อนอยู่เพราะไม่ได้ทำกรรมดีไว้ ก็หมู่สัตว์คือเทวดาและมนุษย์ทำกรรมมีสุขเป็นวิบากแล้ว เป็นผู้ดำรงอยู่ในความสุข

สุตตเปตวัตถุที่ ๑๑ จบ

----------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒

๑๑. สุตตเปตวัตถุ

               อรรถกถาสุตตเปตวัตถุที่ ๑๑               

               เรื่องสุตตเปรตนี้ มีดังนี้.
               อุปบัติเหตุของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร.
               ได้ยินว่า ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี เมื่อพระศาสดายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นนั้นแลนับขึ้นไป ๗๐๐ ปียังมีเด็กคนหนึ่งอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง.
               เมื่อเธอเจริญวัยแล้ว มารดาของเธอจึงไปขอนางกุลธิดาคนหนึ่งมาจากตระกูลที่เสมอกัน เพื่อประโยชน์แก่บุตรนั้น. ก็ในวันวิวาหะนั้นเอง กุมารนั้นไปอาบน้ำกับพวกสหาย ถูกงูกัดตายไป. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ถูกยักษ์จับก็มี.
               เธอกระทำกุศลกรรมไว้เป็นอันมาก ด้วยการอุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้า บังเกิดเป็นวิมานเปรต เพราะค่าที่ตนมีจิตปฏิพัทธ์ในเด็กหญิงนั้น. แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก.
               ลำดับนั้น เธอปรารถนาจะนำนางทาริกานั้นมายังวิมานของตน จึงคิดว่าด้วยอุบายอะไรหนอ นางจึงจะอภิรมย์ในที่นี้กับเรา ให้เป็นกรรมที่จะต้องอำนวยผลในปัจจุบัน จึงพิจารณาถึงเหตุที่ให้ได้เสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์นั้น เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ากำลังทำจีวรกรรมอยู่ จึงแปลงรูปเป็นคนไปไหว้ แล้วกล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านต้องการด้ายหรือ.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า เราจะทำจีวรกรรมอุบาสก.
               เวมานิกเปรตนั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านจงเที่ยวขอด้ายในที่ชื่อโน้นดังนี้แล้วได้ชี้เรือนของนางทาริกานั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ไปในที่นั้น ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน.
               ลำดับนั้น นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ายืนอยู่ในที่นั้น มีจิตเลื่อมใส รู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าของเรามีความต้องการด้าย จึงได้ให้ด้ายกลุ่มหนึ่ง.
               ลำดับนั้น อมนุษย์นั้นได้แปลงเพศเป็นมนุษย์ ไปยังเรือนของนางทาริกา อ้อนวอนมารดาของนางแล้ว อยู่กับนาง ๒-๓ วัน เพื่อจะอนุเคราะห์มารดาของนาง จึงทำภาชนะทุกอย่างในเรือนนั้น ให้เต็มด้วยเงินและทองแล้วเขียนชื่อไว้ข้างบนภาชนะทั้งหมดนั้น มีอันให้รู้ว่านี้เป็นทรัพย์ที่เทวดาให้ใครๆ ไม่ควรเอาไป ดังนี้ จึงได้พาเด็กหญิงนั้นไปยังวิมานตน.
               มารดาของนางได้ทรัพย์เป็นอันมาก ได้ให้แก่พวกญาติของตน แก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ส่วนตนเองบริโภคแล้ว เมื่อจะทำกาละจึงแจ้งแก่ญาติทั้งหลายว่า ถ้าธิดาของเรามาไซร้ ท่านจงให้ทรัพย์นี้แล้วได้ตายไป.
               ครั้นกาลล่วงไป ๗๐๐ ปี แต่กาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถีโดยลำดับ เมื่อหญิงนั้นอยู่ร่วมกับอมนุษย์นั้น ความรำคาญก็เกิดขึ้น.
               นางเมื่อจะกล่าวกะอมนุษย์นั้นว่า ดีละ พระลูกเจ้า ขอท่านจงนำดิฉันกลับไปสู่เรือนของตนเถิดดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
               เมื่อก่อนฉันได้ถวายด้ายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งได้เข้าไปขอถึงเรือนของดิฉัน วิบากของการถวายด้ายนั้น ดิฉันจึงได้เสวยผลอันไพบูลย์อย่างนี้ ประการหนึ่ง ผ้ามากมายหลายโกฏิบังเกิดแก่ดิฉัน วิมานของฉันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้น่ารื่นรมย์ วิจิตรด้วยรูปภาพต่างๆ เพียบพร้อมไปด้วยเทพบุตรเทพธิดาผู้เป็นบริวาร ฉันเลือกใช้สอยนุ่งห่มตามชอบใจถึงเพียงนี้ สรรพวัตถุอันปลื้มใจมากมายก็ไม่หมดสิ้นไป ฉันได้รับความสุขความสำราญในวิมานนี้ เพราะอาศัยวิบากแห่งกรรมนั้น ฉันกลับไปสู่มนุษยโลกแล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด.
               อมนุษย์นั้น ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อไม่ปรารถนาจะไป ด้วยความอนุเคราะห์ เพราะค่าที่ตนมีจิตปฏิพัทธ์ในนางนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ท่านมาอยู่ในวิมานนี้กว่า ๗๐๐ ปี เป็นคนแก่เฒ่าแล้ว จักไปอยู่ในมนุษยโลกทำไม อนึ่ง ญาติของท่านตายไปหมดแล้ว ท่านจากเทวโลกนี้ไปสู่มนุษยโลกนั้นแล้ว จักกระทำอย่างไร.
               อนึ่ง ท่านไปจากเทวโลกนี้ จักเป็นคนแก่เพราะชราแก่ตามวัยในมนุษยโลกนั้น เพราะกรรมสิ้นไป และเพราะอำนาจแห่งฤดูและอาหารของมนุษย์. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า จะทำอย่างไร ตอบว่า เพราะญาติของท่านทั้งหมดตายไปหมดแล้ว.
               อธิบายว่า แม้ญาติของท่านทั้งหมดนั่นแหละตายไปหมดแล้ว เพราะกาลเวลาล่วงไปนาน เพราะฉะนั้น ท่านจากเทวโลกนี้ไปยังมนุษยโลกนั้น จักกระทำอย่างไร. อธิบายว่า ท่านจงยังอายุให้สิ้นไปในที่นี้ ไม่ให้เหลือเศษไว้ คือจงอยู่ในที่นี้.
               หญิงนั้นอันอมนุษย์นั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ เมื่อไม่เชื่อคำของอมนุษย์นั้น จึงกล่าวคาถาอีกว่า :-
               เมื่อฉันอยู่ในวิมานนี้ ๗ ปีเท่านั้น ได้เสวยทิพยสมบัติและความสุขอิ่มหนำแล้ว ฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์แล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด.
               นางกำหนดกาลเวลาที่ล่วงไปเป็นอันมากไม่ได้ จึงได้กล่าวอย่างนั้น เพราะค่าที่ตนเพียบพร้อมไปด้วยทิพยสมบัติและสุขสมบัติถึง ๗๐๐ ปี.
               ก็วิมานเปรตนั้นถูกนางถามอย่างนี้แล้ว จึงพร่ำสอนเธอมีประการต่างๆ แล้วกล่าวว่า บัดนี้ เธอจักไม่อยู่ในที่นั้นเกิน ๗ วัน ทรัพย์ที่เราให้แม่ของเจ้าฝังไว้มีอยู่ เจ้าจงให้ทรัพย์นั้นแก่สมณพราหมณ์ แล้วจงปรารถนาความอุบัติในที่นี้แหละ จึงจับแขนนางวางไว้ที่กลางบ้าน กล่าวว่า เจ้าพึงโอวาทชนแม้เหล่าอื่นผู้มาในที่นี้ว่า ท่านทั้งหลายจงทำบุญตามกำลังเถิด ดังนี้แล้วจึงไป.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
               เวมานิกเปรตนั้นจับแขนหญิงนั้น นำกลับไปสู่บ้านที่นางเกิด แล้วพูดกะหญิงนั้นซึ่งกลับเป็นคนแก่ มีกำลังน้อยที่สุดว่า ท่านพึงบอกชนแม้อื่นที่มายังที่นี้ว่า ท่านทั้งหลายจงทำบุญเถิด ท่านทั้งหลายจะได้รับความสุข.
               แน่ะนางผู้เจริญ ถึงท่านก็พึงทำบุญ แม้คนอื่นที่มาในที่นี้ เพื่อต้องการเยี่ยมบ้าน ท่านก็พึงว่ากล่าวสั่งสอนว่า ท่านผู้มีหน้าผ่องใส ท่านจงเพ่งดูศีรษะและท่อนผ้าที่ถูกไฟไหม้ ก็จงทำบุญมีทานและศีลเป็นต้น และว่า เมื่อทำบุญแล้ว ท่านจะได้รับความสุขอันเป็นผลแห่งบุญนั้น โดยแท้จริงทีเดียว ไม่ควรทำความสงสัยในบุญนั้น.
               ก็แล เมื่อวิมานเปรตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงไป หญิงนั้นไปยังที่อยู่ของหมู่ญาติตน ให้ญาติเหล่านั้นรู้จักตนแล้ว จึงถือเอาทรัพย์ที่ญาติเหล่านั้นมอบให้ เมื่อจะให้ทานแก่สมณะและพราหมณ์ จึงได้ให้โอวาทแก่ชนผู้มาแล้วๆ สู่สำนักของตน จึงกล่าวสอนด้วยคาถาว่า :-
               เราได้เห็นเปรตทั้งหลายผู้ไม่ได้ทำความดีไว้ เดือดร้อนอยู่ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ก็หมู่สัตว์คือเทวดาและมนุษย์กระทำกรรมอันมีความสุขเป็นวิบากแล้ว ย่อมเป็นผู้ดำรงอยู่ในความสุข.
               เราเห็นพวกเปรต เหมือนพวกมนุษย์ เดือดร้อนอยู่เพราะไม่ได้ทำกุศลไว้ ทำแต่อกุศล ถึงความคับแค้น ด้วยความหิวและกระหายเป็นต้น เสวยทุกข์อย่างมหันต์.
               แต่เราได้เห็นหมู่สัตว์ผู้กระทำกรรมอันเป็นเหตุอำนวยความสุขผู้นับเนื่องในเทวดาและมนุษย์ ด้วยกุศลกรรมที่ตนทำไว้นั้น และอกุศลกรรมที่ตนไม่ได้กระทำไว้ ดำรงอยู่ในความสุข.
               เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อเว้นความชั่วให้ห่างไกลแล้ว จงประกอบขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ.
               หญิงนั้น เมื่อให้โอวาทอย่างนี้ได้บำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน เพื่อสมณและพราหมณ์เป็นต้น ในวันที่ ๗ ตายไปบังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์.
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. แต่เมื่อว่า โดยความแปลกกัน พระองค์ทรงประกาศถึงความที่ทานที่บำเพ็ญในพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า ผลมากมีอานิสงส์มาก.
               มหาชนได้ฟังดังนั้นแล้วเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้นฉะนี้แล.


               จบอรรถกถาสุตตเปตวัตถุที่ ๑๑               
               -----------------------------------------------------