ภัยคุกคามจากไมโครพลาสติกต่อสุขภาพกำลังเป็นที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด นักวิจัยชั้นนำได้ออกมาแนะวิธีปฏิบัติง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการรับพลาสติกเข้าร่างกาย โดยอ้างอิงจากงานวิจัยทบทวนวรรณกรรมระดับโลกปี ๒๕๖๗ และข้อมูลล่าสุด นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้สรุปความเสี่ยงต่อสุขภาพจากไมโครพลาสติก พร้อมเสนอแนวทางที่เราทุกคนสามารถลงมือทำได้ทันทีเพื่อลดผลกระทบ แม้จะยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอยู่ก็ตาม โดยเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

ไมโครพลาสติกคือเศษพลาสติกขนาดจิ๋วที่เล็กกว่า ๕ มิลลิเมตร บางครั้งก็เล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ปัจจุบันพบการปนเปื้อนอยู่ทุกหนแห่ง ทั้งในอากาศที่เราหายใจ อาหารและน้ำที่เราบริโภค ไปจนถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเลือด ตับ สมอง หรือแม้แต่ในรก สำหรับประเทศไทยที่การจัดการขยะพลาสติกยังคงเป็นวาระแห่งชาติ และพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวยังคงมีอยู่อย่างแพร่หลายในตลาดและธุรกิจเดลิเวอรี่ การทำความเข้าใจว่าเศษพลาสติกเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไรและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไรจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านปัจจัยเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางอย่างสตรีมีครรภ์และเด็ก ชี้ว่ามีเหตุผลมากพอที่เราจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ แม้ว่าวงการวิทยาศาสตร์จะยังคงต้องศึกษาผลกระทบในระยะยาวอย่างเต็มรูปแบบต่อไป

ไมโครพลาสติกกับความเสี่ยงสุขภาพ: สิ่งที่งานวิจัยใหม่ค้นพบ

ผลการทบทวนข้อมูลอย่างเป็นระบบในปี ๒๕๖๗ โดยนักวิชาการท่านนี้ ชี้ให้เห็นปัญหาสุขภาพที่น่ากังวลหลายประการ ไมโครพลาสติกอาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ โดยเฉพาะคุณภาพของอสุจิ ทั้งยังเชื่อมโยงกับโรคในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้และปอด ข้อมูลล่าสุดยังบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะสมองเสื่อมในรูปแบบต่างๆ แม้จะยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่ข้อกังวลเหล่านี้ก็สอดคล้องกับแนวโน้มการรณรงค์ด้านสาธารณสุขในไทยที่เริ่มเตือนภัยจากพลาสติกที่มองไม่เห็นเหล่านี้มากขึ้น (Washington Post)

แหล่งปนเปื้อนในชีวิตประจำวันและแนวทางป้องกัน

เราสามารถสัมผัสไมโครพลาสติกได้จากทุกที่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นจากยางรถยนต์ที่ลอยฟุ้งในอากาศของกรุงเทพฯ การปนเปื้อนจากพลาสติกที่บุอยู่ด้านในกระป๋องอาหาร หรือแม้แต่ฝุ่นภายในบ้านซึ่งเป็นแหล่งสะสมชั้นดี นักวิชาการจากสหรัฐฯ แนะนำว่าการลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องทำให้ได้สมบูรณ์แบบ ๑๐๐% แต่ขอให้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามไลฟ์สไตล์และกำลังทรัพย์ของแต่ละคน สำหรับครอบครัวไทยที่คุ้นชินกับสินค้าในหีบห่อพลาสติก โดยเฉพาะในสังคมเมืองและวัฒนธรรมสตรีทฟู้ด คำแนะนำต่อไปนี้จึงมีประโยชน์อย่างยิ่ง

  • ลดการทานอาหารแปรรูปและอาหารในบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ การหันมาทำอาหารทานเองโดยใช้วัตถุดิบสดใหม่จากตลาด ไม่เพียงช่วยลดการรับพลาสติก แต่ยังเป็นการสืบสานวัฒนธรรมอาหารไทยที่ให้คุณค่ากับวัตถุดิบจากธรรมชาติ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคาดว่าการปนเปื้อนส่วนใหญ่มาจากขั้นตอนการบรรจุ ขนส่ง และแปรรูป หากจำเป็นต้องพกพาอาหาร ควรหันมาใช้กล่องข้าวหรือปิ่นโต ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติแบบไทยๆ ที่กำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

  • เลี่ยงการอุ่นอาหารในกล่องพลาสติกด้วยไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้ไมโครพลาสติกนับล้านชิ้นหลุดลอกปนเปื้อนในอาหารได้ เรื่องนี้ถือเป็นข้อควรระวังสำคัญสำหรับครัวเรือนในเมืองที่นิยมอุ่นอาหารสำเร็จรูป ควรเปลี่ยนไปใช้ภาชนะแก้วหรือเซรามิกที่ปลอดภัยกว่าและทนทานกว่า เช่นเดียวกันกับน้ำดื่ม ควรลดการใช้ขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเสี่ยงต่อการปล่อยไมโครพลาสติกออกมาปนเปื้อน ขวดน้ำสแตนเลสจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

  • เครื่องครัวที่เคลือบสารกันติด (nonstick) มักมีส่วนผสมของสาร PFAS หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีชั่วนิรันดร์” ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้กระทะและหม้อที่ทำจากสแตนเลส เหล็กหล่อ หรือหม้อดินเผาแบบดั้งเดิม ซึ่งครัวไทยจำนวนมากยังคงนิยมใช้กระทะเหล็กและเครื่องครัวอื่นๆ ที่สืบทอดกันมา หากดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า

  • การทานอาหารที่เน้นพืชผักเป็นหลัก (plant-based) ช่วยลดความเสี่ยงได้ เนื่องจากสารพิษมักสะสมในห่วงโซ่อาหารของสัตว์ใหญ่ จึงแนะนำให้เพิ่มผักผลไม้พื้นบ้าน ธัญพืช และถั่วต่างๆ ในมื้ออาหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาหารไทยดั้งเดิมอยู่แล้ว ลองเลือกทานปลาตัวเล็กหรือปลาแม่น้ำแทนปลาทะเลขนาดใหญ่ที่อาจมีการปนเปื้อนสูงกว่า ซึ่งก็สอดคล้องกับวิถีการกินของคนไทยที่นิยมปลาเล็กปลาน้อย

  • หมั่นทำความสะอาดบ้านเพื่อกำจัดฝุ่นที่อาจมีไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ เช่น การใช้เครื่องดูดฝุ่นที่มีแผ่นกรอง HEPA หรือเช็ดถูบ้านด้วยผ้าชุบน้ำ แม้บ้านไทยส่วนใหญ่อาจไม่มีเครื่องดูดฝุ่นที่ทันสมัย แต่การกวาดและถูบ้านเป็นประจำตามวิถีไทยก็ช่วยลดฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและของใช้ในบ้านหลายชนิด เช่น สครับขัดผิว หรือผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ อาจมีเม็ดบีดส์พลาสติกหรือแคปซูลน้ำหอมขนาดจิ๋วผสมอยู่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้อ่านฉลากอย่างละเอียดและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม ซึ่งสอดคล้องกับกระแสนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรในไทยที่กำลังเติบโต

มุมมองจากองค์กรสุขภาพชั้นนำ

องค์การอนามัยโลก (WHO) เคยกล่าวว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบในระยะยาวเพิ่มเติม แต่ก็ยอมรับว่าไมโครพลาสติกถือเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขระดับโลก (WHO) ขณะที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขในหลายประเทศแนะนำให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนบุคคล ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย อุตสาหกรรม และการจัดการขยะ

ในบริบทของไทย ปัญหาไมโครพลาสติกเชื่อมโยงโดยตรงกับความท้าทายเรื่องการจัดการขยะ แม้ภาครัฐจะเคยมีแคมเปญงดแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้าเมื่อปี ๒๕๖๓ แต่พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวก็ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปตามตลาดสดและร้านค้ารายย่อย งานวิจัยปี ๒๕๖๖ โดยนักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย พบว่าปริมาณไมโครพลาสติกในคลองและแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ช่วงโควิด-๑๙ ที่ธุรกิจส่งอาหารและอาหารแบบซื้อกลับบ้านเติบโตอย่างก้าวกระโดด (Bangkok Post) ในสถานการณ์เช่นนี้ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในระดับบุคคล หากเกิดการขยายผลในวงกว้าง ก็ย่อมช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้

ทางออกที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรมไทยที่ให้คุณค่ากับการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาและการแบ่งปันอาหารในชุมชน ถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างสุขนิสัยที่ปลอดพลาสติกมากขึ้น การหวนคืนสู่วิถีดั้งเดิม เช่น การใช้ใบตองห่ออาหาร การใช้หม้อดินในการปรุงอาหาร หรือการใช้ตะกร้าไม้ไผ่จ่ายตลาด ไม่เพียงแต่ช่วยลดขยะพลาสติก แต่ยังเป็นการเชิดชูรากเหง้าทางวัฒนธรรมอีกด้วย การเลือกซื้อของจากตลาดสดหรือสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ในท้องถิ่น ก็เป็นอีกทางที่ช่วยลดภาระจากบรรจุภัณฑ์และกระบวนการแปรรูปในภาคอุตสาหกรรมได้

ในอนาคตเราอาจได้เห็นมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เมื่อมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างไมโครพลาสติกกับโรคร้ายต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่กฎระเบียบใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ในไทยแต่ทั่วโลก ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องครัว และสินค้าอุปโภคบริโภคก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีสตาร์ทอัพไทยที่กำลังทดลองผลิตบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้จากแกลบ มันสำปะหลัง และสาหร่ายทะเล (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) นอกจากนี้ การให้ความรู้ในโรงเรียนและชุมชนก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ถึงพิษภัยของพลาสติกและทางเลือกในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

ข้อแนะนำสำหรับคนไทยวันนี้

สำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากไมโครพลาสติก คำแนะนำสำคัญคือ เลือกทานอาหารสดใหม่แทนอาหารแปรรูปในบรรจุภัณฑ์ เลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติกกับไมโครเวฟ โดยเปลี่ยนมาใช้ภาชนะแก้วหรือโลหะ พยายามลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว หมั่นทำความสะอาดบ้านให้ปลอดฝุ่น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวที่ปลอดภัย และหันมาสนับสนุนตลาดสดและสินค้าท้องถิ่น แม้ว่าปัญหานี้จะต้องการการแก้ไขในทุกระดับ แต่การลงมือทำของแต่ละคน เมื่อรวมกันเป็นพลังของชุมชน ย่อมสามารถปกป้องสุขภาพของเราและรักษาวิถีวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนต่อไปได้

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและคำแนะนำเกี่ยวกับไมโครพลาสติกได้ที่องค์การอนามัยโลก (WHO microplastics), สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (tei.or.th) และข่าวสารล่าสุดจาก Bangkok Post ในยุคที่ประเทศไทยอยู่บนทางแยกระหว่างความสะดวกสบายและการอนุรักษ์ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลง ทั้งในระดับบุคคลและสังคม เพื่อลดภัยเงียบจากพลาสติกที่แฝงตัวอยู่รอบกายเรา