ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการออกกำลังกายชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ออกมาเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการควบคุมผลิตภัณฑ์อาหารและยาครั้งใหญ่ โดยกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายมองข้ามแค่เรื่องสีสังเคราะห์ และขยายขอบเขตการแบนให้ครอบคลุมสารปรุงแต่งสังเคราะห์ในวงกว้างยิ่งขึ้น ในเวทีสัมมนาล่าสุด นักวิชาการด้านเวชศาสตร์สุขภาพผู้เป็นแกนนำขบวนการ Make America Healthy Again (MAHA) ได้เสนอให้สั่งห้ามใช้สารสังเคราะห์ต่าง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่สีแดงเบอร์ 40 (Red 40) แต่รวมถึงสารเจือปนอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตราย ประเด็นนี้ได้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหม่เกี่ยวกับความปลอดภัยของส่วนผสมในอาหาร อิทธิพลของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ และทางออกที่ภาครัฐและผู้บริโภคควรพิจารณาเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยเลย เพราะสีผสมอาหารและสารปรุงแต่งอื่น ๆ ถูกใช้อย่างแพร่หลายในขนม เครื่องดื่ม และสินค้ามากมายที่วางจำหน่ายทั่วไป แม้กระทั่งในรั้วโรงเรียน ปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีแนวโน้มเดินตามรอยชาติตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ไทยควรทบทวนมาตรฐานและกฎเกณฑ์การใช้สารเติมแต่งเหล่านี้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่ตื่นตัวเรื่องสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับโภชนาการ (nypost.com)

ในสหรัฐอเมริกา เพิ่งมีมติห้ามใช้สีแดงเบอร์ 3 (Red 3) ในอาหาร อาหารเสริม และยาชนิดรับประทาน หลังพบความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ได้ขีดเส้นตายให้อุตสาหกรรมอาหารนำสีชนิดนี้ออกจากผลิตภัณฑ์ภายในปี 2567 และสำหรับกลุ่มยาภายในปี 2568 ข้อมูลจากสมาคมเคมีแห่งอเมริกา (acs.org) ระบุว่า Red 3 เป็นสีสังเคราะห์ที่ในอดีตผลิตจากน้ำมันดิน แต่ปัจจุบันสกัดจากปิโตรเลียมเป็นหลัก นักวิชาการด้านสุขภาพยังวิจารณ์ว่าการปฏิรูปในสหรัฐฯ นั้นล่าช้าเกินไป พร้อมเสนอว่าการแบนควรครอบคลุมมากกว่าแค่สีแดงเบอร์ 40 หรือสีอื่น ๆ “ที่จริงแล้ว อยากเห็นการแบนสารอีกหลายตัวในอาหาร มากกว่าแค่สีแดงเบอร์ 40” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อสารปรุงแต่งที่ใช้อยู่ทั่วไปซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่าอุปสรรคสำคัญมาจากการต่อสู้กับกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ “ขบวนการ MAHA ต้องต่อกรกับกลุ่มผลประโยชน์ยักษ์ใหญ่ 4 กลุ่ม คือ เกษตรอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรมยา และธุรกิจประกันสุขภาพ” ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มักใช้อิทธิพลในการผลักดันนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตน สถานการณ์เช่นนี้พบได้เช่นกันในไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกลุ่มธุรกิจอาหารและเกษตรขนาดใหญ่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย

ในด้านทางเลือกเพื่อสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอให้ผสมผสานแนวทางการบำบัดรักษารูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ “การบำบัดด้วยสารไซคีเดลิก” แม้ยังเป็นที่ถกเถียงในเชิงนโยบาย แต่ผลการศึกษาทางการแพทย์ชี้ว่า การนำไปใช้กับผู้มีภาวะติดสารเสพติด หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการบำบัดแบบดั้งเดิม (ncbi.nlm.nih.gov) อย่างไรก็ดี ประเทศส่วนใหญ่รวมถึงไทยยังคงควบคุมสารเหล่านี้อย่างเข้มงวด

ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องรอให้ภาครัฐลงมือทำเสมอไป “แม้การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ทุกก้าวเล็ก ๆ คือชัยชนะ” พร้อมเน้นถึงพลังของผู้บริโภคในการเลือกรับประทานอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง ในขณะที่มาตรการของรัฐอาจยังตามไม่ทัน “ถ้ารอความช่วยเหลือจากภาครัฐไม่ได้ ก็เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง รับผิดชอบในสิ่งที่เลือกกินและเลือกใช้”

การเคลื่อนไหวของ FDA ต่อสีแดงเบอร์ 3 เป็นผลจากเสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกตะวันตก เนื่องจากสีสังเคราะห์อย่าง Red 40 และ Yellow 5 ถูกตั้งข้อสังเกตในงานวิจัยหลายชิ้นว่าอาจเชื่อมโยงกับความผิดปกติทางพฤติกรรมในเด็กและผลข้างเคียงอื่น ๆ (PubMed) สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้ใช้สีสังเคราะห์บางชนิดในปริมาณที่ควบคุม แต่ก็มีการรณรงค์ให้สังคมเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ก็เคยชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคอาหารแปรรูปสูง (รวมถึงขนมสีสดใส) กับภาวะโรคอ้วนและเบาหวานในเด็กไทยที่น่าเป็นห่วง (ThaiHealth.or.th)

บริบททางวัฒนธรรมของไทยก็เป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากขนมและอาหารสีสันจัดจ้านเป็นส่วนหนึ่งของประเพณี เทศกาล และวิถีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นขนมไทยโบราณหรือเครื่องดื่มยอดนิยมที่วางขายตามตลาดและร้านค้าริมทาง ซึ่งต่างนิยมใช้สีผสมทั้งจากธรรมชาติและสังเคราะห์เพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ แต่ปัจจุบัน คนเมืองรุ่นใหม่เริ่มหันมาใส่ใจส่วนประกอบและฉลากโภชนาการมากขึ้น พร้อมมองหาทางเลือกที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นกระแสที่ถูกขับเคลื่อนโดยสื่อออนไลน์และข่าวสารจากต่างประเทศ

ในอนาคตอันใกล้ หน่วยงานกำกับดูแลด้านอาหารและยาของไทยจึงอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทั้งจากภายในประเทศและมาตรฐานสากล เพื่อให้นำหลักเกณฑ์ใหม่ ๆ มาปรับใช้ เราอาจได้เห็นบริษัทอาหารและเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ในอาเซียนเริ่มปรับสูตรผลิตภัณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยงสารเติมแต่งที่เป็นประเด็นถกเถียง หรือห้างค้าปลีกหันมาเพิ่มทางเลือกอาหารที่ใช้สีจากธรรมชาติมากขึ้น

สำหรับผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายในไทย ข้อเรียกร้องสำคัญคือการส่งเสริมความรู้ด้านโภชนาการ สนับสนุนงานวิจัยในประเทศเกี่ยวกับผลกระทบของสารเติมแต่ง และยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อนในการกำกับดูแลอาหาร พ่อแม่ผู้ปกครองควรฝึกอ่านฉลากโภชนาการ ควบคุมการบริโภคของบุตรหลาน โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวสีฉูดฉาด และสนับสนุนอาหารกลางวันในโรงเรียนที่เน้นวัตถุดิบสดใหม่ ไม่ผ่านการแปรรูป ผู้ที่กังวลเรื่องสุขภาพ สามารถปรึกษานักโภชนาการหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถานพยาบาลของรัฐหรือสถาบันชั้นนำ ที่พร้อมให้คำแนะนำตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด

แม้การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา แต่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่การมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ผู้อ่านที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลล่าสุดได้จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (TFDA) องค์การอนามัยโลก และองค์กรด้านสุขภาพชั้นนำของไทยอย่างสม่ำเสมอ