พระเถระประกาศประวัตินั้นแก่บริษัท ๔ ผู้มายังสำนักตน แล้วแสดงธรรมกถา ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเกิดความสังเวชเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ยินดียิ่งในกุศลธรรมมีทานและศีลเป็นต้น.

อุตตรมาตุเปติวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ

เรื่องนางเปรตมารดาของอุตตรมาณพ

             [๓๓๑] นางเปรตผู้มีผิวพรรณน่าเกลียดน่ากลัว เข้าไปหาภิกษุนั้นผู้อยู่ในที่พักกลางวัน ซึ่งนั่งอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา

             [๓๓๒] นางมีผมยาวห้อยลงมาจรดพื้นดิน มีผมปกคลุมอยู่แล้ว ได้กล่าวกับสมณะนั้นดังนี้ว่า

             [๓๓๓] ตั้งแต่ดิฉันตายจากมนุษยโลกเป็นเวลา ๕๕ ปีแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวและดื่มน้ำเลย ขอท่านจงให้น้ำดื่มแก่ดิฉันผู้กระหายน้ำด้วยเถิด เจ้าค่ะ

             (ภิกษุนั้นกล่าวว่า)

             [๓๓๔] แม่น้ำคงคานี้มีน้ำเย็น ไหลมาจากภูเขาหิมพานต์ เธอจงตักน้ำจากแม่น้ำคงคานั้นดื่มเถิด จะมาขอเราทำไม

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๓๓๕] ท่านผู้เจริญ ถ้าดิฉันตักน้ำในแม่น้ำคงคาดื่มเอง น้ำนั้นจะกลายเป็นเลือด (เพราะผลแห่งบาปกรรม) ของดิฉัน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงขอน้ำดื่ม

             (ภิกษุนั้นถามว่า)

             [๓๓๖] เมื่อก่อนเธอได้ทำกรรมชั่วทางกาย วาจา ใจอะไรไว้หรือ เพราะผลกรรมอะไรน้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็นเลือดปรากฏแก่เธอ

             (นางเปรตนั้นตอบว่า)

             [๓๓๗] ดิฉันมีลูกชายคนหนึ่งชื่ออุตตระ เป็นอุบาสกมีศรัทธา และเขาได้ถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และยาสำหรับแก้ไข้ แก่สมณะทั้งหลายด้วยความไม่พอใจของดิฉัน

             [๓๓๘] ดิฉันถูกความตระหนี่ครอบงำ ได้ด่าเขาว่า

             [๓๓๙] เจ้าถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และยาสำหรับแก้ไข้ ด้วยความไม่พอใจของแม่

             [๓๔๐] เจ้าอุตตระ สิ่งนั้นจงกลายเป็นเลือดปรากฏแก่เจ้าในปรโลก เพราะผลกรรมนั้นน้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็นเลือดปรากฏแก่ดิฉัน

อุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒

๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุ

               อรรถกถาอุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐               

               เรื่องของนางเปรตผู้เป็นมารดาของนายอุตตระนี้ มีการขยายความดังต่อไปนี้ :-
               เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อปฐมมหาสังคีติเป็นไปแล้ว ท่านพระมหากัจจายนะพร้อมด้วยภิกษุ ๑๒ รูปอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงโกสัมพี
               ก็สมัยนั้น อำมาตย์คนหนึ่งของพระเจ้าอุเทน ได้ทำกาละแล้ว. ก็ในกาลก่อน อำมาตย์นั้นได้เป็นผู้จัดตั้งการงานในพระนคร.
               ลำดับนั้น พระราชาจึงรับสั่งให้เรียกอุตตรมาณพผู้เป็นบุตรของอำมาตย์นั้นมา แล้วทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่บิดาดำรงอยู่ว่า เจ้าจงดูแลการงานที่บิดาเจ้าจัดตั้งไว้.
               อุตตรมาณพนั้นรับพระดำรัสแล้ว วันหนึ่งได้พานายช่างไปป่า เพื่อต้องการไม้สำหรับซ่อมแซมพระนคร จึงเข้าไปยังที่อยู่ของท่านพระมหากัจจายนะในที่นั้น เห็นพระเถระผู้ทรงบังสุกุลจีวร นั่งเงียบอยู่ในที่นั้น. จึงเลื่อมใสในอิริยาบถ ได้กระทำปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระเถระแสดงธรรมแก่เธอ.
               เธอสดับธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงตั้งอยู่ในสรณะแล้วนิมนต์พระเถระด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายจงรับภัตตาหารเพื่อจะฉันในวันพรุ่งนี้ โดยความอนุเคราะห์กระผมเถิด.
               พระเถระรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ.
               เธอกลับจากที่นั้นแล้วไปยังนคร ได้บอกแก่อุบาสกเหล่าอื่นว่า ข้าพเจ้าได้นิมนต์พระเถระเพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ ถึงท่านทั้งหลายก็พึงมายังโรงทานของข้าพเจ้า.
               ในวันที่ ๒ เวลาเช้าตรู่ เธอให้จัดขาทนียะและโภชนียะอันประณีต แล้วให้แจ้งเวลา กระทำการต้อนรับพระเถระผู้มาพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย ไหว้แล้วมุ่งหน้าให้เข้าไปยังเรือน.
               ลำดับนั้น เมื่อพระเถระและภิกษุทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยเครื่องลาดอันเป็นกัปปิยะควรค่ามาก ทำการบูชาด้วยของหอม ดอกไม้และธูป ให้พระเถระและภิกษุเหล่านั้นอิ่มหนำด้วยข้าวน้ำอันประณีต เกิดความเลื่อมใสกระทำอัญชลีฟังอนุโมทนา
               เมื่อพระเถระกระทำอนุโมทนาภัตรเสร็จแล้วไปอยู่ จึงถือบาตรตามส่ง ออกจากนครแล้วเมื่อจะกลับ วิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายพึง เข้ามายังเรือนของข้าพเจ้าเป็นนิตย์ รู้ว่าพระเถระรับแล้วจึงกลับ.
               เธออุปัฏฐากพระเถระอยู่อย่างนี้ ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว และได้สร้างวิหารถวาย ทั้งกระทำให้ญาติของตนทั้งหมดเลื่อมใสในพระศาสนา.
               ฝ่ายมารดาของเธอมีจิตถูกมลทินคือความตระหนี่กลุ้มรุม จึงได้บริภาษอย่างนี้ว่า เมื่อเรายังต้องการ เจ้าให้สิ่งไรแก่พวกสมณะ สิ่งนั้นจงสำเร็จเป็นโลหิตแก่เจ้าในปรโลก. แต่นางอนุญาตกำหางนกยูงกำหนึ่งที่ให้ในวันฉลองวิหาร นางทำกาละแล้วเกิดในกำเนิดเปรต แต่เพราะนางอนุโมทนาทานด้วยกำหางนกยูง นางจึงมีผมดำสนิทมีปลายตวัดขึ้น ละเอียดและยาว.
               ในคราวที่นางลงแม่น้ำคงคาด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำนั้น แม่น้ำคงคาเต็มไปด้วยเลือด นางถูกความหิวกระหายครอบงำเที่ยวไปสิ้น ๕๕ ปี.
               วันหนึ่งได้เห็นพระกังขาเรวตเถระนั่งพักกลางวัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จึงเอาผมของตนปิดตัวเข้าไปหา ขอน้ำดื่ม ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า :-
               นางเปรตมีผิวพรรณน่าเกลียดน่ากลัว มีผมยาวห้อยลงมาจดพื้นดิน คลุมตัวด้วยผม เข้าไปหาภิกษุผู้อยู่ในที่พักกลางวัน ซึ่งนั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ได้กล่าวกะภิกษุนี้ว่า.
               คาถาทั้ง ๒ นี้พระสังคีติกาจารย์ได้ตั้งไว้ในเบื้องต้น ณ ที่นี้.
               ก็นางเปรตนั้นเข้าไปหาพระเถระแล้ว เมื่อจะขอน้ำดื่ม จึงกล่าวคาถานี้ว่า:-
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันตั้งแต่ตายจากมนุษยโลกมา ยังไม่ได้บริโภคข้าวหรือดื่มน้ำเลยตลอดเวลา ๕๕ ปีแล้ว ขอท่านจงให้น้ำดื่มแก่ดิฉันผู้กระหายน้ำด้วยเถิด.
               พระเถระกล่าวว่า :-
               แม่น้ำคงคานี้มีน้ำเย็นใสสะอาด ไหลมาจากภูเขาหิมพานต์ ท่านจงตักเอาน้ำจากแม่น้ำคงคานั้นดื่มเถิด จะมาขอน้ำดื่มกะเราทำไม.
               นางเปรตกล่าวว่า :-
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าดิฉันตักน้ำในแม่น้ำคงคานี้เองไซร้ น้ำนั้นย่อมกลับกลายเป็นโลหิตปรากฏแก่ดิฉัน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงขอน้ำดื่มกะท่าน.
               พระเถระถามว่า :-
               ท่านได้กระทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาหรือใจ น้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็นโลหิตปรากฏแก่ท่าน.
               นางเปรตตอบว่า :-
               ดิฉันมีบุตรคนหนึ่งชื่ออุตตระ เป็นอุบาสกมีศรัทธา เขาได้ถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่งและคิลานปัจจัยแก่พระสมณะทั้งหลาย ด้วยความไม่พอใจของดิฉัน ดิฉันถูกความตระหนี่ครอบงำแล้ว ด่าเขาว่า เจ้าอุตตระ เจ้าถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่งและคิลานปัจจัยแก่สมณะทั้งหลาย ด้วยความไม่พอใจของเรานั้นจงกลายเป็นเลือดปรากฏแก่เจ้าในปรโลก เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น น้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็นโลหิตปรากฏแก่ดิฉัน.
               ลำดับนั้น ท่านพระเรวตะได้ถวายน้ำดื่มแก่ภิกษุสงฆ์ อุทิศนางเปรตนั้น เที่ยวไปบิณฑบาต รับภัตต์แล้วได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย ถือเอาผ้าบังสุกุลจากกองหยากเยื่อเป็นต้น ซักแล้วทำให้เป็นฟูกและหมอน ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น นางเปรตนั้นจึงได้ทิพยสมบัติ.
               นางไปยังสำนักพระเถระ แสดงทิพยสมบัติที่ตนได้แก่พระเถระ.
               พระเถระประกาศประวัตินั้นแก่บริษัท ๔ ผู้มายังสำนักตน แล้วแสดงธรรมกถา ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเกิดความสังเวชเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ยินดียิ่งในกุศลธรรมมีทานและศีลเป็นต้น.
               ก็เปตวัตถุนี้ พึงเห็นว่าท่านยกขึ้นสู่สังคายนาในทุติยสังคีติ.

               จบอรรถกถาอุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐               
               -----------------------------------------------------