พอถึงช่วงปิดเทอมยาวของไทยที่เด็ก ๆ ต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น เทรนด์การเลี้ยงลูกแบบ “ซัมเมอร์เด็กซ่า” หรือการปล่อยให้เด็ก ๆ ได้ออกไปเล่นอย่างอิสระเหมือนในยุค 90 ก็กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งในต่างประเทศ แม้แนวทางนี้ที่พ่อแม่ Gen X คุ้นเคยกันดีจะได้รับความนิยมในนิวยอร์ก แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในยุคที่โลกออนไลน์ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของครอบครัวไปอย่างสิ้นเชิง (อ้างอิง)
เสน่ห์ของการปล่อยลูกให้ “ซ่า” ฉบับย้อนวันวาน Gen X
หัวใจของแนวคิดนี้คือการให้เด็กมีอิสระในการใช้เวลาว่าง ออกไปสำรวจโลกรอบบ้านหรือในชุมชน เล่นกับเพื่อนในซอย แวะซื้อขนมร้านโชห่วย หรือปั่นจักรยานเล่นโดยไม่มีสายตาพ่อแม่คอยจับจ้องตลอดเวลา หลายครอบครัวที่ลองใช้วิธีนี้เชื่อว่ามันช่วยเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหา ความกล้าแสดงออก และที่สำคัญคือกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์เมื่อเด็ก ๆ ได้ห่างจากหน้าจอ อย่างเช่นพนักงานประชาสัมพันธ์คนหนึ่งในบรู๊กลินที่เพิ่งยอมให้ลูกชายปั่นจักรยานเล่นรอบหมู่บ้าน “ในขอบเขตที่ยังพออุ่นใจ” เป็นครั้งแรก
แต่ความกังวลในโลกยุคใหม่ก็ยังอยู่
อย่างไรก็ตาม พ่อแม่จำนวนมากยังไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมและภัยคุกคามในปัจจุบันที่ต่างจากอดีต โลกเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ความบันเทิงของเด็กมีแค่การดูทีวี เด็กสมัยนี้ถูกห้อมล้อมด้วยสมาร์ทโฟน เกม และแอปพลิเคชันมากมายที่ดึงดูดความสนใจตลอดเวลา นอกจากนี้ หลายครอบครัวยังต้องวางแผนส่งลูกไปเข้าแคมป์กิจกรรมต่าง ๆ ทั้งค่ายถ่ายภาพ วิทยาศาสตร์ หรือ STEM เพื่อความปลอดภัยและส่งเสริมทักษะไปในตัว
พ่อแม่บางส่วนในเมืองใหญ่ยอมรับว่า การจะปล่อยให้ลูกออกไปเล่นนอกบ้านเหมือนสมัยก่อนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ “อากาศก็ร้อนเกินไป แถมยังไม่ปลอดภัยพอที่จะปล่อยให้ลูกเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยในแมนฮัตตัน” ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวหนึ่งจึงตัดสินใจส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนนานาชาติในยุโรป ซึ่งมีแนวทางการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างกิจกรรมกลางแจ้งและความเป็นอิสระ
งานวิจัยและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศมองว่ากระแส “ซัมเมอร์เด็กซ่า” ไม่ได้มาจากแค่ความคิดถึงวันวาน แต่ยังมีผลวิจัยรองรับ นักจิตวิทยาในบรู๊กลินชี้ว่า การเปิดพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้โดยไม่มีกรอบที่ตายตัว ช่วยส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์และการเข้าสังคมกับคนต่างวัย ทำให้เด็กได้ใช้จินตนาการ หรือแม้แต่เรียนรู้ที่จะสร้างสรรค์จาก “ความเบื่อ” ที่ไม่ได้เกิดจากหน้าจอ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองยุคนี้กลับกังวลเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น เพราะผลกระทบจากโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่ทำให้ข่าวสารอาชญากรรมดูน่ากลัวและใกล้ตัวกว่าเดิม
จากเทรนด์โลกสู่บริบทสังคมไทย
สำหรับประเทศไทย ช่วงปิดเทอมก็มีประเด็นท้าทายในลักษณะเดียวกัน วิถีชีวิตในเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เด็ก ๆ ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่เล่นน้อยลง ซอยเล็ก ๆ ถูกแทนที่ด้วยตึกสูง และการจราจรก็ติดขัดแทบทุกที่ ขณะที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกบ้าน แม้แต่ในพื้นที่ชนบทที่ครั้งหนึ่งเด็ก ๆ เคยวิ่งเล่นกับเพื่อนบ้านหรือญาติผู้ใหญ่ได้อย่างอิสระ ปัจจุบันหลายครอบครัวก็ต้องเผชิญกับปัญหาเด็กติดหน้าจอไม่ต่างจากในเมือง
กุมารแพทย์และนักพัฒนาการเด็กของไทยได้ออกมาเตือนว่า การปล่อยให้เด็กใช้เวลาอยู่หน้าจอนานเกินไปส่งผลเสียหลายด้าน ทั้งปัญหาน้ำหนักเกิน สายตาสั้น และทักษะทางสังคมถดถอย (Bangkok Post) สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุดในวารสารระดับนานาชาติที่พบว่า เด็กที่ได้เล่นกลางแจ้งอย่างอิสระจะมีพัฒนาการด้านการวางแผนและความคุมตัวเองได้ดีกว่า (แหล่งอ้างอิงต่างประเทศ) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนสนับสนุนแนวคิด “ซัมเมอร์เด็กซ่า” ทั้งในอเมริกาและยุโรป
แต่การจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีตที่ชุมชนยังใกล้ชิดกัน ปัจจุบันมีปัจจัยท้าทายมากมายทั้งปัญหาการจราจร อาชญากรรม รวมถึงค่านิยมการส่งลูกเรียนพิเศษและทำกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อสร้างความได้เปรียบในอนาคต โดยผลสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า 72% ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ เลือกส่งลูกเรียนกิจกรรมเสริมในช่วงปิดเทอม (TDRI)
ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่
สำหรับครอบครัวที่พ่อแม่ต้องทำงานหาเช้าค่ำหรือรับจ้างรายวัน แนวคิด “ซัมเมอร์เด็กซ่า” อาจไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็ก ๆ ในกลุ่มนี้จึงต้องใช้เวลาว่างตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเด็กในครอบครัวที่มีฐานะดีซึ่งมีตารางกิจกรรมเสริมทักษะแน่นตั้งแต่เช้าจรดเย็น
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญไทย
แม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่คณาจารย์และนักจิตวิทยาหลายท่านยืนยันว่า การเปิดโอกาสให้เด็กได้ “เบื่อ” หรือได้เล่นอย่างอิสระโดยไม่มีโครงสร้างตายตัว จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์และสอนให้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและหลักคำสอนในพุทธศาสนา ตัวอย่างเช่น โครงการ “เรียนรู้จากธรรมชาติ” ที่โรงเรียนหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่นำมาใช้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้สัมผัสดิน สวนผลไม้ และสำรวจโลกกว้างนอกห้องเรียน
เมื่อสภาพอากาศเป็นอีกหนึ่งปัจจัย
อากาศร้อนจัดและฝนที่ตกบ่อยในประเทศไทยก็เป็นอุปสรรคสำคัญเช่นกัน กุมารแพทย์ในกรุงเทพฯ แนะนำให้ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เช่น หลีกเลี่ยงการเล่นกลางแจ้งในช่วงที่แดดแรงจัด มองหาสวนสาธารณะที่มีร่มเงา หรือปรับเวลาไปทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าเพื่อเลี่ยงอากาศร้อน โดยยังคงเน้นย้ำถึงคุณค่าของกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายและสัมผัสธรรมชาติ
ทางสายกลางที่เหมาะกับยุคสมัย
ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การจะปล่อยให้เด็กมีอิสระเต็มที่โดยไม่มีโครงสร้างหรือการดูแลใด ๆ เลยก็อาจเป็นอันตรายเกินไปในโลกยุคปัจจุบัน ดังนั้น พ่อแม่จึงควรประเมินความพร้อมของสภาพแวดล้อมและเครือข่ายในชุมชน เช่น มีผู้ใหญ่หรือคนรู้จักที่พอจะช่วยสอดส่องดูแลได้หรือไม่ บริเวณใกล้บ้านมีสวนหรือสนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยหรือไม่ หรือจะสร้างข้อตกลงเรื่องเวลาหน้าจอกับลูกอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัว ทางออกอาจเป็นการผสมผสานระหว่างการปล่อยให้เด็กมีเวลาเล่นอิสระ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมที่เหมาะสม หรืออาจรวมกลุ่มกับครอบครัวอื่น ๆ เพื่อผลัดกันดูแล จัด “วันเด็กเล่นในชุมชน” หรือใช้ประโยชน์จากกิจกรรมที่วัดหรือศูนย์เยาวชนในพื้นที่จัดขึ้นเพื่อความอุ่นใจ
ข้อคิดสำหรับอนาคต
กระแส “ซัมเมอร์เด็กซ่า” น่าจะยังคงเป็นประเด็นถกเถียงต่อไปอีกนาน ตราบใดที่โลกยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากปกป้องลูกมากเกินไป ก็อาจทำให้เขาเติบโตมาเป็นคนที่ไม่มั่นใจ ขาดทักษะสังคม และเสพติดความสะดวกสบายจากหน้าจอ แต่หากปล่อยปละละเลยก็เสี่ยงต่ออันตรายรอบด้าน ทางออกที่ดีที่สุดจึงอยู่ที่การสร้างสมดุล โดยคำนึงถึงธรรมชาติของลูก สภาพแวดล้อม และศักยภาพของครอบครัวเป็นสำคัญ
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ปกครองชาวไทยควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง ไม่ว่าจะเน้นความปลอดภัยสูงสุด ส่งเสริมให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจ หรือเปิดโอกาสให้ได้ลองผิดลองถูกบ้าง เพราะประสบการณ์เหล่านี้คือบทเรียนสำคัญที่จะช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงได้
แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้ปกครอง
ผู้ปกครองชาวไทยสามารถติดตามองค์ความรู้ด้านพัฒนาการเด็กได้จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ หรือเข้าร่วมเวิร์กช็อปการเลี้ยงลูกเชิงบวกตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่จัดขึ้นโดยโรงพยาบาลและศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลลูกรักในยุคที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แหล่งที่มา: