ผลสำรวจระดับโลกเผย สิงคโปร์ ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ คือเมืองที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตแบบลักซ์ชัวรีสูงที่สุดในเอเชียสำหรับปี 2568 โดยสิงคโปร์ยังคงครองตำแหน่งเมืองที่แพงที่สุดในโลกเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ข้อมูลจากรายงาน Global Wealth & Lifestyle Report 2025 โดย Julius Baer ฉบับนี้ ไม่เพียงสะท้อนเทรนด์การใช้จ่ายของกลุ่มคนมีฐานะที่เปลี่ยนไป แต่ยังอาจเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับเศรษฐีและนักเดินทางชาวไทยที่มองหาไลฟ์สไตล์เหนือระดับในมหานครชั้นนำ

ดัชนีไลฟ์สไตล์ของ Julius Baer ได้เจาะลึกค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตอย่างมีระดับใน 25 เมืองใหญ่ทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่ราคาอสังหาริมทรัพย์พรีเมียม บริการสุขภาพเอกชน สินค้าแบรนด์เนม ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ ไปจนถึงค่าเล่าเรียนหลักสูตร MBA ระดับสากล รายงานปี 2568 นี้ได้ผสานข้อมูลราคาจริงเข้ากับผลสำรวจพฤติกรรมและความเชื่อของกลุ่มคนผู้มั่งคั่งทั่วโลก ทำให้เห็นภาพทั้งความฝันและความจริงของชีวิตหรูในแต่ละเมือง

สิงคโปร์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการบริการและความเป็นเมืองระดับโลก ยังคงรักษาตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพสายหรูแพงที่สุดทั้งในเอเชียและของโลก ปัจจัยหลักที่ผลักดันคือค่าใช้จ่ายเรื่องรถยนต์ที่แพงหูฉี่ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมใบอนุญาตครอบครองรถ (COE) ที่สูงที่สุดในโลก นอกจากนี้ สินค้าอย่างกระเป๋า Louis Vuitton ก็มีราคาสูงกว่าที่อื่นจนอาจไม่ดึงดูดนักช็อปสายเปย์เท่าที่ควร แต่ที่น่าประหลาดใจคือลู่วิ่งไฟฟ้ากลับเป็นสินค้าที่ราคาถูกที่สุดในดัชนี สะท้อนวัฒนธรรมรักสุขภาพของชาวสิงคโปร์ท่ามกลางวิถีชีวิตหรูหรา

ฮ่องกงตามมาเป็นอันดับ 3 ของโลก (ร่วงจากปีก่อน 1 อันดับ) แต่ยังคงเป็นศูนย์กลางของเหล่าเศรษฐีในภูมิภาค แม้จะมีค่าบริการด้านกฎหมายที่แพงที่สุดในบรรดาเมืองที่สำรวจ แต่จุดแข็งสำคัญคือการเป็นประตูสู่จีนแผ่นดินใหญ่และระบบภาษีที่เอื้อต่อการลงทุน ส่วนใครที่เป็นคอแชมเปญน่าจะถูกใจ เพราะมีราคาถูกที่สุดในกลุ่มสินค้าหรูของเมืองนี้ ทีมวิเคราะห์ของ Julius Baer ชี้ว่าฮ่องกงยังคงมีศักยภาพสูงจากความคล่องตัวและการเป็นศูนย์กลางธุรกิจนานาชาติ

เซี่ยงไฮ้คว้าอันดับ 6 ของโลกและที่ 3 ในเอเชีย (ลดลง 2 อันดับ) รายงานชี้ว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่านิยมของสังคมจีนที่เปลี่ยนไปในเรื่องการแสดงออกถึงความมั่งคั่ง คนรุ่นใหม่เริ่มมองว่าการโอ้อวดฐานะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม มื้ออาหารระดับไฟน์ไดนิงและนาฬิกาหรูในเซี่ยงไฮ้ยังคงมีราคาสูงลิ่ว โดยเฉพาะมื้อหรูที่ถือว่าแพงที่สุดในโลก และราคานาฬิกาหรูที่พุ่งขึ้นกว่า 11% ในรอบปี แสดงให้เห็นว่าเซี่ยงไฮ้ยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับแบรนด์ระดับโลก แม้ผู้บริโภคจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายมากขึ้น

สำหรับเมืองอื่น ๆ ที่ติดสิบอันดับแรกในรายงานของ Julius Baer ได้แก่ ลอนดอน (อันดับ 2 ของโลก) โมนาโก ซูริก ดูไบ นิวยอร์ก ปารีส และมิลาน สะท้อนให้เห็นการแข่งขันระหว่างเมืองหรูดั้งเดิมในยุโรปกับศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลก โดยลอนดอนสามารถแซงหน้าฮ่องกงขึ้นมาได้ ขณะที่ดูไบและมิลานก็ทวีความสำคัญในฐานะเมืองที่เป็นจุดหมายปลายทางของกลุ่มคนมั่งคั่ง (timeout.com)

สำหรับคนไทยและนักลงทุนผู้มั่งคั่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลสำรวจนี้เปรียบเสมือนคู่มือและเครื่องเตือนใจในการตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือเดินทางท่องเที่ยวแบบพรีเมียม ข้อมูลล่าสุดจากบริษัทที่ปรึกษาในไทยเผยว่า กลุ่มครอบครัวที่มีฐานะและผู้ประกอบการรุ่นใหม่เริ่มสนใจถือครองสินทรัพย์หรือส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในต่างประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเป็นเมืองที่มีเสถียรภาพและคุณภาพชีวิตสูง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ให้ความเห็นว่า “หากเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆ ในเอเชีย กรุงเทพฯ ยังถือว่าคุ้มค่าสำหรับไลฟ์สไตล์หรู แต่ในอนาคต เมื่อความต้องการชีวิตเหนือระดับเพิ่มสูงขึ้น บทเรียนจากเมืองอย่างสิงคโปร์และฮ่องกงจะกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด”

ในเชิงวัฒนธรรม ผลสำรวจนี้ยังสะท้อนความสนใจในสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นรถหรู สินค้าแบรนด์เนม หรือการศึกษาในสถาบันชื่อดังต่างประเทศ สื่อสังคมออนไลน์ นิตยสารไลฟ์สไตล์ และละครโทรทัศน์ ต่างช่วยกันสร้างภาพฝันของชีวิตหรูในเมืองใหญ่ระดับโลก ยิ่งกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านการบริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ชนชั้นกลางไปจนถึงระดับบน อย่างไรก็ตาม การที่เซี่ยงไฮ้เริ่มปรับมุมมองสู่การแสดงความร่ำรวยอย่างพอดี ก็อาจเป็นสัญญาณว่าแนวคิดเรื่องชีวิตหรูของคนไทยจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์โลกในอนาคต

เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดสินค้าลักซ์ชัวรีคาดว่า ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นในเมืองอย่างสิงคโปร์ โดยเฉพาะค่าอสังหาริมทรัพย์และบริการสุขภาพเอกชน อาจทำให้กลุ่มคนมั่งคั่งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มองหาทางเลือกใหม่ในเมืองรองอย่างกัวลาลัมเปอร์ โฮจิมินห์ซิตี้ หรือแม้แต่กรุงเทพฯ มากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลดีต่อประเทศไทยในระยะยาว เพราะจะช่วยกระตุ้นการลงทุนในระบบสาธารณสุข การศึกษา และบริการไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม แต่ผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลรายหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้ให้ข้อคิดเตือนใจว่า “เมื่ออันดับโลกมีผลต่อความนิยม เมืองใหญ่ๆ จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างภาพลักษณ์ความหรูหรากับการทำให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้น”

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังวางแผนย้ายประเทศ ลงทุน หรือตั้งเป้าหมายชีวิตในต่างแดน ข้อคิดสำคัญคือการประเมินข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่แค่หลงใหลไปกับภาพลักษณ์หรืออันดับ แต่ควรเปรียบเทียบค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตจากหลายแหล่งข้อมูล ควบคู่ไปกับการพิจารณาความต้องการส่วนตัวและเท่าทันกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ผู้ที่สนใจไลฟ์สไตล์คนเมืองระดับพรีเมียมอาจเริ่มต้นจากการศึกษาดัชนีระดับโลกอย่าง Julius Baer ควบคู่ไปกับข้อมูลตลาดในประเทศ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์หรือนักวางแผนการเงิน และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายคนไทยในต่างแดน ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังก้าวสู่ความเป็นสากล การมุ่งพัฒนาคุณภาพ ความยั่งยืน และการสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ “ชีวิตดีอย่างมีคุณภาพ” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนกลุ่มเล็กๆ อีกต่อไป

แหล่งข้อมูล: