เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาชีวิตเจอเรื่องไม่แน่นอน เราถึงเผลอใจไปกับขนมขบเคี้ยวหรือของกินแคลอรีสูงอยู่เรื่อย? งานวิจัยชิ้นใหม่มีคำตอบ ชี้ว่าพฤติกรรมนี้ฝังรากลึกมาจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของบรรพบุรุษเราในยุคที่อาหารขาดแคลน ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Quality and Preference ยืนยันด้วยหลักฐานเชิงทดลองว่า เมื่อคนเรารู้สึกว่าอาหารอาจไม่พอเพียงในอนาคต สมองจะสั่งการให้เรามองหาและอยากอาหารประเภทขนมกรุบกรอบหรือของกินพลังงานสูงมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและผลพวงจากโควิด-19 ยังคงอยู่ไม่จาง (PsyPost)
สัญชาตญาณความโหยหาในยุคสมัยแห่งความไม่แน่นอน
นักวิจัยอธิบายว่า อาการอยากของหวานของมันเวลาใจคอไม่ดี ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีวินัยหรือเป็นเรื่องของวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่มันคือมรดกทางวิวัฒนาการที่ส่งต่อกันมา สมองของมนุษย์เรียนรู้จากอดีตว่า ในยามที่อาหารหายาก การรีบสะสมพลังงานจากของแคลอรีสูงคือกลยุทธ์สำคัญเพื่อความอยู่รอด เมื่อสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ภัยพิบัติ หรือแม้แต่ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย สัญชาตญาณดึกดำบรรพ์นี้ก็จะถูกปลุกให้ทำงานขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าในความเป็นจริงเราจะไม่ได้ขาดแคลนอาหารเลยก็ตาม
ทดลองจับตา พบว่าสมองเลือกของแคลสูงก่อนเสมอ
งานวิจัยนี้ นำโดยอาจารย์จากสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเท็กซัส เอแอนด์เอ็ม อินเตอร์เนชันแนล และทีมห้องปฏิบัติการด้านวิวัฒนาการการมองเห็น ได้ใช้วิธีที่แตกต่างจากการศึกษาที่ผ่านมาซึ่งมักใช้แบบสอบถาม โดยครั้งนี้ทีมวิจัยใช้เทคโนโลยีติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาขณะที่ผู้เข้าร่วมทดลองดูภาพอาหาร ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ลึกซึ้งว่าสภาพจิตใจส่งผลต่อความสนใจและความอยากอาหารแต่ละประเภทอย่างไร
การทดลองมีนักศึกษามหาวิทยาลัย 142 คน (ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง) เข้าร่วม โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ กลุ่มแรก ถูก引导ให้จินตนาการถึงสังคมที่มั่นคงและอุดมสมบูรณ์ กลุ่มที่สอง ถูกกระตุ้นให้คิดถึงโลกที่ไม่แน่นอน เต็มไปด้วยความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจหรือการตกงาน และกลุ่มสุดท้าย ถูกบอกให้จินตนาการถึงสังคมที่อันตราย มีความรุนแรงคุกคาม จากนั้นให้ทุกคนดูภาพอาหารพลังงานสูงคู่กับอาหารพลังงานต่ำ พร้อมใช้กล้องติดตามสายตาเพื่อวัดว่าพวกเขามองภาพไหนก่อน มองนานกว่า และให้คะแนนความอยากกินอาหารแต่ละชนิดอย่างไร
ผลปรากฏว่า ทุกกลุ่มให้ความสนใจอาหารพลังงานสูงก่อนเสมอ ไม่ว่าจะมองเร็วกว่า จ้องนานกว่า หรือให้คะแนนความอยากกินสูงกว่า แม้จะควบคุมปัจจัยเรื่องความหิวและสถานะทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม แต่ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้คิดถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พบว่ายิ่งพวกเขากลัวว่าอาหารจะขาดแคลนในอนาคตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองและอยากอาหารพลังงานสูงมากขึ้นเท่านั้น
ในทางกลับกัน กลุ่มที่รู้สึกปลอดภัยกลับมีแนวโน้มที่ต่างออกไป คือคนที่กลัวอาหารขาดแคลนจะหันไปสนใจอาหารพลังงานต่ำมากขึ้นเล็กน้อย ชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมที่มั่นคงอาจช่วยลดแรงขับจากสัญชาตญาณนี้ได้ และอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การจำลองสถานการณ์อันตรายจากความรุนแรงหรืออาชญากรรมกลับไม่ส่งผลต่อความอยากอาหารเท่ากับเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง
เชื่อมโยงแนวคิดวิวัฒนาการกับสังคมไทย
หัวหน้าทีมนักวิจัยให้ความเห็นว่า “ในอดีต เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ทางออกคือการมองหาอาหารที่ให้พลังงานสูงเพื่อความอยู่รอด” ทีมวิจัยยังเสริมอีกว่า หากคนเรารู้สึกว่าอยู่ในสภาวะที่มั่นคง ความกลัวว่าจะขาดแคลนอาหารในอนาคตกลับทำให้คนอยากกินอาหารพลังงานต่ำมากกว่า เพราะความรู้สึกว่ามีอาหารอุดมสมบูรณ์ช่วยลดแรงกดดันทางสัญชาตญาณลงได้
ผลวิจัยนี้สอดคล้องกับ “สมมติฐานการประกันภัย” (Insurance Hypothesis) ที่ว่าเมื่อคนเรารู้สึกว่าอาหารจะหายาก ก็จะรีบตุนพลังงานไว้ก่อนโดยเลือกกินของแคลอรีสูง แม้ว่าขณะนั้นจะยังไม่ขาดแคลนก็ตาม และยังเข้ากันได้ดีกับ “ทฤษฎีประวัติชีวิต” (Life History Theory) ที่อธิบายว่าสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยจะเลือกทำสิ่งที่ให้ผลตอบแทนระยะสั้นเมื่อรู้สึกว่าอนาคตไม่แน่นอน (Wikipedia: Life History Theory)
ปรากฏการณ์เดียวกันในสังคมไทย
นักโภชนาการและนักจิตวิทยาในไทยต่างสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางเศรษฐกิจหรือช่วงที่เกิดความเครียดในวงกว้าง เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และผลกระทบหลังโควิด-19 ที่หลายครอบครัวต้องเผชิญปัญหาว่างงาน ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า “ช่วงที่ประเทศเผชิญภาวะไม่แน่นอน จะเห็นได้ชัดว่าคนไทยมีแนวโน้มกินตามอารมณ์มากขึ้น ทั้งของหวาน ของทอด ของมัน” ซึ่งตรงกับผลวิจัยที่ว่า ไม่ว่าจะอดจริงหรือแค่ “รู้สึกว่าจะอด” ก็ล้วนกระตุ้นให้คนไทยโหยหาขนมหรืออาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น
สังคมไทยเองก็มีประสบการณ์กับอาหารทั้งสองขั้ว ทั้งความอุดมสมบูรณ์ในอาหารดั้งเดิมอย่างข้าว ผัก และปลาไขมันต่ำ ควบคู่ไปกับการเข้ามาของอาหารสำเร็จรูปและขนมขบเคี้ยวแคลอรีสูง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ที่ไลฟ์สไตล์เร่งรีบและอิทธิพลจากตะวันตกมีส่วนสำคัญ (Bangkok Post) การที่กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยเป็นนักศึกษาส่วนใหญ่ ยิ่งสะท้อนว่าผลการศึกษานี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองของไทยด้วย
ทางออกอยู่ที่การเข้าใจรากเหง้า ไม่ใช่แค่พลังใจ
ข้อเสนอแนะสำคัญจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การจะรับมือกับพฤติกรรมนี้ แค่ใช้ ‘พลังใจ’ หรือ ‘ความตั้งใจ’ อย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะเพียงแค่เราเห็นข่าวหรือภาพเกี่ยวกับความขาดแคลน ก็สามารถกระตุ้นความอยากอาหารได้โดยอัตโนมัติแล้ว ดังนั้น สำหรับสังคมไทยที่เผชิญทั้งปัญหาความอดอยากในบางพื้นที่ และโรคอ้วนในบางกลุ่ม การออกแบบนโยบายสาธารณสุขจึงควรคำนึงถึงกลไกทางจิตวิทยานี้ด้วย
ในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนจะนำเทคโนโลยีติดตามสายตาไปใช้ใน “สถานการณ์จริง” เช่น ตลาดสด ร้านสะดวกซื้อ หรือแผงลอยริมทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคนไทย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารเมื่อผู้คนเห็นป้ายโฆษณาหรือเสพข่าวเศรษฐกิจ และยังมีแผนจะศึกษาเพิ่มเติมว่า การแข่งขันกับคนเพศเดียวกัน (intrasexual competition) เช่น การเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนหรือคนรอบข้าง จะส่งผลต่อความอยากอาหารด้วยหรือไม่
ข้อคิดสำหรับคนไทย: เข้าใจตัวเอง เพื่อรับมืออย่างถูกจุด
ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มสูงขึ้น การทำความเข้าใจว่าความรู้สึกไม่แน่นอน ตั้งแต่เรื่องในบ้านไปจนถึงวิกฤตระดับชาติ สามารถปลุกสัญชาตญาณดึกดำบรรพ์ที่ควบคุมได้ยากนี้ให้ทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การยอมรับว่าความอยากบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัว จะช่วยให้การออกแบบนโยบายสาธารณสุข เช่น การรณรงค์ในชุมชน โรงเรียน หรือที่ทำงาน มีความนุ่มนวลและตรงจุดมากขึ้น
สำหรับเราทุกคน คำแนะนำในชีวิตประจำวันคือ ลองสังเกตใจตัวเองว่าข่าวสาร สื่อโซเชียล หรือบรรยากาศรอบตัว กำลังกระตุ้นให้เราอยากอาหารขยะอยู่หรือเปล่า ลองปรับเปลี่ยนมาเป็นการกินอย่างมีสติ เลือกซื้อขนมที่ดีต่อสุขภาพติดบ้านไว้ หาทางจัดการกับอารมณ์ และลดการเสพข่าวร้ายเมื่อรู้สึกว่าไม่ไหว นอกจากนี้ ผู้นำชุมชนและหน่วยงานรัฐอาจนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นโครงการให้ความรู้ด้านโภชนาการเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและคนทำงาน
ท้ายที่สุด การเข้าใจว่ากลไกทางวิวัฒนาการยังคงทำงานอยู่ในพฤติกรรมการกินของเรายุคปัจจุบัน จะช่วยให้สังคมไทยสามารถวางกลยุทธ์การดูแลสุขภาพที่เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมของตัวเองได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง
แหล่งข้อมูล: PsyPost: สัญชาตญาณดั้งเดิมอาจอธิบายเหตุผลที่อยากขนมขบเคี้ยวช่วงไม่แน่นอน Wikipedia: ทฤษฎีประวัติชีวิต Bangkok Post: คนไทยกินอาหารจานด่วนมากที่สุดในอาเซียน ผลสำรวจเผย