ทุกวันนี้ ทั้งงานวิจัยด้านจิตวิทยาสมัยใหม่และเรื่องเล่าจากผู้คน ต่างเผยให้เห็นถึง Gaslighting หรือการบงการบิดเบือนความจริงที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ใกล้ตัว และเมื่อสังคมไทยเริ่มหันมาสนใจประเด็นนี้มากขึ้น กลับพบว่าผู้ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มักมี “เรดาร์” ที่จับสัญญาณการปั่นหัวได้เฉียบคมกว่าใคร—ชนิดที่คนรอบข้างอาจยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ งานวิจัยและรายงานเหล่านี้ช่วยตอกย้ำว่าผู้รอดชีวิตไม่เพียงแค่ฟื้นตัวจากบาดแผล แต่ยังได้พัฒนาเกราะป้องกันทางใจที่ซับซ้อนขึ้นมาด้วย

Gaslighting เป็นคำที่มาจากภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง “Gaslight” (พ.ศ. ๒๔๘๗) ซึ่งหมายถึงการบงการทางจิตใจที่ค่อยๆ ทำให้เป้าหมายเริ่มสงสัยในความทรงจำ การรับรู้ หรือแม้กระทั่งสติของตัวเอง โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่เน้นความสมานฉันท์ในครอบครัวและการรักษาหน้าตา ยิ่งทำให้การกระทำลักษณะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและกลายเป็นแผลใจที่ฝังลึก

รายงานชิ้นล่าสุดจาก VegOutMag ได้เจาะลึกประสบการณ์ของผู้ที่เคยเผชิญหน้ากับการถูก Gaslighting ในวัยเด็ก หลายคนเล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาสามารถจับสังเกต “กลยุทธ์” การบงการเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงอย่างแยบยล ไปจนถึงการแสร้งแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างมีนัยแฝง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้พบได้ทั่วไปทั้งในครอบครัว ความสัมพันธ์ฉันคู่รัก หรือแม้แต่ในที่ทำงานของไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมการสื่อสารแบบอ้อมๆ และความไม่นิยมการเผชิญหน้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (VegOutMag)

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือการอธิบายถึง “ภาวะระแวดระวังขั้นสูง” (hypervigilance) ที่ผู้รอดชีวิตต้องใช้เพื่อเอาตัวรอด ดังที่ผู้ให้สัมภาษณ์รายหนึ่งเล่าว่า เพียงแค่ได้ยินคนถกเถียงกันเบาๆ ในร้านกาแฟ เธอก็สังเกตเห็นความผิดปกติทันทีเมื่อได้ยินประโยคทำนองว่า “คุณก็ตกลงแล้วนี่” หรือ “คุณลืมที่เราคุยกันอีกแล้วนะ” ซึ่งคนทั่วไปอาจมองข้ามไป แต่สำหรับผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ Gaslighting มาก่อน ประโยคเหล่านี้คือ “สัญญาณเตือนภัย” ชั้นดี ผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลทางใจให้ความเห็นว่า ผู้รอดชีวิตจึงเปรียบเสมือน “ตู้เก็บใบเสร็จ” ที่ต้องคอยจดจำรายละเอียดทุกอย่างไว้ เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกบิดเบือนความจริงในภายหลัง

กลวิธีบงการที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็น มีตั้งแต่ “การตัดกำลังในคราบของความห่วงใย” เช่น การพูดดักคอไว้ก่อนว่าอีกฝ่ายอาจไม่น่าเชื่อถือ ก่อนที่จะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นจริง รวมถึง “การเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่อย่างแนบเนียน” เช่น การพูดด้วยน้ำเสียงหวังดีว่า “เรื่องราวมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียหน่อย” เพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่นในประสบการณ์ของอีกฝ่าย ผู้รอดชีวิตจึงเรียนรู้ที่จะจับไต๋กลวิธีเหล่านี้ พร้อมทั้งบันทึกความจริงของตัวเองเอาไว้ในสถานการณ์ที่ความจริงเป็นสิ่งไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์อื่นๆ อีก เช่น การเบี่ยงประเด็นไปที่เรื่องอารมณ์แทนเหตุผล (เช่น การตำหนิว่าใครใช้น้ำเสียงอย่างไร แทนที่จะสนใจเนื้อหาที่กำลังถกเถียงกัน) การขอร้องให้ “ลืมๆ มันไปแล้วเริ่มต้นใหม่” เพื่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบ การเปลี่ยนกติกาไปเรื่อยๆ เพื่อให้ความยุติธรรมขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บงการ หรือแม้แต่ “การเสแสร้งแสดงความเมตตา” ด้วยคำพูดที่ดูเหมือนให้กำลังใจแต่กลับแฝงเจตนาปัดตกความคิดเห็นของอีกฝ่าย

การอ้างว่าคนอื่นก็คิดแบบเดียวกับผู้บงการ (“ใครๆ เขาก็คิดแบบนี้ทั้งนั้น”) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับเสียงของส่วนรวมอย่างยิ่ง กลยุทธ์ต่อมาคือ “การแกล้งโง่” โดยเลือกที่จะจำไม่ได้หรือทำไม่ได้ในเรื่องที่ตัวเองเสียประโยชน์ “การยั่วโมโหแล้วฉวยโอกาสโจมตีซ้ำ” คือการกระตุ้นให้อีกฝ่ายระเบิดอารมณ์ออกมา แล้วชี้ว่าการแสดงอารมณ์นั้นคือปัญหา และสุดท้ายคือ “การสร้างภาพว่าตัวเองมีเหตุผลและเป็นกลาง” ทั้งที่ข้อเท็จจริงทั้งหมดถูกบิดเบือนไปแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หรือนักบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านบาดแผลทางใจ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าความสามารถในการจับสังเกตกลวิธีเหล่านี้ไม่ได้มาจากความหวาดระแวง แต่เป็น “ทักษะที่เรียนรู้จากบาดแผล” ซึ่งกลายมาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง (Psychology Today) ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งกล่าวว่า “แม้เรดาร์นี้จะทำให้เหนื่อยล้า แต่มันก็คือเกราะและสัญญาณเตือนภัยที่ช่วยให้ผู้รอดชีวิตไม่กลับไปติดอยู่ในวงจรเดิมๆ อีก”

สำหรับครอบครัวไทย ปัญหานี้มีความซับซ้อนเป็นพิเศษ เพราะหน่วยงานด้านสุขภาพจิตมักชี้ว่า ค่านิยมเรื่องการเคารพผู้อาวุโสและการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอาจเปิดช่องให้การบงการซ่อนตัวอยู่โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญก็ย้ำว่าการแยกแยะระหว่างความเข้าใจผิดธรรมดาๆ ในครอบครัว กับการจงใจใช้ Gaslighting นั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง (DMH Thailand)

ในบริบทสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่เริ่มเปิดรับและกล้าพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำแนะนำของผู้ใหญ่มักถูกมองว่าเป็นที่สิ้นสุด และการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจในครอบครัวอาจถูกตีความว่าเป็นการไม่เคารพหรือก้าวร้าว

ในด้านสุขภาพกายและใจ การถูก Gaslighting อย่างต่อเนื่องและเรื้อรังตั้งแต่วัยเด็กมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และการใช้สารเสพติด โดยมีบทความในวารสารวิชาการระดับนานาชาติหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์นี้อย่างชัดเจน (PubMed) จิตแพทย์อาวุโสจากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ยังได้ให้ข้อมูลเสริมว่า ผู้ใหญ่ชาวไทยจำนวนมากที่เข้ารับการรักษามักมีอาการวิตกกังวลหรือมีปัญหาในการไว้ใจผู้อื่น ซึ่งเมื่อสืบค้นลึกลงไปก็มักจะพบปมจากการถูกด้อยค่าทางความรู้สึกในวัยเด็ก

โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้แบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้ที่จะตรวจจับพฤติกรรม Gaslighting ได้ดียิ่งขึ้น ชุมชนออนไลน์ต่างๆ เช่น กลุ่มสนับสนุนในเฟซบุ๊ก หรือเว็บบอร์ดอย่างพันทิป ได้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้ผู้รอดชีวิตได้พบเจอคนที่มีประสบการณ์คล้ายกันและได้รับความเข้าใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาอาจหาไม่ได้จากคนรอบตัวในชีวิตจริง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ รายงานระบุว่าผู้ที่มีภาวะระแวดระวังสูงมักจะ “ไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชอบบงการ” เพราะพวกเขาสามารถจับสัญญาณอันตรายได้เสมอ ไม่ใช่เพราะพวกเขา “มีตำหนิ” แต่เป็นเพราะประสบการณ์อันเจ็บปวดได้ฝึกฝนให้พวกเขามีสัญชาตญาณเตือนภัยที่แม่นยำ แม้ผลที่ตามมาคือความเหนื่อยล้าในการสร้างความสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคลินิกสุขภาพจิต แต่ข้อดีก็คือการรู้เท่าทันนี้ช่วยตัดวงจรการถูกทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สำหรับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับ “หน้าตา” และความสงบเรียบร้อยของส่วนรวม วัฒนธรรมดังกล่าวอาจทำให้ปัญหาทางอารมณ์ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้พรม และทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยในตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์ความรู้เหล่านี้ถูกเผยแพร่ผ่านระบบการศึกษา กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตในมหาวิทยาลัย และการรณรงค์ของบุคคลสาธารณะ กระแสความตื่นตัวที่เกิดขึ้นจึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าคนไทยมีศักยภาพที่จะทวงคืนพื้นที่ปลอดภัยในความสัมพันธ์กลับคืนมาได้

หน่วยงานอย่างกระทรวงสาธารณสุขเองก็เริ่มมีแคมเปญรณรงค์ให้คนรอบข้างไม่เพิกเฉยเมื่อเห็นสัญญาณของการบงการทางอารมณ์ ขณะที่หน่วยงานด้านการศึกษาก็เรียกร้องให้ครูอาจารย์ทำความเข้าใจกลวิธีเหล่านี้เพื่อจะสามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสม ในแวดวงการแพทย์เองก็เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยแบบ trauma-informed care หรือการดูแลโดยคำนึงถึงบาดแผลทางใจ และแนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ซักถามถึงประสบการณ์การถูก Gaslighting ในผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

หากผู้อ่านท่านใดสงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เริ่มจากการจดบันทึกรายละเอียดการสนทนาที่น่าสงสัย พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้ และเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตจริง รวมถึงฝึกฝนการสื่อสารเพื่อยืนยันสิทธิ์ของตัวเองอย่างเหมาะสม ที่สำคัญที่สุดคือการใจดีกับตัวเอง เพราะภาวะระแวดระวังที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดปกติ แต่มันคือกลไกป้องกันตัวที่สมองสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเราจากการถูกทำร้ายซ้ำๆ

โดยสรุป งานวิจัยและรายงานเหล่านี้ได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความเข้าใจและขยายบทสนทนาเกี่ยวกับ Gaslighting และกลยุทธ์ต่างๆ ที่แฝงตัวอยู่ในสังคมไทย แม้ว่าผู้รอดชีวิตจะต้องใช้พลังงานทางใจอย่างมหาศาล แต่ “วิสัยทัศน์” ที่เฉียบคมของพวกเขากำลังนำทางสังคมไปสู่ความสัมพันธ์ที่โปร่งใส และช่วยให้ทุกคนไม่ต้องสับสนในความจริงและความทรงจำของตนเองอีกต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของกรมสุขภาพจิต รวมถึงงานวิจัยระดับนานาชาติอีกมากมาย สังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามวงจรการบิดเบือนทางอารมณ์นี้ไปได้ ก็ต่อเมื่อพวกเราทุกคนตระหนักถึงปัญหาและร่วมกันเปิดม่านหมอกแห่งการบงการทางจิตใจนี้ออกไป

แหล่งข้อมูล: VegOutMag, Psychology Today, PubMed, DMH Thailand