ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ “โรงแรมไลฟ์สไตล์” จากรายงานล่าสุดของ JLL บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ซึ่งเผยว่านับตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ มีห้องพักโรงแรมไลฟ์สไตล์เปิดใหม่แล้วกว่า ๖๕,๐๐๐ ห้อง หรือขยายตัวถึง ๔ เท่าตัว สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในวงการโรงแรมและพฤติกรรมการท่องเที่ยว กระแสของที่พักซึ่งเน้นดีไซน์และประสบการณ์เฉพาะตัวนี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่มองหาความแปลกใหม่ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ

หัวใจสำคัญของเทรนด์นี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนโรงแรมที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะนักท่องเที่ยวยุคใหม่โหยหาประสบการณ์ที่มากกว่าแค่การนอนพักผ่อน โรงแรมไลฟ์สไตล์จะเน้นดีไซน์ที่โดดเด่น การหยิบยกอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาใช้ และการสร้างพื้นที่ส่วนกลางเพื่อการพบปะสังสรรค์ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่มองหาการเชื่อมโยงและประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง ในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลก ประเทศไทยจึงได้รับทั้งแรงผลักดันจากเทรนด์นี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทองในการยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดทั้งตลาดต่างชาติและคนไทยเอง

รายงานของ JLL ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ระบุว่า จำนวนห้องพักโรงแรมไลฟ์สไตล์ทั่วเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นถึง ๓๔% ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าภายในปี ๒๕๗๐ โรงแรมกลุ่มนี้จะคิดเป็นสัดส่วนราว ๖-๙% ของโรงแรมเปิดใหม่ทั้งหมดในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วแม้จะยังเป็นผู้เล่นกลุ่มเล็กก็ตาม นิยามของ “โรงแรมไลฟ์สไตล์” คือโรงแรมที่มอบประสบการณ์แตกต่างจากที่พักทั่วไป โดยสร้างบรรยากาศผ่านงานศิลปะท้องถิ่น ดีไซน์ อาหาร และบริการที่เป็นอิสระ พร้อมเปิดพื้นที่ส่วนกลางให้แขกและคนในชุมชนได้มาพบปะกัน (อ่านรายงาน Skift)

ผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนกระแสนี้คือเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดย Marriott International ครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งในภูมิภาคด้วยแบรนด์โรงแรมไลฟ์สไตล์ถึง ๑๑ แบรนด์ และกว่า ๘๐% ของห้องพักในกลุ่มนี้ล้วนอยู่ภายใต้การบริหารของเชนโรงแรมขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ภายใน ๒ ปีข้างหน้า จะมีแบรนด์โรงแรมไลฟ์สไตล์อีกอย่างน้อย ๑๐ แบรนด์เตรียมเปิดตัวในภูมิภาคนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากยุโรปและตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนข้ามทวีปต่อศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก

ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป พลิกโฉมวงการโรงแรม

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ากระแสโรงแรมไลฟ์สไตล์เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของนักเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลและ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความยั่งยืน และการปฏิสัมพันธ์กับสังคม มากกว่าความหรูหราแบบเดิมๆ นอกจากนี้ การเติบโตของชนชั้นกลางในเมืองหลังยุคโควิด-๑๙ ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และโลกดิจิทัล ก็เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญ “ทุกวันนี้ โรงแรมต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ไม่ใช่แค่ที่พักอีกต่อไป” ผู้บริหารจากบริษัทที่ปรึกษาด้านโรงแรมชั้นนำแห่งหนึ่งกล่าว

ไทยกับโรงแรมไลฟ์สไตล์: โอกาสและความท้าทาย

ประเทศไทยในฐานะตลาดโรงแรมที่โดดเด่น ย่อมมีโอกาสมหาศาลจากเทรนด์นี้ เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของศิลปะร่วมสมัยและวัฒนธรรมดั้งเดิม กำลังเร่งนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านที่พักที่มีธีมเฉพาะตัว การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ และคอนเซ็ปต์อาหารเครื่องดื่มที่น่าสนใจ ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลอย่างภูเก็ตและสมุย ซึ่งเคยเน้นรีสอร์ตขนาดใหญ่ ก็เริ่มมีโรงแรมบูติกขนาดเล็กที่ผสมผสานงานฝีมือไทยเข้ากับดีไซน์สากลเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่า “โรงแรมไลฟ์สไตล์เข้ามาช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี”

หากย้อนกลับไปในอดีต ไทยเคยเป็นผู้นำตลาดบูติกโฮเทลในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่ช่วงปี ๒๐๐๐ ด้วยโครงการที่โด่งดังอย่าง Bed Supperclub และ The Siam ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของโรงแรมที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ การมาถึงของยุคโรงแรมไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนวิวัฒนาการครั้งใหม่ ที่นำมาตรฐานระดับโลกมาผสมผสานกับความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ เรื่องเล่า หรือปรัชญาการบริการที่เน้นความสนุก สบาย และความมีน้ำใจ

ข้อควรระวังและทิศทางในอนาคต

แม้แนวโน้มจะดูสดใส แต่ก็มีเสียงท้วงติงจากฝั่งนักวิชาการว่า การพัฒนาเชิงพาณิชย์ที่รวดเร็วเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แท้จริง ทำให้ราคาที่ดินในย่านเมืองเก่าพุ่งสูงขึ้น และเสี่ยงต่อภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกินในพื้นที่เปราะบาง คนในวงการโรงแรมเตือนว่า หากไทยต้องการให้โมเดลนี้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการต้องทำงานร่วมกับคนในท้องถิ่น ทั้งช่างฝีมือ นักออกแบบ และองค์กรชุมชน เพื่อให้ผลประโยชน์กระจายสู่คนในพื้นที่อย่างแท้จริง นักวิชาการอาวุโสด้านการท่องเที่ยวจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “หัวใจของโรงแรมไลฟ์สไตล์ที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการสร้างสรรค์ร่วมกับนักออกแบบและผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับไปหล่อเลี้ยงชุมชนและวัฒนธรรม”

หากภาครัฐและเอกชนนำโมเดลโรงแรมไลฟ์สไตล์มาปรับใช้อย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความหลากหลาย ประเทศไทยก็มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น เชียงใหม่ พัทยา รวมถึงเมืองรองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อตอบสนองกลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่นิยมทริปสั้นๆ ช่วงวันหยุด และมองหาที่พักที่ผสมผสานดีไซน์ ดนตรี อาหาร และกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ การออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับกลุ่มดิจิทัลโนแมด การจัดโปรแกรมรีทรีตสุขภาพที่นำภูมิปัญญาไทยมาใช้ และการร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่น ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดนี้เติบโตและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

ข้อคิดสำหรับนักเดินทางและนักพัฒนาอสังหาฯ ชาวไทย

สำหรับนักเดินทางชาวไทย การเลือกพักในโรงแรมไลฟ์สไตล์สำหรับทริปหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อธุรกิจ พักผ่อน หรือเปลี่ยนบรรยากาศในเมือง คือโอกาสในการสัมผัสดีไซน์ ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ท้องถิ่นที่สะท้อนความเป็นไทยในมิติที่หลากหลาย พร้อมๆ กับการเชื่อมโยงเข้ากับเทรนด์ระดับโลก แต่อย่าลืมเลือกพักในโรงแรมที่ใส่ใจชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ในฝั่งธุรกิจ ผู้ประกอบการ คณาจารย์ในสายงานโรงแรม และผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ ควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และนโยบายที่ส่งเสริมให้ไทยกลายเป็นผู้นำในการปฏิวัติวงการโรงแรมไลฟ์สไตล์ โดยผสานรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยเข้ากับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศและของภูมิภาคเอเชีย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก รายงานของ Skift และบทวิเคราะห์ของ JLL รวมถึงมุมมองจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและนักวิชาการชั้นนำด้านการท่องเที่ยว