บทความชิ้นล่าสุดจาก The Conversation ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของวิตามินหลากชนิด ตั้งแต่ A ถึง K ซึ่งล้วนจำเป็นต่อร่างกาย พร้อมอธิบายหน้าที่ของแต่ละตัวและแนะนำแหล่งอาหารใกล้ตัวที่ช่วยให้เราได้รับวิตามินครบถ้วน (The Conversation) แม้เราจะเห็นโฆษณา “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่อ้างสรรพคุณเลิศล้ำอยู่บ่อยครั้ง แต่ผลวิจัยและเสียงจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่กลับยืนยันว่า แค่กินอาหารให้หลากหลาย เน้นวัตถุดิบพื้นๆ แต่ครบหมู่ ก็เพียงพอแล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาของพิเศษราคาแพง

สำหรับสังคมไทย ประเด็นเรื่องโภชนาการยังคงเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเรากำลังเผชิญปัญหาสุขภาพสองด้านพร้อมกัน คือทั้งภาวะโภชนาการเกิน ที่เห็นได้จากตัวเลขผู้ป่วยโรคอ้วนและเบาหวานที่สูงขึ้น และภาวะขาดสารอาหารในประชากรบางกลุ่ม การทำความเข้าใจหน้าที่ของวิตามิน แหล่งที่มา และความเสี่ยงหากร่างกายขาดวิตามิน จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราและครอบครัวเลือกกินได้อย่างถูกต้อง ท่ามกลางข้อมูลสุขภาพที่ท่วมท้นและอาจสร้างความสับสนได้ในปัจจุบัน

วิตามินแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไร? กินอะไรถึงจะได้ครบ?

วิตามินเอ

วิตามินเอมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพผิว เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องการมองเห็น โดยช่วยให้เซลล์รับแสงในจอตาทำงานได้ดี แหล่งอาหารหลักๆ ได้แก่ ไข่ ปลาที่มีไขมันสูง และผลิตภัณฑ์นม ส่วนในผักสีส้มสดหรือผักใบเขียวเข้มอย่างแครอท ฟักทอง และผักโขม จะมีสารเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้เองอย่างปลอดภัย (NHS) แม้การขาดวิตามินเอจะพบได้น้อยในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในพื้นที่ชนบทบางแห่งของไทย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อาจไม่ได้รับเนื้อสัตว์หรือผักผลไม้ที่หลากหลาย ก็ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะตาฟางในตอนกลางคืน และหากรุนแรงอาจถึงขั้นตาบอดได้ (WHO Southeast Asia)

กลุ่มวิตามินบี

วิตามินบีเป็นกลุ่มวิตามินที่มีถึง 8 ชนิดย่อย แต่ละชนิดก็มีหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น บี 1 (ไทอามีน) ช่วยดูแลระบบประสาทและกระบวนการย่อยอาหาร มักพบภาวะขาดในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นเวลานาน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคทางระบบประสาทที่รุนแรงได้ ส่วนบี 2 (ไรโบฟลาวิน) และบี 3 (ไนอะซิน) ช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหาร ขณะที่บี 9 (โฟเลต) และบี 12 (โคบาลามิน) มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและป้องกันภาวะโลหิตจาง (Harvard T.H. Chan School of Public Health) โดยเฉพาะโฟเลตซึ่งสำคัญมากในหญิงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่ทารกจะพิการทางสมองหรือกระดูกสันหลัง ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีนโยบายส่งเสริมให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทานกรดโฟลิกเสริมมาอย่างต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)

วิตามินซี

วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก ขึ้นชื่อเรื่องการช่วยสมานแผล บำรุงหลอดเลือด และซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ เป็นวิตามินที่หาได้ง่ายมากในผลไม้รสเปรี้ยว ฝรั่ง และผักใบเขียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักผลไม้พื้นบ้านของไทยเรานั่นเอง ในอดีต วิตามินซีมีความสำคัญในการป้องกันโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน อ่อนเพลีย) ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อยมาก แต่อาจพบภาวะขาดในระดับที่ไม่รุนแรงโดยไม่รู้ตัวได้ในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่กินอาหารแบบเดิมๆ ซ้ำซาก (Mayo Clinic)

วิตามินดี

ความพิเศษของวิตามินดีคือร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงแดด เรื่องนี้จึงน่าเป็นห่วงสำหรับคนเมืองในไทย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหนาแน่น ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับแสงแดดน้อยลง (The Conversation) วิตามินดีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และฟันให้แข็งแรง การขาดวิตามินดีอาจทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก และโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือกินอาหารไม่ครบหมู่ (Clinical Nutrition Research Thailand)

วิตามินอี

วิตามินอีพบได้มากในถั่ว เมล็ดพืช และน้ำมันพืชชนิดต่างๆ มีหน้าที่หลักในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย พร้อมบำรุงสายตาและระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับคนไทยที่นิยมใช้น้ำมันพืชอย่างน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันถั่วลิสงในชีวิตประจำวัน การขาดวิตามินอีจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนัก เว้นแต่ในกรณีของผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน (Harvard T.H. Chan School of Public Health) แม้ในท้องตลาดจะมีผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินอีที่เน้นเรื่องผิวพรรณวางขายมากมาย แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังคงแนะนำว่าการได้รับจากอาหารตามธรรมชาติย่อมดีที่สุด

วิตามินเอฟ

แม้ “วิตามินเอฟ” จะไม่ใช่วิตามินจริงๆ ตามนิยาม แต่ในบางครั้งก็ถูกใช้เรียกแทนกลุ่มกรดไขมันจำเป็นอย่างโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของสมองและช่วยลดการอักเสบในร่างกาย แหล่งอาหารสำคัญของกรดไขมันกลุ่มนี้คือปลาน้ำจืดและปลาทะเล น้ำมันพืช ถั่ว และเมล็ดธัญพืชต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารไทยทั้งในเมืองและชนบท (Healthline)

วิตามินเค

วิตามินเคมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด พบได้มากในผักใบเขียว ข้าวกล้อง และธัญพืชต่างๆ ซึ่งเป็นกับข้าวและอาหารหลักในแทบทุกครัวเรือน นอกจากนี้ วิตามินเคยังจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทารกแรกเกิด ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีนโยบายฉีดวิตามินเคให้กับทารกแรกเกิดทุกคน เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกผิดปกติ (กระทรวงสาธารณสุข)

ตับ—สุดยอดแหล่งรวมวิตามิน

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจจากบทความนี้คือการจัดอันดับอาหารตามความเข้มข้นของวิตามิน แม้จะมีการพูดถึงซูเปอร์ฟู้ดอย่างผักเคล ปลาที่มีไขมันสูง หรือไข่ แต่ “ตับ” กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งรวมวิตามินหลากหลายชนิดในปริมาณสูงที่สุด ซึ่งตับก็เป็นวัตถุดิบดั้งเดิมในเมนูอาหารไทยยอดนิยมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเรือ โจ๊ก หรือผัดกะเพรา แม้บางคนอาจกังวลเรื่องคอเลสเตอรอลหรือกรดยูริก โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงโรคเกาต์ แต่หากกินในปริมาณที่พอเหมาะ ตับก็ถือเป็นวิธีเสริมวิตามินให้ร่างกายที่ดีเยี่ยม (The Conversation)

แค่กินอาหารหลากหลายตามวิถี “กินข้าวบ้าน” ก็เพียงพอแล้ว

บทสรุปที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ หากเรากินอาหารพื้นบ้านที่หลากหลาย ก็จะได้รับวิตามินอย่างครบถ้วนโดยไม่จำเป็นต้องสรรหาอาหารเสริมราคาแพงหรืออาหารที่โฆษณาว่า “มหัศจรรย์” แต่อย่างใด กลุ่มที่เสี่ยงขาดวิตามินจริงๆ มีเพียงผู้ที่กินอาหารจำกัดมากๆ, หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร, ผู้สูงอายุ, ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมสารอาหาร หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นกรณีพิเศษ สำหรับสังคมไทยที่มีความหลากหลายทางอาหารสูง ปัญหาหลักกลับอยู่ที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในเมืองที่หันไปพึ่งพาอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น (WHO Thailand)

ในทางกลับกัน วัฒนธรรม “กินข้าวบ้าน” ที่มี “กับข้าวหลายอย่าง” บนโต๊ะ และวิถีการเดิน “ตลาดเช้า” ที่สามารถเลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่ได้ทุกวัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความหลากหลายทางโภชนาการโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะอาหารไทยส่วนใหญ่มักผสมผสานทั้งผัก ปลา เนื้อสัตว์ และสมุนไพรไว้ในจานเดียว แต่เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ต้องแข่งกับเวลาและความสะดวกสบาย ก็ควรตระหนักอยู่เสมอว่าการกินให้หลากหลายและสมดุลยังคงเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี

ทางออกสำหรับอนาคต: ให้ความรู้-เสริมโภชนาการ-ดูแลกลุ่มเสี่ยง

สำหรับประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านโครงการส่งเสริมโภชนาการต่างๆ ต่อไป เช่น การเสริมสารอาหารในวัตถุดิบหลัก (อย่างการเติมไอโอดีนในเกลือ หรือวิตามินเอในน้ำมันพืช) ควบคู่ไปกับการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเด็กในครอบครัวยากจน หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร โดยให้หน่วยงานรัฐติดตามภาวะโภชนาการอย่างใกล้ชิด พร้อมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะ เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “อาหารมหัศจรรย์” หรืออาหารเสริมราคาแพงที่ไม่จำเป็น (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)

คำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

สำหรับคนไทยทั่วไปและทุกครอบครัว หากต้องการดูแลสุขภาพให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรเน้นกิน “ข้าวกับข้าว” ที่หลากหลาย มีทั้งผัก ผลไม้ ถั่ว ปลา และอาจมีเครื่องในสัตว์บ้างในปริมาณที่พอดี พร้อมกับลดอาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูป สำหรับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว ควรปรึกษา อสม. หรือเจ้าหน้าที่คลินิกใกล้บ้าน ส่วนคุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เกี่ยวกับวิตามินเคและวิตามินดีที่จำเป็นสำหรับทารกและเด็กเล็ก และที่สำคัญ ทุกคนควรหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้เอง ต้องจำไว้เสมอว่าไม่มีอาหารหรือยาเม็ดชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นยาวิเศษ แต่ “ความสมดุลและความหลากหลาย” ของอาหารที่เรากินในแต่ละวันนี่แหละคือ “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่แท้จริง