ควรเลือกให้ทานในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก ทายกเลือกให้ทานแล้ว จึงไปสู่สวรรค์

อังกุรเปตวัตถุ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๙. อังกุรเปตวัตถุ

เรื่องอังกุระกับเปรต

             (พราหมณ์พ่อค้าคนหนึ่งเห็นของทิพย์ออกจากมือรุกขเทวดา (เทวดาประจำต้นไม้) จึงเกิดความโลภขึ้น ได้บอกแก่อังกุรพาณิชว่า)

             [๒๕๗] เราทั้งหลายนำทรัพย์ที่หาได้ไปสู่แคว้นกัมโพชะเพื่อประโยชน์ใด พวกเราจะนำเทพบุตรผู้ให้สิ่งที่เราต้องการจะได้นี้ไปเพื่อประโยชน์นั้น

             [๒๕๘] พวกเราจะอ้อนวอนเทพบุตรนี้ หรือบังคับให้ขึ้นยานแล้วรีบเดินทางไปยังเมืองทวารวดีโดยเร็ว

             (อังกุรพาณิชเมื่อจะห้ามพราหมณ์พ่อค้านั้นจึงได้กล่าวคาถาว่า)

             [๒๕๙] บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้แต่กิ่งของต้นไม้นั้นก็ไม่ควรหัก เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม

             (พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า)

             [๒๖๐] บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้ลำต้นของต้นไม้นั้นก็พึงตัดได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น

             (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

             [๒๖๑] บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้แต่ใบของต้นไม้นั้นก็ไม่ควรทำลาย เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม

             (พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า)

             [๒๖๒] บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด แม้ต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากก็พึงถอนได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น

             (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

             [๒๖๓] ด้วยว่าบุรุษพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดเพียงหนึ่งคืน หรือได้ข้าวน้ำในที่อยู่ของบุคคลใด ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น ความเป็นผู้กตัญญูสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

             [๒๖๔] บุคคลพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดแม้เพียงหนึ่งคืน ได้รับบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ก็ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น บุคคลผู้มีมืออันไม่เบียดเบียนย่อมทำให้บุคคลผู้ประทุษร้ายมิตรเดือดร้อน

             [๒๖๕] บุคคลใดทำความดีไว้ในกาลก่อน ภายหลังกลับเบียดเบียนบุพการีชนด้วยความชั่ว บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นคนอกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญ บุคคลใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ความชั่วย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นซึ่งเป็นคนพาลแน่แท้ ดังธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมฉะนั้น

             (รุกขเทวดาฟังคำโต้ตอบของคนทั้งสองนั้นแล้ว โกรธพราหมณ์ จึงกล่าวว่า)

             [๒๖๖] ไม่เคยมีเทวดา มนุษย์ หรือผู้เป็นใหญ่คนใดจะมาข่มเหงเราได้โดยง่าย เราเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม ไปได้ไกล ประกอบด้วยรูปสมบัติและกำลัง

             (อังกุรพาณิชจึงถามรุกขเทวดานั้นว่า)

             [๒๖๗] ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไปหมด ทรงไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕ เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย รสต่างๆ ย่อมไหลออก ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในปางก่อน

             (รุกขเทวดาตอบว่า)

             [๒๖๘] เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในปางก่อน อังกุระเอ๋ย ท่านจงทราบว่า เราเป็นเปรตจุติจากโรรุวนครมาอยู่ที่ต้นไทรนี้

             (อังกุรพาณิชถามว่า)

             [๒๖๙] เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านรักษาศีลเช่นไร มีความประพฤติชอบอย่างไร เพราะพรหมจรรย์อะไร ผลบุญจึงสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน

             (รุกขเทวดาตอบว่า)

             [๒๗๐] เมื่อก่อน เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนคร มีความเป็นอยู่แสนจะฝืดเคือง น่าสงสาร ในขณะนั้น เราไม่มีอะไรจะให้ทาน

             [๒๗๑] เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐีซึ่งเป็นผู้มีศรัทธา เป็นใหญ่ในทาน ทำบุญไว้แล้ว มีความละอาย

             [๒๗๒] พวกยาจกวณิพกมีโคตรต่างกัน ไปที่บ้านของเรานั้น พากันถามเราถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีว่า

             [๒๗๓] ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเราจะไปทางไหน เขาให้ทานกันที่ไหน เราถูกพวกยาจกวณิพกถามแล้ว จึงได้ชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐี

             [๒๗๔] ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีว่า ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่านทั้งหลาย เขาให้ทานอยู่ที่เรือนของอสัยหเศรษฐีนั่น

             [๒๗๕] เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่หลั่งออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย เพราะการทำดีนั้น ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเรา

             (อังกุรพาณิชถามว่า)

             [๒๗๖] ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใครๆ ด้วยมือทั้งสองของตน เป็นแต่ร่วมอนุโมทนาทานของผู้อื่น ยกมือชี้บอกทางให้

             [๒๗๗] เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของท่านจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่หลั่งออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย เพราะการทำความดีนั้น ผลบุญจึงสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน

             [๒๗๘] ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใส ได้ให้ทานด้วยมือทั้งสองของตน ละร่างมนุษย์แล้วไปยังทิศไหนหนอ

             (รุกขเทวดาตอบว่า)

             [๒๗๙] ข้าพเจ้าไม่รู้ทางไปหรือทางมา ของอสัยหเศรษฐีผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวสวัณว่า อสัยหเศรษฐีได้เป็นสหายของท้าวสักกะ

             (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

             [๒๘๐] บุคคลควรทำความดีแท้ ควรให้ทานตามสมควร ใครเล่าได้เห็นฝ่ามือซึ่งให้สิ่งที่น่าปรารถนาแล้วจักไม่ทำบุญ

             [๒๘๑] เราจากที่นี้ไปถึงเมืองทวารวดี จักรีบบำเพ็ญทานซึ่งจักนำความสุขมาให้เราแน่นอน

             [๒๘๒] จักให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำดื่ม สระน้ำ และสะพานในที่เดินลำบากเป็นทาน

             (อังกุรพาณิชถามรุกขเทวดาว่า)

             [๒๘๓] เพราะเหตุไร นิ้วมือของท่านจึงหงิกงอ หน้าของท่านจึงบิดเบี้ยว และนัยน์ตาทั้งสองจึงเขรอะ(ด้วยขี้ตา) ท่านได้ทำบาปอะไรไว้

             (รุกขเทวดานั้นตอบว่า)

             [๒๘๔] เราได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ในการให้ทาน ในโรงทานของคหบดีผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน มีศรัทธา ยังครองเรือนอยู่

             [๒๘๕] เห็นยาจกผู้ต้องการอาหารพากันมาที่โรงทานนั้นแล้ว ได้หลีกไปทำหน้างออยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง

             [๒๘๖] เพราะกรรมนั้น นิ้วของเราจึงหงิกงอ หน้าของเราจึงบิดเบี้ยว และนัยน์ตาทั้งสองของเราจึงเขรอะ เราได้ทำบาปนั้นไว้

             (อังกุรพาณิชถามว่า)

             [๒๘๗] แน่ะบุรุษเลวทราม สมควรแล้วที่ท่านมีหน้าบิดเบี้ยว นัยน์ตาทั้งสองจึงเขรอะ เพราะท่านได้ทำหน้างอต่อทานของผู้อื่น

             [๒๘๘] ทำไม อสัยหเศรษฐีเมื่อจะให้ทาน จึงได้มอบข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และที่อยู่อาศัยให้ผู้อื่นจัดแจง

             [๒๘๙] เราจากที่นี้ไปถึงเมืองทวาราวดี จักรีบบำเพ็ญทานซึ่งจะนำความสุขมาให้แก่เราแน่นอน

             [๒๙๐] จักให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพานในที่ที่เดินลำบากเป็นทาน

             [๒๙๑] อังกุรพาณิชนั้นกลับจากทะเลทรายนั้น ไปถึงเมืองทวาราวดีแล้ว เริ่มบำเพ็ญทานซึ่งจะนำความสุขมาให้ตน

             [๒๙๒] ได้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำ สระน้ำ ด้วยจิตอันเลื่อมใสแล้ว

             [๒๙๓] ช่างกัลบก พ่อครัวชาวมคธพากันป่าวร้องในเรือน ของอังกุรพาณิชนั้นทั้งในเวลาเย็นทั้งในเวลาเช้าทุกวันว่า ใครหิวจงมารับประทานตามชอบใจ ใครกระหายจงมาดื่มตามชอบใจ ใครจักนุ่งห่มผ้าจงมานุ่งห่มตามชอบใจ ใครต้องการพาหนะเทียมรถจงเลือกพาหนะที่ชอบใจ จากหมู่พาหนะเทียมรถนี้แล้วเทียมเถิด

             [๒๙๔] ใครต้องการร่มจงมาเอาร่มไป ใครต้องการของหอมจงมาเอาของหอมไป ใครต้องการดอกไม้จงมาเอาดอกไม้ไป ใครต้องการรองเท้าจงมาเอารองเท้าไป

             [๒๙๕] ชนย่อมยกย่องเราว่า อังกุรพาณิชนอนเป็นสุข สินธุมาณพเอ๋ย เพราะไม่เห็นเหล่าชนผู้ขอ เราจึงนอนเป็นทุกข์

             [๒๙๖] ชนย่อมยกย่องเราว่า อังกุรพาณิชนอนเป็นสุข สินธุมาณพเอ๋ย เมื่อวณิพกมีน้อย เราจึงนอนเป็นทุกข์

             (สินธุมาณพได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า)

             [๒๙๗] ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ และเป็นใหญ่กว่าชาวโลกทั้งปวง พึงประทานพรแก่ท่าน เมื่อท่านจะเลือก ท่านจะเลือกขอพรเช่นไร

             (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

             [๒๙๘] ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ พึงประทานพรแก่เรา เราจะพึงขอพรว่า เมื่อเราลุกขึ้นแต่เช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ภักษาหารอันเป็นทิพย์และเหล่าชนผู้ขอซึ่งมีศีลพึงปรากฏขึ้น

             [๒๙๙] เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป ครั้นเราให้ทานนั้นแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้ พึงยังจิตให้เลื่อมใส ข้าพเจ้าพึงเลือกขอพรอย่างนี้กับท้าวสักกะ

             (โสนกบุรุษกล่าวเตือนอังกุรพาณิชว่า)

             [๓๐๐] บุคคลไม่ควรให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดแก่บุคคลอื่น ควรให้ทานและควรรักษาทรัพย์ไว้ เพราะว่าทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน เพราะการให้ทานเกินประมาณ สกุลทั้งหลายจะล่มจม

             [๓๐๑] บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญการไม่ให้ทานและการให้เกินควร เพราะเหตุนั้นแหละ ทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน ประเพณีแห่งการให้ทานและการไม่ให้ เป็นธรรมเนียมของบุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ พึงเป็นไปโดยพอเหมาะ

             (อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

             [๓๐๒] ชาวเราทั้งหลาย ดีหนอ เราพึงให้ทานแน่แท้ ด้วยว่าสัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบระงับพึงคบหาเรา เราพึงทำความประสงค์ของวณิพกทั้งปวงให้เต็ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เปรียบเหมือนฝนตกทำที่ลุ่มทั้งหลายให้เต็ม

             [๓๐๓] บุคคลผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเห็นเหล่าชนผู้ขอ ครั้นให้ทานแล้วมีใจเบิกบาน ข้อนั้นเป็นความสุขของบุคคลผู้อยู่ครองเรือน

             [๓๐๔] บุคคลผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเห็นเหล่าชนผู้ขอ ครั้นให้ทานแล้วมีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ(บุญ)

             [๓๐๕] ก่อนแต่ให้ก็มีใจดี เมื่อกำลังให้ก็ทำจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็มีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ

             (พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวเป็นคาถาว่า)

             [๓๐๖] ในเรือนของอังกุรพาณิชผู้มุ่งบุญ เขาให้โภชนะแก่หมู่ชนวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียนเป็นนิตย์

             [๓๐๗] พ่อครัว ๓,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูแก้วมณี เป็นผู้ขวนขวายในการให้ทาน พากันเข้าไปอาศัยอังกุรพาณิชเลี้ยงชีพ

             [๓๐๘] มาณพ ๖๐,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูแก้วมณี ช่วยกันผ่าฟืนในมหาทานของอังกุรพาณิช

             [๓๐๙] นารี ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ช่วยกันบดเครื่องเทศ(สำหรับปรุงอาหาร) ในมหาทานของอังกุรพาณิช

             [๓๑๐] นารีอีก ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ถือทัพพีเข้าไปยืนคอยรับใช้ในมหาทานของอังกุรพาณิช

             [๓๑๑] อังกุรพาณิชนั้นได้ให้ของเป็นอันมาก แก่คนจำนวนมากโดยประการต่างๆ ได้ทำความเคารพและความเลื่อมใสในกษัตริย์ด้วยมือของตนบ่อย ให้ทานโดยประการต่างๆ สิ้นกาลนาน

             [๓๑๒] อังกุรพาณิชบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปแล้วตลอดเดือน ตลอดปักษ์ ตลอดฤดู ตลอดปีเป็นอันมาก ตลอดกาลนาน

             [๓๑๓] อังกุรพาณิชนั้นได้ให้ทาน บูชาแล้วอย่างนี้ตลอดกาลนาน ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์

             [๓๑๔] อินทกมาณพถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระอนุรุทธเถระ ละร่างมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์

             [๓๑๕] แต่อินทกเทพบุตรรุ่งเรืองยิ่งกว่าอังกุรเทพบุตร โดยฐานะ ๑๐ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่ารื่นรมย์ใจ

             [๓๑๖] อายุ ยศ วรรณะ สุข และความเป็นใหญ่ยิ่ง (พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า) อังกุระ ท่านให้มหาทานสิ้นกาลนาน มาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก

             [๓๑๗] ครั้งที่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบุรุษผู้สูงสุด ประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ (แท่นหินที่มีสีเหมือนผ้ากัมพล (สีเหลือง)) ที่โคนต้นปาริฉัตตกพฤษ์ ณ ภพดาวดึงส์

             [๓๑๘] เทวดาในหมื่นโลกธาตุพากันมานั่งประชุม เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่บนยอดเขา

             [๓๑๙] ไม่มีเทวดาตนไหนมีผิวพรรณงามรุ่งเรือง ยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นงดงามรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง

             [๓๒๐] ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้อยู่ในที่ไกล ๑๒ โยชน์ จากที่พระศาสดาประทับอยู่ ส่วนอินทกเทพบุตรนั่งในที่ใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รุ่งเรืองยิ่งกว่า

             [๓๒๑] พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร เมื่อจะทรงประกาศพระทักขิไณยบุคคล จึงได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

             [๓๒๒] อังกุรเทพบุตร ท่านให้มหาทานสิ้นกาลนาน มาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก

             [๓๒๓] อังกุรเทพบุตรผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อบรมพระองค์เองทรงตักเตือนแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า จะประสงค์อะไรด้วยทานของข้าพระองค์นั้น ซึ่งว่างจากพระทักขิไณยบุคคล

             [๓๒๔] อินทกเทพบุตรนี้ให้ทานนิดหน่อย รุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดังดวงจันทร์รุ่งเรืองยิ่งกว่าหมู่ดาว

             (อินทกเทพบุตรกราบทูลว่า)

             [๓๒๕] พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน ย่อมมีผลไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ทำชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด

             [๓๒๖] ทานมากมายที่บุคคลตั้งไว้ในบุคคลผู้ทุศีล ย่อมมีผลไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ทำทายกให้ปลื้มใจ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

             [๓๒๗] พืชแม้น้อยที่บุคคลหว่านลงในนาดี เมื่อฝนตกสม่ำเสมอ ผลย่อมทำชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด

             [๓๒๘] อุปการะแม้น้อยที่บุคคลทำแล้วในท่านผู้มีศีล มีคุณความดี ผู้คงที่ บุญย่อมกลับมีผลมาก ฉันนั้นเหมือนกัน

             [๓๒๙] ควรเลือกให้ทานในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก ทายกเลือกให้ทานแล้ว จึงไปสู่สวรรค์

             [๓๓๐] ทานที่เลือกให้พระสุคตทรงสรรเสริญ ทานที่ทายกให้ในพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลายซึ่งยังอยู่ในมนุษยโลกนี้ ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดี

อังกุรเปตวัตถุที่ ๙ จบ

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒

๙. อังกุรเปตวัตถุ

               อรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙               

               พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอังกุรเปรต จึงตรัสพระคาถานี้.
               ก็ในที่นี้ ไม่มีอังกุรเปรตก็จริง แต่เพราะความประพฤติของอังกุรเปรตนั้นเกี่ยวเนื่องด้วยเปรต ฉะนั้น ความประพฤติของอังกุรเปรตนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอังกุรเปตวัตถุ.
               ในข้อนั้นมีสังเขปกถาดังต่อไปนี้ :-
               ยังมีกษัตริย์ ๑๑ พระองค์ คือพระนางอัญชนเทวี และน้องชาย ๑๐ พระองค์ คือวาสุเทพ พลเทพ จันทเทพ สุริยเทพ อัคคิเทพ วรุณเทพ อัชชุนะ ปัชชุนะ ฆฏบัณฑิต และอังกุระ อาศัยครรภ์ของพระนางเทวคัพภาผู้พระธิดาของพระเจ้ามหากังสะ ในอสิตัญชนนคร ซึ่งพระเจ้ากังสะปกครองในอุตตราปถชนบท เพราะอาศัยเจ้าอุปสาครผู้โอรสของพระเจ้ามหาสาครผู้เป็นใหญ่ในอุตตรมธุรชนบท.
               บรรดากษัตริย์เหล่านั้น กษัตริย์ผู้น้องชายมีวาสุเทพเป็นต้นใช้จักรปลงพระชนมชีพพระราชาทั้งหมด ๖๓,๐๐๐ นคร ทั่วชมพูทวีป นับตั้งต้นแต่อสิตัญชนนครจนถึงกรุงทวารวดีเป็นที่สุด แล้วประทับอยู่ในทวารวดีนคร แบ่งรัฐออกเป็น ๑๐ ส่วน แต่ไม่ได้นึกถึงพระนางอัญชนเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี แต่เมื่อระลึกขึ้นได้จึงกล่าวว่า เราจะแบ่งเป็น ๑๑ ส่วน.
               เจ้าอังกุระน้องชายคนสุดท้องของกษัตริย์เหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงแบ่งส่วนของหม่อมฉันให้แก่พระเชษฐภคินีเถิด หม่อมฉันจะทำการค้าขายเลี้ยงชีพ ท่านทั้งหลายจงสละส่วยในชนบทของตนๆ ให้แก่หม่อมฉัน.
               กษัตริย์เหล่านั้นรับพระดำรัสแล้วจึงเอาส่วนของเจ้าอังกุระให้แก่พระเชษฐภคินี. พระราชาทั้ง ๙ พระองค์ประทับอยู่ในกรุงทวารวดี. ส่วนอังกุรประกอบการค้า บำเพ็ญมหาทานเป็นนิตยกาล.
               ก็อังกุระนั้นมีทาสผู้หนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คลังมุ่งหวังประโยชน์ ท่านอังกุระชอบใจ ได้ขอกุลธิดาคนหนึ่งมาให้เขา เมื่อตั้งครรภ์บุตรเท่านั้น เขาก็ตายไป เมื่อบุตรคนนั้นเกิดแล้ว ท่านอังกุระได้เอาค่าจ้างที่ได้ให้แก่บิดาของเขาให้แก่เขา ครั้นเมื่อเด็กนั้นเจริญวัยจึงเกิดการวินิจฉัยขึ้นในราชสกุลว่า เขาเป็นทาสหรือไม่. พระนางอัญชนเทวีได้สดับดังนั้นจึงตรัสเปรียบเทียบโดยแม่โคนม แล้วตรัสว่า แม้บุตรของมารดาผู้เป็นไทก็ต้องเป็นไทเท่านั้น ดังนี้แล้วจึงให้พ้นจากความเป็นทาสไป.
               แต่เพราะความอาย เด็กจึงไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงได้ไปยังโรรุวนคร พาธิดาของช่างหูกคนหนึ่งในนครไป เลี้ยงชีพด้วยการทอผ้า.
               สมัยนั้น เขาได้เป็นมหาเศรษฐี ชื่อว่าอสัยหะ ในโรรุวนคร เขาได้ให้มหาทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพกและยาจกทั้งหลาย. ช่างหูกนั้นเกิดปีติและโสมนัสเหยียดแขนขวาออกชี้ให้ดูนิเวศน์ของอสัยหเศรษฐีแก่ชนผู้ไม่รู้จักเรือนของเศรษฐีว่า ขอคนทั้งหลายจงไปในที่นั่นแล้วจะได้สิ่งที่ควรได้.
               กรรมของเขามาแล้วในพระบาลีนั่นแล.
               สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดเป็นภุมเทพยดาที่ต้นไทรต้นหนึ่งในมรุภูมิ มือขวาของเขาได้ให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง.
               ก็ในโรรุวนครนั้นนั่นเอง มีบุรุษคนหนึ่งเป็นคนขวนขวายในทานของอสัยหเศรษฐี แต่ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญบุญ ทำกาละแล้วบังเกิดเป็นเปรต ไม่ไกลแต่ที่อยู่ของเทพบุตรนั้น.
               ก็กรรมที่เขาทำมาแล้วในพระบาลีนั่นแล.
               ฝ่ายอสัยหมหาเศรษฐีทำกาละแล้ว เข้าถึงความเป็นสหายของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์.
               ครั้นสมัยต่อมา เจ้าอังกุระบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มและพราหมณ์คนหนึ่งบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม รวมความว่า ชนทั้ง ๒ คนบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๑,๐๐๐ เล่มเดินไปตามทางมรุกันดาร พากันหลงทาง เที่ยวอยู่ในที่นั้นนั่นเองหลายวันจนหมดหญ้า น้ำและอาหาร. เจ้าอังกุระให้ทูตม้าแสวงหาน้ำดื่มทั้ง ๔ ทิศ.
               ลำดับนั้น เทพผู้มีมืออันให้สิ่งที่ต้องการองค์นั้น เห็นชนเหล่านั้นได้รับความวอดวายอันนั้น จึงคิดถึงอุปการะที่เจ้าอังกุระ ได้กระทำไว้แก่ตนในกาลก่อน จึงคิดว่าเอาเถอะ บัดนี้เราจักพึงเป็นที่พึ่งของเจ้าอังกุระนี้ ดังนี้แล้วจึงได้ชี้ให้ดูต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของตน.
               ได้ยินว่า ต้นไทรนั้นสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ มีใบทึบ มีร่มเงาสนิท มีย่านหลายพันย่าน ว่าโดยความยาวกว้างและสูงประมาณ ๑ โยชน์.
               เจ้าอังกุระเห็นดังนั้นแล้ว เกิดความหรรษาร่าเริง ให้ตั้งข่ายภายใต้ต้นไทรนั้น. เทวดาเหยียดหัตถ์ขวาของตนออก ให้คนทั้งหมดอิ่มหนำด้วยน้ำดื่มเป็นอันดับแรกก่อน ต่อแต่นั้นจึงได้ให้สิ่งที่เขาปรารถนาแก่เขา.
               เมื่อมหาชนนั้นอิ่มหนำตามความต้องการด้วยข้าวและน้ำเป็นต้นนานาชนิดอย่างนี้. ภายหลัง เมื่ออันตรายในหนทางสงบลง พราหมณ์ผู้เป็นพ่อค้านั้นใส่ใจโดยไม่แยบคาย คิดอย่างนี้ว่า เราจากนี้ไปยังแคว้นกัมโพชะแล้ว จักกระทำอะไรเพื่อให้ได้ทรัพย์. แต่เราจะพาเทพนี้แหละไปด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นสู่ยานไปยังนครของเราเอง.
               ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะบอกความนั้นแก่เจ้าอังกุระ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               เราทั้งหลายเที่ยวหาทรัพย์ไปสู่แคว้นกัมโพชะเพื่อประโยชน์ใด เทพบุตรนี้เป็นผู้ให้สิ่งที่เราอยากได้นั้น พวกเราจักนำเทพบุตรนี้ไป หรือจักจับเทพบุตรนี้ข่มขี่เอา ด้วยการวิงวอนหรืออุ้มใส่ยานนำไปสู่ทวารกนครโดยเร็ว.
               พวกเราปรารถนาจะจากที่นี้ไปยังแคว้นกัมโพชะเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ที่จะพึงให้สำเร็จด้วยการไปนั้น ย่อมสำเร็จในที่นี้เอง. เพราะเทพบุตรนี้เป็นผู้ให้สมบัติที่น่าใคร่ เพราะฉะนั้น เราจึงขออ้อนวอนเทพบุตรนี้ แล้วอุ้มเทพบุตรนี้ขึ้นสู่ยาน ตามอนุมัติของเทพบุตรนั้น หรือถ้าไม่ไปตามที่ตกลงกันไว้ จะข่มขี่เอาตามพลการแล้วจับเทพบุตรนั้นมัดแขนไพล่หลังไว้ในยาน ออกจากที่นี้แล รีบไปยังทวารวดีนคร.
               ฝ่ายเจ้าอังกุระอันพราหมณ์พูดอย่างนี้แล้ว ตั้งอยู่ในสัปปุริสธรรม เมื่อจะปฏิเสธคำจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
               บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะการประทุษร้ายมิตร เป็นความเลวทราม.
               จริงอยู่ ต้นไม้ที่มีร่มเงาเยือกเย็นอันใด ย่อมบรรเทาความกระวนกระวายของคนผู้ถูกความร้อนแผดเผา ใครๆ ไม่ควรคิดร้ายต่อต้นไม้นั้น ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงหมู่สัตว์เล่า. ท่านแสดงว่า เทพบุตรนี้เป็นสัตบุรุษ เป็นบุรพการีบุคคล ผู้บรรเทาทุกข์ ผู้มีอุปการะมากแก่เราทั้งหลาย เราไม่ควรคิดร้ายอะไรๆ ต่อเทพบุตรนั้น โดยที่แท้เทพบุตรนั้น เราควรบูชาทีเดียว.
               พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นคิดว่า มูลเหตุของประโยชน์ เป็นเหตุกำจัดความคดโกง ดังนี้แล้ว อาศัยทางอันเป็นแบบแผน ตั้งอยู่ในฝ่ายขัดแย้งต่อเจ้าอังกุระ จึงกล่าวคาถาว่า :-
                บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด พึงตัดแม้ลำต้นของต้นไม้นั้นได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น.
               เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าอังกุระเมื่อจะประคองเฉพาะสัปปุริสธรรม จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
               บุคคลอาศัยนั่งนอน ที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงทำลายแม้ใบของต้นไม้นั้น เพราะการประทุษร้ายต่อมิตร เป็นความเลวทราม.
               พราหมณ์เมื่อจะประคองวาทะของตนแม้อีก จึงกล่าวคาถาว่า :-
                บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด พึงถอนต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากได้ ถ้าพึงประสงค์เช่นนั้น.
               เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าอังกุระมีความประสงค์จะทำแบบแผนนั้นให้ไร้ประโยชน์อีก จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาเหล่านี้ว่า :-
               ก็บุรุษพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดตลอดราตรีหนึ่ง หรือพึงได้ข้าวน้ำในที่ใด ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น.
               ความเป็นผู้กตัญญูอันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลพึงพักอาศัยในเรือนของบุคคลใดแม้เพียงคืนเดียว พึงได้รับการบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ไม่ควรมีจิตคิดประทุษร้ายต่อบุคคลนั้น บุคคลมีมือไม่เบียดเบียน ย่อมแผดเผาบุคคลผู้ประทุษร้ายมิตร
               บุคคลใดทำความดีไว้ในปางก่อน ภายหลังเบียดเบียนด้วยความชั่ว ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนอกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญทั้งหลาย.
               พราหมณ์นั้นถูกเจ้าอังกุระผู้ยกย่องสัปปุริสธรรม กล่าวข่มขู่อย่างนี้ ได้เป็นผู้นิ่งเงียบ.
               ฝ่ายเทพบุตรฟังคำและคำโต้ตอบของคนทั้ง ๒ นั้น แม้จะโกรธต่อพราหมณ์ ก็คิดเสียว่า ช่างเถอะ ภายหลังเราจักรู้กรรมที่ควรทำแก่พราหมณ์ผู้ประทุษร้ายนี้
               เมื่อจะแสดงภาวะที่ตนอันใครๆ ข่มขู่มิได้เป็นอันดับแรก จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ไม่เคยมีเทวดา หรือมนุษย์ หรืออิสรชนคนใด จะมาข่มขู่เราได้โดยง่าย เราเป็นเทพเจ้าผู้มีอิทธิฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้ไปได้ไกล สมบูรณ์ด้วยรัศมีและกำลัง.
               เบื้องหน้าแต่นี้ไป อังกุระพ่อค้าและเทพบุตรได้ทำถ้อยคำและการโต้ตอบกันว่า :-
               ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไป ทรงไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนา ด้วยนิ้วทั้ง ๕ เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย วัตถุมีรสต่างๆ ย่อมไหลออกจากฝ่ามือของท่าน ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะ
               รุกขเทวดาตอบว่า :-
               เราไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะ ดูก่อนเจ้าอังกุระ ท่านจงทราบว่า เราเป็นเปรต จุติจากโรรุวนคร มาอยู่ที่ต้นไทรนี้.
               อังกุระพ่อค้าถามว่า :-
               เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านมีปกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ผลบุญสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหมจรรย์อะไร
               รุกขเทวดาตอบว่า :-
               เมื่อก่อน เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนคร เป็นคนกำพร้า เลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก เราไม่มีอะไรจะให้ทาน เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐี ซึ่งเป็นคนมีศรัทธา เป็นทานบดีมีบุญอันทำแล้ว เป็นผู้ละอายต่อบาป พวกยาจกวณิพกมีนามและโคตรต่างๆ กัน ไปบ้านของเรานั้น พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีกะเราว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเราจะไปทางไหน ทานเขาให้กันที่ไหน
               เราถูกพวกยาจกวณิพกถามแล้ว ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอกเรือนอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่านทั้งหลาย ทานเขาให้อยู่ที่นั่น เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่ไหลออก แห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเรา เพราะพรหมจรรย์นั่น.
               อังกุระพ่อค้าถามว่า :-
               ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใครๆ ด้วยมือทั้งสองของตน เป็นแต่เพียงอนุโมทนาทานของคนอื่น ยกมือชี้บอกทางให้ เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของท่านจึงให้สิ่งที่น่าใคร่ เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหมจรรย์นั้น.
               ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใสได้ให้ทานด้วยมือทั้งสองของตน ละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปทางทิศไหนหนอ.
               รุกขเทวดาตอบว่า :-
               เราไม่รู้ทางไปหรือทางมาของอสัยหเศรษฐี ผู้เป็นเจ้าของแห่งทาน ผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวสวัณว่า อสัยหเศรษฐีถึงความเป็นสหายแห่งท้าวสักกะ
               อังกุระพ่อค้ากล่าวว่า :-
               บุคคลควรทำความดีแท้ ควรให้ทานตามสมควร ใครได้เห็นฝ่ามืออันให้สิ่งที่น่าใคร่แล้ว จักไม่ทำบุญเล่า เราไปจากที่นี้ถึงทวารกะนครแล้ว จักรีบให้ทานอันจักนำความสุขมาให้แก่เราแน่แท้ เราจักให้ข้าวน้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำและสะพานในที่เดินไปได้ยาก เป็นทานดังนี้.
               รวมเป็นคาถากล่าวและกล่าวโต้ตอบกันมีอยู่ ๑๕ คาถา.
               เมื่ออังกุระพาณิชกระทำปฏิญญาว่า เราจักให้ทานอย่างนี้แล้ว เทพบุตรมีใจยินดีกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้เสียสละจงให้ทานเถิด ส่วนเราจักทำหน้าที่เป็นสหายของท่าน ไทยธรรมของท่านจักไม่ถึงความหมดเปลืองด้วยประการใด เราจักกระทำโดยประการนั้น ดังนี้แล้วจึงให้อังกุระพาณิชนั้นอาจหาญในการบำเพ็ญทานแล้วกล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์พาณิช ได้ยินว่า ท่านปรารถนาจะนำคนเช่นเราไปด้วยพลการ ช่างไม่รู้จักประมาณของตัว ดังนี้แล้วจึงให้สินค้าของอังกุระพาณิชนั้น อันตรธานไปแล้ว จึงขู่ให้อังกุระพาณิชนั้นกลัว ด้วยอาการที่สะพึงกลัวว่าเป็นยักษ์.
               ลำดับนั้น อังกุระพาณิชจึงอ้อนวอนกะเทพบุตรนั้นโดยประการต่างๆ เมื่อจะให้พราหมณ์ขมาโทษ ให้เลื่อมใส จึงทำสินค้าทั้งหมดให้กลับเป็นปกติ เมื่อใกล้ค่ำจึงละเทพบุตรไปอยู่ เห็นเปรตตนหนึ่งที่เห็นเข้าน่ากลัวยิ่งนัก ในที่ไม่ไกลแห่งเทพบุตรนั้น
               เมื่อจะถามถึงกรรมที่เปรตนั้นกระทำ จึงกล่าวคาถาว่า :-
                เพราะเหตุไร นิ้วมือของท่านจึงงอหงิก ปากของท่านจึงเบี้ยว และนัยน์ตาทะเล้นออก ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้.
               ลำดับนั้น เปรตได้กล่าวคาถา ๓ คาถาแก่อังกุระพาณิชนั้นว่า :-
                เราเป็นคฤหบดี ตั้งไว้ในการให้ทาน ในโรงทานของท่านคฤหบดีผู้มีอังคีรส ผู้มีศรัทธา เป็นฆราวาส ครอบครองเรือน เห็นยาจกผู้มีความประสงค์ด้วยโภชนะมาที่โรงทานนั้น ได้หลีกไป ทำการบุ้ยปากอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง เพราะกรรมนั้น นิ้วมือของเราจึงงอหงิก ปากของเราจึงเบี้ยว นัยน์ตาทะเล้นออกมา เราได้ทำกรรมชั่วนั้นไว้แล้ว.
               เพราะในกาลนั้น เราถูกเจ้านายแต่งตั้งไว้ในหน้าที่ให้ทาน เมื่อกาลทานปรากฏ เรามีความตระหนี่ครอบงำ หลีกไปจากโรงทานทำเท้างอหงิก เมื่อควรจะให้ทานด้วยมือของตน ไม่ได้ทำอย่างนั้น ทำมืองอหงิก เมื่อควรจะมีหน้าผ่องใส ก็ทำหน้าเบี้ยว.
               เมื่อควรจะแลดูด้วยตาอันน่ารักก็ทำให้เกิดนัยน์ตาทะเล้นออกมา เพราะฉะนั้น เราจึงมีนิ้วมือ นิ้วเท้างอหงิกและปากเบี้ยว สยิ้วผิดรูป.
               เพราะเหตุนั้น เปรตจึงกล่าวว่า :-
                เพราะกรรมนั้น มือของเราจึงงอหงิก ปากเบี้ยว นัยน์ตาทั้ง ๒ ของเราถลนออกมา เพราะเราได้ทำกรรมชั่วนั้นไว้.
               อังกุระพาณิชได้ฟังดังนั้น เมื่อจะติเตียนเปรต จึงกล่าวคาถาว่า :-
               แน่ะบุรุษเลวทราม การที่ท่านมีปากเบี้ยว นัยน์ตาทั้ง ๒ ถลนออกมา เป็นการชอบแล้ว เพราะท่านได้กระทำการบุ้ยปากต่อทานของผู้อื่น.
               อังกุระพาณิชเมื่อจะติเตียนทานบดีเศรษฐีนั้นอีก จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ก็ไฉนอสัยหเศรษฐีเมื่อจะให้ทาน จึงได้มอบข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะ ให้ผู้อื่นจัดแจง.
               บุรุษเมื่อจะให้ทาน ไฉนเล่าจึงมอบให้คนอื่นจัดแจงทานนั้น คือกระทำให้ประจักษ์แก่ตนนั่นแหละ แล้วพึงให้ด้วยมือของตนเอง.
               อนึ่ง ตนเองพึงเป็นผู้ขวนขวายในทานนั้น เมื่อว่าโดยประการอื่น พึงกำจัดไทยธรรมในฐานะอันไม่ควร และไม่พึงให้พระทักขิไณยบุคคลเสื่อมจากทาน.
               อังกุระพาณิชครั้นติเตียนทานบดีเศรษฐีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงวิธีที่ตนจะพึงปฏิบัติ
               จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
               ก็เราไปจากที่นี้ถึงทวารกนครแล้ว จักเริ่มให้ทานอันนำความสุขมาให้เราแน่แท้ เราจักให้ ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ สระน้ำและสะพานในที่เดินลำบากให้เป็นทาน.
               คำนั้นมีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               เพื่อจะแสดงข้อปฏิบัติของอังกุระพาณิช พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงได้ตั้งคาถา ๔ คาถาไว้ความว่า :-
               ก็อังกุระพาณิชนั้นกลับจากทะเลทรายนั้นไปถึงทวารกนครแล้ว ได้เริ่มให้ทานอันนำความสุขมาให้ตน ได้ให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ สระน้ำ ด้วยจิตอันเลื่อมใส.
               ช่างกัลบก พ่อครัวชาวมคธ พากันป่าวร้องในเรือนของอังกุระพาณิชนั้นทั้งเช้าทั้งเย็น ทุกเมื่อว่า ใครหิวจงมากินตามชอบใจ ใครกระหายจงมาดื่มตามชอบใจ ใครจักนุ่งห่มผ้าจงนุ่งห่มผ้า ใครต้องการพาหนะสำหรับเทียม จงเทียมพาหนะในคู่แอกนี้ ใครต้องการร่มจงเอาร่มไป ใครต้องการของหอมจงเอาดอกไม้ไป ใครต้องการรองเท้าจงเอารองเท้าไป.
               เมื่ออังกุระพาณิชบำเพ็ญมหาทานอย่างนี้ เมื่อเวลาผ่านไป โรงทานห่างเหินเงียบสงัดจากคนผู้ต้องการ เพราะเป็นผู้อิ่มหนำแล้ว. อังกุระพาณิชเห็นดังนั้นจึงไม่พอใจ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยกว้างขวางในการให้ทาน จึงเรียกมาณพชื่อว่าสินธกะผู้ขวนขวายในทานของตนมาแล้วกล่าว ๒ คาถาว่า :-
                มหาชนรู้เราว่า อังกุระนอนเป็นสุข ดูก่อนสินธกะ เรานอนเป็นทุกข์ เพราะไม่ได้เห็นพวกยาจก มหาชนรู้เราว่า อังกุระนอนเป็นสุข ดูก่อนสินธกะ เรานอนเป็นทุกข์ในเมื่อวณิพกมีน้อย.
               สินธกะมาณพได้ฟังดังนั้นแล้ว มีความประสงค์จะกระทำอังกุระพาณิชนั้นให้น้อมไปในทานอันยิ่ง ให้ปรากฏจึงกล่าวคาถาว่า :-
               ถ้าท้าวสักกะเป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์และเป็นใหญ่กว่าชาวโลกทั้งปวง พึงให้พรท่าน ท่านเมื่อจะเลือก พึงเลือกเอาพรเช่นไร.
               ลำดับนั้น อังกุระพาณิชเมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตนตามความเป็นจริง จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าเทพชั้นดาวดึงส์ พึงให้พรแก่เราไซร้ เราจะพึงขอพรว่า เมื่อเราลุกขึ้นแต่เช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ขอภัตตาหารอันเป็นทิพย์ และพวกยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏ เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป ครั้นเราให้ทานนั้นแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ พึงยังจิตให้เลื่อมใส ข้าพเจ้าพึงขอพรกะท้าวสักกะอย่างนี้.
               ก็ในพร ๕ ประการนี้ ด้วยคำว่า เมื่อเราลุกขึ้นแต่เช้า นี้ชื่อว่าความสมบูรณ์ด้วยความไม่มีโรค, ด้วยคำว่า ภัตตาหารอันเป็นทิพย์ พึงปรากฏนี้ชื่อว่าความสมบูรณ์ด้วยไทยธรรม ด้วยคำว่า และยาจกพึงเป็นผู้มีศีล นี้ชื่อว่าความสมบูรณ์ด้วยทักขิโณยบุคคล ด้วยคำว่า เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป นี้ ชื่อว่าความสมบูรณ์ด้วยไทยธรรมหาประมาณมิได้ ด้วยคำว่า ครั้นเราให้ทานแล้วไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้พึงทำจิตให้เลื่อมใส นี้ชื่อว่าความสมบูรณ์ด้วยทายก.
               รวมความว่า อังกุระพาณิชปรารถนาประโยชน์ ๕ ประการ โดยความเป็นพร. ก็ประโยชน์ ๕ ประการนั้นแล พึงทราบว่ามีไว้เพียงเพื่อความยิ่งใหญ่แห่งบุญอันสำเร็จด้วยทานนั่นเอง.
               เมื่ออังกุระพาณิชประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ ชายคนหนึ่งชื่อว่าโสนกะผู้มีความเชี่ยวชาญในนิติศาสตร์ นั่งอยู่ในที่นั้น เป็นผู้ให้ทานเกินประมาณ มีความประสงค์จะตัดทานนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
              บุคคลไม่พึงให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดแก่บุคคลอื่น ควรให้ทาน และควรรักษาทรัพย์ไว้ เพราะว่าทรัพย์เท่านั้น ประเสริฐกว่าทาน ตระกูลทั้งหลาย ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะการให้ทานเกินประมาณไป บัณฑิตย่อมไม่สรรเสริญการไม่ให้ทาน และการให้ทานเกินควร เพราะเหตุผลนั้นแล ทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน บุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยธรรม ควรประพฤติโดยพอเหมาะ.
               อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า สินธกมาณพมีความประสงค์จะทดลองอย่างนี้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ไม่พึงให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมด.
               อังกุระพาณิชได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะเปลี่ยนแปลงความประสงค์ของโสนกบุรุษนั้น จึงประกาศวิธีที่ตนจะพึงปฏิบัติด้วย ๔ คาถาว่า :-
               ดูก่อนชาวเราทั้งหลายเอ๋ย ดีหนอ เราพึงให้ทานแล ด้วยว่าสัตบุรุษผู้สงบระงับ พึงคบหาเรา เราพึงยังความประสงค์ของวณิพกทั้งปวงให้เต็ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เปรียบเหมือนฝนที่ยังที่ลุ่มทั้งหลายให้เต็ม ฉะนั้น
               สีหน้าของบุคคลใดย่อมผ่องใส เพราะเห็นพวกยาจก บุคคลนั้น ครั้นให้ทานแล้ว มีใจเบิกบาน ข้อนั้นเป็นความสุขของบุคคลผู้อยู่ครองเรือน
               สีหน้าของบุคคลใดย่อมผ่องใส เพราะเห็นพวกยาจก บุคคลนั้น ครั้นให้ทานแล้ว ย่อมปลาบปลื้มใจ นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ.
               ก่อนแต่ให้ก็มีใจเบิกบาน เมื่อกำลังให้ก็ยังจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้แล้วก็มีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ.
               อังกุระพาณิช ครั้นประกาศวิธีปฏิบัติของตนอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีอัธยาศัยในทานเจริญยิ่งขึ้น บำเพ็ญมหาทานทุกๆ วัน ให้เป็นไปโดยประมาณยิ่ง. เพราะเหตุนั้น ในกาลนั้น เมื่อทำรัชชสมบัติทั้งปวงให้เป็นดุจที่ดอนแล้ว ให้มหาทานเป็นไป มนุษย์ทั้งหลายได้อุปกรณ์แห่งทานทั้งปวงแล้ว ละการงานของตนๆ เที่ยวไปตามความสุข. เพราะเหตุนั้น เรือนคลังของพระราชาทั้งหลายจึงได้ถึงความสิ้นไป.
               ลำดับนั้น พระราชาทั้งหลายจึงได้ส่งทูตไปถึงอังกุระพาณิชว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอาศัยทาน ความเจริญของพวกเราจึงได้พินาศไป. เรือนคลังทั้งหลายจึงถึงความสิ้นไป พวกเราควรรู้เหตุอันสมควรในข้อนั้น ดังนี้แล.
               อังกุระพาณิชได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงไปยังทักขิณาปถชนบท ให้ช่วยกันสร้างโรงทานมากมายขนาดใหญ่ ในที่ไม่ไกลแต่มหาสมุทร ในที่อยู่ของพวกทมิฬ เมื่อให้มหาทานเป็นไปอยู่ ดำรงอยู่จนสิ้นอายุ เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป จึงบังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์.
               พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงสมบัติแห่งทานและการเข้าถึงสวรรค์ของอังกุระพาณิชนั้น จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
               ในเรือนของอังกุระพาณิชผู้มุ่งบุญ โภชนะอันเขาให้แก่หมู่ชนวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียนเป็นนิตย์ พ่อครัว ๓,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูอันวิจิตร ด้วยมุกดาและแก้วมณี เป็นผู้ขวนขวายในการให้ทาน พากันเข้าไปอาศัยอังกุระพาณิชเลี้ยงชีวิต. มาณพ ๖๐,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูอันวิจิตรด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี ช่วยกันผ่าฟืนสำหรับหุงอาหาร.
               ในมหาทานของอังกุระพาณิชนั้น พวกนารี ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยอลังการทั้งปวง ช่วยกันบดเครื่องเทศสำหรับปรุงอาหาร ในมหาทานของอังกุระพาณิชนั้น นารีอีก ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงถือทัพพีข้าว ยืนคอยรับใช้ในมหาทานของอังกุระพาณิชนั้น.
               อังกุระพาณิชนั้นได้ให้ของเป็นอันมากแก่มหาชนโดยประการต่างๆ ได้ทำความเคารพและความยำเกรงในกษัตริย์ ด้วยมือของตนเองบ่อยๆ ให้ทานโดยประการต่างๆ สิ้นกาลนาน.
               อังกุระพาณิชยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว สิ้นเดือน สิ้นปักษ์ สิ้นฤดูและปีเป็นอันมากตลอดกาลนาน อังกุระพาณิชได้ให้ทานและทำการบูชาแล้วอย่างนี้ ตลอดกาลนาน ละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.
               เมื่ออังกุระเทพบุตรนั้นบังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติอย่างนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย อินทกะมาณพ เมื่อท่านพระอนุรุทธเถระเที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง.
               สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ในภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพแห่งบุญอันเป็นเขต ไพโรจน์ล่วงครอบงำอังกุระเทพบุตร ด้วยฐานะ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
              อินทกะมาณพได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระอนุรุทธเถระ ละร่างกายมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ แต่อินทกะเทพบุตรรุ่งเรืองยิ่งกว่าอังกุระเทพบุตรโดยฐานะ ๑๐ อย่างคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่ารื่นรมย์ใจ อายุ ยศ วรรณะ สุขะ และความเป็นใหญ่.
               เมื่ออังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร บังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนแห่งคัณฑามพฤกษ์ ที่ประตูแห่งกรุงสาวัตถี ในวันอาสาฬหปุณณมี ในปีที่ ๗ แต่กาลตรัสรู้ เสด็จไปยังภพชั้นดาวดึงส์ โดยย่างก้าวไป ๓ ก้าวโดยลำดับ ทรงครอบงำความรุ่งเรืองของเทวพรหมบริษัทผู้ประชุมกันด้วยโลกธาตุ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ที่ควงต้นปาริฉัตตกะ ด้วยรัศมีพระสรีระของพระองค์ เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อนๆ เหนือเขายุคนธรรุ่งเรืองอยู่ฉะนั้น ประทับนั่งแสดงอภิธรรม ทอดพระเนตรเห็นอินทกเทพบุตรผู้นั่งอยู่ในที่ไม่ไกล และอังกุรเทพบุตรผู้นั่งอยู่ในระยะ ๑๒ โยชน์ เพื่อจะประกาศความสมบูรณ์แห่งพระทักขิไณยบุคคล จึงตรัสพระคาถาว่า :-
                ดูก่อนอังกุระ มหาทานท่านได้ให้แล้วสิ้นกาลนาน ท่านมาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก.
               อังกุรเทพบุตรได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า มหาทานอันข้าพระองค์บริจาคไทยธรรมเป็นอันมาก บำเพ็ญมาตลอดกาลนาน ก็ไม่ได้มีผลยิ่ง เพราะเว้นจากทักขิไณยสมบัติ เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ไม่ดี ฉะนั้น แต่แม้การให้ภิกษาทัพพีหนึ่งของอินทกเทพบุตรยังมีผลมากยิ่งนัก เพราะสมบูรณ์ด้วยพระทักขิไณยบุคคล เหมือนพืชที่หว่านในนาดี.
               ฉะนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
               ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้นปาริฉัตตกพฤกษ์ ณ ภพดาวดึงส์ ครั้งนั้น เทวดาในหมื่นโลกธาตุพากันมานั่งประชุมกันเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ซึ่งประทับอยู่บนยอดเขา เทวดาไรๆ ไม่รุ่งโรจน์เกินกว่าพระสัมพุทธเจ้าด้วยรัศมี พระสัมพุทธเจ้าเท่านั้นย่อมรุ่งโรจน์ล่วงเทวดาทั้งปวง
               ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้นั่งอยู่ไกล ๑๒ โยชน์จากที่พระพุทธเจ้าประทับ ส่วนอินทกเทพบุตรนั่งในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า รุ่งเรืองกว่าอังกุรเทพบุตร
               พระสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นอังกุรเทพบุตรกับอินทกเทพบุตรแล้ว เมื่อจะทรงประกาศทักขิไณยบุคคล จึงได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ความว่า
               ดูก่อนอังกุรเทพบุตร มหาทานท่านให้แล้วสิ้นกาลนาน ท่านมาสู่สำนักเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก.
               อังกุรเทพบุตรอันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระองค์อันอบรมแล้ว ทรงตักเตือนแล้ว ได้กราบทูลว่า จะประสงค์อะไรด้วยทานของข้าพระองค์นั้นอันว่างเปล่าจากพระทักขิไณยบุคคล อินทกเทพบุตรนี้นั้นให้ทานนิดหน่อย รุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดุจพระจันทร์ในหมู่ดาว ฉะนั้น.
               อังกุรเทพบุตรทูลว่า :-
               พืชแม้มากที่บุคคลหว่านแล้วในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังชาวนาให้ปลื้มใจฉันใด ทานมากมายอันบุคคลเข้าไปตั้งไว้ในบุคคลผู้ทุศีล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่มีผลไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ปลื้มใจ
               พืชแม้น้อยอันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำโดยสม่ำเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ปลาบปลื้มใจแม้ฉันใด ทานแม้น้อยอันบุคคลบริจาคแล้วในท่านผู้มีศีล ผู้มีคุณความดี ผู้คงที่ย่อมมีผลมากฉันนั้นเหมือนกัน.
               เรื่องอังกุรเปรตนี้นั้น พระศาสดาทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง โดยนัยมีอาทิว่า มหาทานอันท่านให้แล้วดังนี้ เพื่อจะทรงประกาศความสมบูรณ์แห่งพระทักขิไณยบุคคลข้างหน้าแก่เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ในภพดาวดึงส์ พระองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมในภพดาวดึงส์นั้น ๓ เดือน ในวันมหาปวารณา ทรงแวดล้อมด้วยหมู่เทพ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เสด็จจากเทวโลกลงสู่สังกัสนคร เสด็จถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อจะทรงประกาศความสมบูรณ์แห่งพระทักขิไณยบุคคล ในท่ามกลางบริษัท ๔ จึงทรงแสดงโดยพิสดาร โดยนัยมีอาทิว่า เราไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใด. จึงยึดเอายอดเทศนา คือจตุสัจจกถา.
               ในเวลาจบเทศนา สัตว์หลายพันโกฏิเหล่านั้นได้ตรัสรู้ธรรมแล้วแล.

               จบอรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙               
               -----------------------------------------------------