ในการประชุม Capital Framework for Large Banks ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ซีอีโอของ OpenAI ได้ส่งเสียงเตือนดังๆ ว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่เพียงจะเข้ามาเปลี่ยนโลกการทำงาน แต่จะทำให้บางอาชีพ “สูญสิ้น” ไปจากตลาดแรงงานโดยสิ้นเชิง บทสนทนาที่เกิดขึ้นต่อหน้าเหล่านักการเงินและผู้กำหนดนโยบายชั้นนำในกรุงวอชิงตันครั้งนี้ เน้นย้ำถึงความก้าวหน้าของ AI ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง พร้อมส่งสัญญาณเตือนให้ทั้งสังคมและระบบเศรษฐกิจเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง (The Guardian)
คำเตือนนี้จุดประเด็นถกเถียงเรื่องผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจและสังคมให้ร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ในช่วงเวลาที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ ทั้งปัญหาคนตกงานเพราะเทคโนโลยี ค่าแรงที่ไม่ขยับขึ้น และการรุกคืบของระบบอัตโนมัติ สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีภาคบริการ การแพทย์ และการธนาคาร เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจและการจ้างงาน ประเด็นนี้จึงยิ่งทวีความสำคัญ และเป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอกชน สถาบันการศึกษา และคนทั่วไป ต้องเร่งหาทางรับมือกับอนาคตที่ตำแหน่งงานจำนวนมหาศาลอาจหายไป
หนึ่งในกลุ่มงานที่ถูกชี้เป้าอย่างชัดเจนคือ “งานบริการลูกค้า” ซึ่งเคยเป็นประตูบานแรกสู่โลกการทำงานของใครหลายคน และเป็นเป้าหมายแรกๆ ของการนำ AI เข้ามาใช้งาน ซีอีโอ OpenAI กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ปัจจุบันระบบ AI ได้เข้ามาทำงานบริการลูกค้าแทนที่มนุษย์ “แทบจะทั้งหมดแล้ว” พร้อมขยายความว่า “เดี๋ยวนี้เวลาโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ คุณก็คุยกับ AI อยู่แล้ว และมันก็ทำงานได้ดีเสียด้วย” เขายังชี้ว่า AI รุ่นใหม่สามารถตอบได้ทุกคำถาม ทำงานรวดเร็ว แม่นยำ ไม่ต้องโอนสาย หรือพาลูกค้าไปวนอยู่ในระบบตอบรับอัตโนมัติที่น่าหงุดหงิดอีกต่อไป นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าเทคโนโลยีกำลังคืบคลานเข้ามาในตำแหน่งงานที่เคยเชื่อกันว่าปลอดภัย
ในวงการสาธารณสุข ซีอีโอคนดังกล่าวยังกล่าวถึงศักยภาพของ AI ในการวินิจฉัยโรคว่า “ทุกวันนี้ ChatGPT วินิจฉัยโรคได้ดีกว่าแพทย์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้” แต่เขาก็ยอมรับว่ายังคงลังเลที่จะปล่อยให้ AI ตัดสินใจเรื่องสุขภาพโดยสมบูรณ์ “อาจจะฟังดูหัวโบราณ แต่ผมยังไม่อยากฝากชีวิตไว้กับ ChatGPT โดยไม่มีแพทย์ที่เป็นมนุษย์คอยดูแล” ความเห็นนี้สอดคล้องกับผลวิจัยในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง JAMA และ The Lancet ที่พบว่า AI มีความสามารถสูงในการวินิจฉัยโรค อ่านฟิล์มเอกซเรย์ และคัดกรองปัญหาสุขภาพจิต แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงมิติความน่าเชื่อถือและจริยธรรมในการใช้งาน (JAMA, The Lancet)
การเดินทางเยือนวอชิงตันของซีอีโอ OpenAI ครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผน “AI Action Plan” เพื่อเร่งส่งเสริมการใช้ AI ลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะกับจีน ซึ่งสวนทางกับแนวทางของรัฐบาลชุดก่อนที่เน้นการกำกับดูแลอย่างระมัดระวัง (The Guardian) ท่าทีใหม่นี้ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี ซึ่งอาจซ้ำเติมให้คลื่นการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานทั่วโลกรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ความกังวลเรื่องความเสี่ยงจาก AI ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ซีอีโอของ OpenAI ยอมรับว่าหนึ่งในความกลัวที่ชัดเจนที่สุดคือ AI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบการเงิน โดยยกตัวอย่างเทคโนโลยีโคลนนิ่งเสียง (Voice Cloning) ที่ปัจจุบันสามารถเจาะระบบความปลอดภัยของธนาคารบางแห่งที่ยังใช้เสียงในการยืนยันตัวตนได้แล้ว นี่คือภาพสะท้อนความท้าทายที่นวัตกรรมมาพร้อมกับความเสี่ยง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทั่วโลก รวมถึงสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของไทย (ETDA) ที่กำลังจับตาสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความปลอดภัยในโลกดิจิทัล
แล้วแรงงานไทยจะรับมืออย่างไร? ภาคบริการของไทย ทั้งในธุรกิจค้าปลีก โรงแรม ธนาคาร และโทรคมนาคม มีพนักงานรวมกันนับแสนคนทั่วประเทศ การมาถึงของ AI ที่ตอบสนองได้รวดเร็วและแม่นยำ อาจทำให้ตำแหน่งงานเหล่านี้ลดความจำเป็นลง หรือเปลี่ยนโฉมหน้าทักษะที่ตลาดต้องการไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่ภาคสาธารณสุข ซึ่งโรงพยาบาลหลายแห่งโดยเฉพาะในต่างจังหวัดยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ หากนำ AI เข้ามาช่วยเสริมการวินิจฉัยภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์ไทย ก็อาจช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้มหาศาล แต่ก็ยังต้องพิจารณาประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความรับผิดชอบ และความเหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วยชาวไทย
ด้านการศึกษา ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต้องยกเครื่องกระบวนการเรียนรู้ครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการเน้นท่องจำมาเป็นการสร้างทักษะดิจิทัลและการคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นทิศทางที่กระทรวงศึกษาธิการของไทยเริ่มส่งสัญญาณแล้ว เด็กยุคใหม่ต้องได้รับการฝึกฝนทักษะที่เครื่องจักรเลียนแบบได้ยาก เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี (Ministry of Education Thailand)
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเคยผ่านคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการนำหุ่นยนต์มาใช้ในสายการผลิต หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคธนาคารดิจิทัล แม้ทุกครั้งจะมีการสูญเสียตำแหน่งงานเดิม แต่ก็เกิดอุตสาหกรรมและอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนเสมอ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้แม้จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก็เป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ที่พร้อมจะปรับตัว
สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือการหายไปของงานบางประเภท โดยเฉพาะงานบริการลูกค้า ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน รายงานของ World Economic Forum คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีตำแหน่งงานเก่าหายไปถึง 85 ล้านตำแหน่งภายในปี 2025 แต่ก็จะเกิดอาชีพใหม่ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาทดแทนราว 97 ล้านตำแหน่ง (World Economic Forum) สำหรับประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างระบบรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมทักษะใหม่ (reskill/upskill) การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย และการเร่งผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นรูปธรรม
แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ สังคมไทยอาจมี “ยีนแห่งการปรับตัว” แฝงอยู่ในวัฒนธรรม ตั้งแต่ความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นในชุมชนไปจนถึงแนวคิด “ใจเย็นๆ” ที่ช่วยให้เราผ่านวิกฤตมาได้เสมอ หลักการ “เรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) คืออีกหนึ่งอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนกล้าเผชิญหน้าและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนคือการกระจายโอกาสในการเรียนรู้ให้ทั่วถึง ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำชุมชน ครู แพทย์ ผู้ปกครอง หรือนักเรียน ข้อความที่ส่งมากับคลื่นเทคโนโลยีลูกนี้ชัดเจนว่ามันมาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงทุนในทักษะการปรับตัว จริยธรรม และคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน ภาคธุรกิจต้องเริ่มวางแผนอบรมทักษะใหม่เพื่อโยกย้ายพนักงานไปสู่งานแห่งอนาคต ส่วนภาครัฐต้องเร่งขยายโครงข่ายดิจิทัลและปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานใหม่ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที
สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามแนวโน้มนี้อย่างใกล้ชิด สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและการจัดหางานอย่างสม่ำเสมอ