ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างเชื่องช้าและตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แนวคิด “วีซ่าทองคำ” ที่มุ่งดึงดูดชาวต่างชาติกระเป๋าหนักและผู้มีทักษะสูง ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังครั้งใหม่ในการปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ข้อเสนอนี้เคยถูกจุดประเด็นอย่างจริงจังโดยอดีตนายกรัฐมนตรีไทยในเวทีเสวนา “Unlocking Thailand’s Future” โดยตั้งเป้าดึงดูดชาวต่างชาติราว ๖๐๐,๐๐๐ คน ผ่านการมอบสิทธิ์พำนักระยะยาว แลกกับการลงทุนและซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่า ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าประเทศ เพิ่ม GDP ลดหนี้สาธารณะ และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ (thegeopolitics.com)

ภาพรวมเศรษฐกิจไทย: ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

หากพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่าข้อเสนอนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่ออัตราการเติบโตของ GDP ไทยช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่เพียงร้อยละ ๒ และมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีกในปี ๒๕๖๘ ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งสถิติช่วงมกราคมถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว หดตัวกว่าร้อยละ ๕ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยถึงร้อยละ ๑๒-๑๕ ของ GDP การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในภาคส่วนนี้จึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง บีบให้ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ (Statista)

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาเตรียมขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าส่งออกจากไทยสูงถึงร้อยละ ๓๖ ซึ่งจะมีผลในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ และจะกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการเกษตรที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก (thegeopolitics.com)

วีซ่าทองคำ: ไม่ใช่ไทยประเทศแรก แต่คือสมรภูมิใหม่ระดับโลก

โครงการวีซ่าทองคำไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและตะวันออกกลางต่างใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดเงินทุนและบุคลากรคุณภาพมาแล้วทั้งสิ้น เวียดนามเพิ่งเปิดตัววีซ่า ๕ ปี สำหรับนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกษียณอายุ เพื่อเสริมช่องทางการลงทุนเดิมที่มีอยู่ (Vietnam Investment Review) เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่เริ่มโครงการคล้ายกันในปี ๒๕๖๗ เพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้มีความสามารถระดับโลก และกลุ่มดิจิทัลโนแมด

ขณะที่ในตะวันออกกลาง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ใช้วีซ่าทองคำดึงดูดทั้งผู้ประกอบการ นักวิจัย และศิลปิน ก่อนที่ซาอุดีอาระเบียจะเปิดตัว “กรีนการ์ด” ตามมาในปี ๒๕๖๒ และบาห์เรนที่ออกวีซ่าในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าของ UAE (Arab News) ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือสมรภูมิการแข่งขันเพื่อแย่งชิงกลุ่มคนรวยและแรงงานทักษะสูงที่นับวันจะยิ่งดุเดือด โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการหาทางออกเพื่อชดเชยข้อจำกัดในการตั้งถิ่นฐานของชาติตะวันตก

ที่สำคัญ วีซ่าทองคำยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ แต่ยังขยายไปถึงแรงงานมีทักษะ ดิจิทัลโนแมด ศิลปิน และผู้เกษียณอายุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ทุนมนุษย์” อย่างองค์ความรู้และนวัตกรรม มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเม็ดเงินลงทุน

> “การแข่งขันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป แต่ประเทศต่างๆ ต้องแข่งขันเพื่อดึงดูด ‘ทุนมนุษย์’ หากต้องการปลดล็อกการเติบโตในอนาคต” นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายระหว่างประเทศของไทยให้ความเห็น “กุญแจสำคัญคือการออกแบบนโยบายที่เปิดกว้างสำหรับทั้งนักลงทุนและผู้มีศักยภาพในสาขาสำคัญ เช่น เทคโนโลยี การศึกษา และสาธารณสุข เพื่อให้ไทยไม่ตกขบวน”

เสียงสะท้อนอีกด้าน: ความท้าทายและข้อกังวลที่มองข้ามไม่ได้

แม้จะเป็นแนวทางที่หลายประเทศเลือกใช้ แต่วีซ่าทองคำก็มาพร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในประเด็นความเหลื่อมล้ำ การดันราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ให้พุ่งสูงจนเกิดภาวะฟองสบู่ดังเช่นที่กังวลกันในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ไปจนถึงการบิดเบือนตลาดแรงงานในประเทศ งานวิจัยระดับนานาชาติยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่ตามมา เช่น การฟอกเงิน การเก็งกำไรในตลาดที่อยู่อาศัย และผลประโยชน์ที่อาจไม่ตกถึงคนส่วนใหญ่ในสังคม (Transparency International)

> “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่โปร่งใสและกลไกป้องกันการทุจริตที่รัดกุม ควบคู่ไปกับการออกแบบนโยบายให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปสู่คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างทั่วถึง” อาจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยกล่าวย้ำ

จากเมืองท่องเที่ยวสู่โอกาสใหม่: ไทยพร้อมแค่ไหน?

หากมองย้อนกลับไป ไทยมีประสบการณ์ดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้ามาพำนักระยะยาวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าสำหรับผู้เกษียณอายุหรือวีซ่าระยะยาวอื่นๆ ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต พัทยา และหัวหิน จนกลายเป็นชุมชนชาวต่างชาติที่คึกคัก โครงการวีซ่าทองคำจึงเปรียบเสมือนการต่อยอดและยกระดับแนวทางเดิมให้เป็นทางการมากขึ้น เพื่อเปิดประตูต้อนรับทั้งเงินทุนและบุคลากรคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม คนไทยจำนวนไม่น้อยก็มองนโยบายนี้ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความหวังและความกังวล เพราะภาพจำของการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในอดีตมักมาพร้อมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแออัดในเมืองใหญ่ รัฐบาลจึงมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับโอกาสใหม่และการปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจคือการนำรายได้จากโครงการวีซ่าทองคำมาจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาสุขภาวะ การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับชุมชนไทยโดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยเสนอไว้ (thegeopolitics.com)

สมรภูมิแย่งชิง ‘คนเก่ง-ทุนหนา’ ในเวทีโลก

ปัจจุบัน การแข่งขันเพื่อดึงดูดทุนและคนเก่งจากทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้นในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศทั้งในยุโรป ละตินอเมริกา และเอเชีย ต่างก็ออกวีซ่ารูปแบบใหม่ๆ เพื่อเอาใจกลุ่มดิจิทัลโนแมดและฟรีแลนซ์โดยเฉพาะ ไทยจึงต้องปรับตัวให้ทันและออกแบบข้อเสนอให้ตรงจุด ไม่ใช่แค่การดึงดูดนักลงทุน แต่ต้องตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานทักษะสูงที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย และระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเสนอว่า หากต้องการให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรมีโปรแกรม “ซอฟต์แลนดิ้ง” ควบคู่ไปด้วย เช่น การสนับสนุนด้านภาษา การให้คำแนะนำเรื่องกฎระเบียบสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ และการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยในประเทศ

> “นี่คือโอกาสสำคัญที่จะยกระดับประเทศไทยจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งอาเซียน” เจ้าหน้าที่อาวุโสจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกล่าว

อนาคตคนไทยใต้เงาวีซ่าทองคำ: เดินหน้าอย่างไรให้ยั่งยืน?

ผลกระทบที่แท้จริงต่อคนไทยจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดในการออกแบบนโยบายและการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง หากความกังวลของประชาชนคือเรื่องราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้นและการแข่งขันในตลาดแรงงาน รัฐก็จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยก็มีโอกาสเข้าถึงเครือข่ายธุรกิจ ตลาด และคู่ค้าระดับโลกได้ง่ายขึ้น ส่วนแวดวงการศึกษาและวิชาการก็จะได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทุนมนุษย์ที่หลากหลาย

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและผู้คนย้ายถิ่นฐานด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนกว่าเดิม ประเทศที่เปิดกว้างและปรับตัวได้เร็วย่อมได้เปรียบ วีซ่าทองคำจะเป็นเสาหลักใหม่ที่ช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกแบบมันอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตอบโจทย์คนไทยส่วนใหญ่ได้ดีเพียงใด

สำหรับคนไทยที่สนใจประเด็นนี้ การติดตามข้อมูลข่าวสารและร่วมแสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ภาครัฐกำกับดูแลโครงการอย่างจริงจัง สร้างหลักประกันว่าผลประโยชน์จะกลับคืนสู่ชุมชน และเปิดใจรับความเปลี่ยนแปลงที่จะนำมาซึ่งศักยภาพใหม่ๆ สู่สังคมไทย


อ้างอิง: