ทุกวันนี้ แอปพลิเคชันหาคู่บนมือถืออย่าง Tinder, Bumble, Hinge และอีกมากมาย ได้เข้ามาเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนเริ่มต้นความสัมพันธ์ไปอย่างสิ้นเชิง แต่ภายใต้โอกาสที่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด กลับซ่อนผลกระทบทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าที่คาดคิด ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนถึงพฤติกรรมทำร้ายจิตใจที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติบนโลกเดทออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น “การเท” (ghosting), “การกั๊ก” หรือ “หว่านเศษขนมปัง” (breadcrumbing) ไปจนถึงการโกหกข้อมูลส่วนตัว ซึ่งผลักให้ผู้ใช้งานจำนวนมากรู้สึกเหนื่อยล้าทางใจ เหมือนติดอยู่ในวังวนของความหวังและความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า (El País)

สำหรับคนไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ที่แอปหาคู่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าการจีบกันในโลกดิจิทัลไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบความสัมพันธ์ แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างชัดเจน จากเดิมที่การหาคู่ต้องพึ่งพาเครือข่ายคนรู้จักหรือเพื่อนฝูง โลกออนไลน์ได้มอบอิสระและทางเลือกใหม่ๆ แต่ก็มาพร้อมความท้าทายรูปแบบใหม่เช่นกัน แม้กระทั่งภาษาที่ใช้ในเรื่องความรักก็เปลี่ยนไป คำอย่าง “ghosting” (การหายเงียบไปดื้อๆ), “breadcrumbing” (การให้ความหวังลมๆ แล้งๆ เพื่อรั้งอีกฝ่ายไว้) และ “zombieing” (การกลับมาทักทายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากหายไปนาน) ได้กลายเป็นศัพท์ที่คุ้นหูในบทสนทนาของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว

พฤติกรรมออนไลน์ที่ทำร้ายใจได้มากกว่าที่คิด

งานวิจัยนานาชาติที่ถูกอ้างอิงในรายงานฉบับเดียวกัน ชี้ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องน่ารำคาญบนโลกออนไลน์ แต่ส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น การถูก breadcrumbing หรือการกั๊กความสัมพันธ์ จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยวและลดความพึงพอใจในชีวิต ซึ่งอาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อการสร้างความสัมพันธ์ครั้งต่อไป ส่วนการ ghosting หรือการเทกันดื้อๆ ทำให้ฝ่ายที่ถูกกระทำสูญเสียความมั่นใจ สับสน และตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าโปรไฟล์ในแอปหาคู่ราว 7% ให้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือนความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ อาชีพ หรือไลฟ์สไตล์ที่ถูกปรุงแต่งให้ดูดีเกินจริง สภาพแวดล้อมเช่นนี้ยิ่งบ่มเพาะบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจให้รุนแรงขึ้น จนกลายเป็นวงจรที่ทำให้การสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเดิม (Forbes Survey)

แม้แพลตฟอร์มออนไลน์จะช่วยทลายกำแพงในการพบปะผู้คนใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ผู้บริหารจากสถาบันเพศวิทยาในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกากลับชี้ว่า ปัจจุบันผู้ที่ใช้แอปเป็นประจำต่างรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเหมือนติดอยู่ในลูปของการเดทกับคนใหม่ทุกสัปดาห์ ความกดดันที่ต้องมีความสัมพันธ์ทางกายตั้งแต่ครั้งแรกๆ หรือความรู้สึกว่าทุกคนกำลัง “เล่นเกม” เดียวกัน ความอ่อนล้าทางอารมณ์นี้สะท้อนภาพสังคมไทยได้เช่นกัน เพราะแม้การจีบกันแบบดั้งเดิมอาจมีขั้นตอนที่ดูยุ่งยาก แต่ก็ให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในโลกเดทออนไลน์ และทำให้หลายคนรู้สึกเปราะบางทางอารมณ์มากขึ้น

โครงสร้างแอปฯ ที่เอื้อต่อ “ความฉาบฉวย” และ “บาดแผลทางใจ”

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและเพศวิทยาจากหลายประเทศเห็นตรงกันว่า กลไกของแอปหาคู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกว่ามีตัวเลือกไม่จำกัด ความรวดเร็วในการพูดคุย และการออกแบบที่คล้ายกับการเล่นเกม ล้วนกระตุ้นให้ผู้ใช้งานจริงจังกับใครได้ยากขึ้น จนเกิดเป็นวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบ “ใช้แล้วทิ้ง” ที่เน้นความสะดวกสบายแต่ขาดความลึกซึ้ง เทรนด์นี้เริ่มปรากฏชัดในสังคมเมืองของไทย ซึ่งนักสังเกตการณ์สังคมหลายคนกำลังกังวลว่าความเหงาและการไม่ผูกมัดในความสัมพันธ์ระยะยาวกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่

งานวิจัยจากสเปนและสหรัฐอเมริกาที่อ้างถึงในรายงานให้ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น ผลสำรวจชิ้นหนึ่งพบว่า 20% ของผู้ตอบแบบสอบถามเคย ghost หรือถูก ghost มาก่อน ในขณะที่ 1 ใน 3 ยอมรับว่าเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม breadcrumbing ในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขในกลุ่ม LGBTQ+ อาจสูงกว่านั้น เนื่องจากมีความท้าทายเฉพาะตัวในการหาคู่บนโลกออนไลน์ ส่วนในสหรัฐอเมริกา พบว่า 1 ใน 5 ของผู้ใช้เคยถูกเท และ 10-30% ยอมรับว่าเคยเทคนอื่นเช่นกัน ในโลกออนไลน์ของไทยเองก็มีการถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นในกระทู้เว็บบอร์ด คลิป TikTok หรือบน X (Twitter) ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวความผิดหวังจากประสบการณ์หาคู่ที่กลายเป็น “ความปกติใหม่” ไปแล้ว

ทำไมการเทและการกั๊กถึงระบาดหนัก?

แรงจูงใจเบื้องหลังการ ghost หรือ breadcrumb นั้นซับซ้อนกว่าที่เห็น ในบางกรณี ผู้หญิงเลือกที่จะเทเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือถูกคุกคาม ซึ่งถือเป็นการป้องกันตัวเอง ในขณะที่บางคนเลือกที่จะหายไปเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับการปฏิเสธตรงๆ หรือกลัวว่าจะทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย ส่วนพฤติกรรม breadcrumbing หรือการกั๊ก เริ่มถูกมองว่าเป็นการ “หลอกใช้ความรู้สึก” ซึ่งนักจิตวิทยาสังคมอธิบายว่าอาจเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพที่หลงตัวเอง หรือมีปัญหาในการสร้างความผูกพันที่มั่นคงกับผู้อื่น คนกลุ่มนี้มักต้องการความสนใจจากคนรอบข้าง แต่ไม่มีความพร้อมที่จะพัฒนาความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ซึ่งสำหรับฝ่ายที่ถูกกระทำ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกปั่นหัวให้สับสนและเครียดโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมเหล่านี้แพร่หลายคือรูปแบบการใช้งานของแอปเอง แม้จะมีโปรไฟล์ให้เลือกปัดดูมากมายไม่รู้จบ แต่มันกลับทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมมากกว่าการสร้างความสัมพันธ์จริงๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกอธิบายว่า หลายคนทุ่มเททั้งเวลา พลังงาน และความรู้สึกไปกับการ “คัดกรอง” ผู้คน จนสุดท้ายก็หมดแรงและทิ้งการพูดคุยไว้กลางคัน ไม่ได้ตั้งใจจะใจร้าย แต่เป็นเพราะรู้สึกว่ามีตัวเลือกเยอะเกินไปจนไม่รู้จะไปต่อกับใครดี สุดท้ายจึงเกิดเป็นความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยบั่นทอนความมั่นใจและซ้ำเติมความเหงา ซึ่งเรื่องราวทำนองนี้มีให้ได้ยินบ่อยครั้งในหมู่ผู้ใช้แอปในไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

ยิ่งโลกดิจิทัลหมุนเร็วเท่าไหร่ ความมั่นคงทางใจก็ยิ่งเปราะบาง

ในขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่างแชทบอท AI ที่เข้ามาช่วยคุยจีบเริ่มเป็นที่นิยมในแอปหาคู่ ปัญหาความไม่จริงใจก็ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นไปอีก คนโสดในเมืองไทยจึงต้องปรับตัวเข้ากับทั้งวัฒนธรรมใหม่และ “ความปลอม” ในรูปแบบดิจิทัล ทำให้ความเสี่ยงที่จะรู้สึกเหนื่อยล้าหรือสิ้นหวังสูงขึ้น ความรู้สึกหวาดระแวงกลายเป็นเรื่องปกติ หลายคนต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเริ่มตั้งคำถามกับความจริงใจของผู้คน ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับอารมณ์ของตัวเองเมื่อถูกปฏิเสธหรือถูกเพิกเฉย

แม้ในช่วงหลังยอดผู้สมัครสมาชิกแบบชำระเงินจะลดลง และบริษัทแม่ของแอปหาคู่ยักษ์ใหญ่บางแห่งในยุโรปและอเมริกาต้องเผชิญกับราคาหุ้นที่ตกลง แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าแอปเหล่านี้จะยังคงเป็นช่องทางหลักในการหาคู่ต่อไป เพราะไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ทำให้การหาโอกาสพบเจอคนใหม่ๆ ผ่านช่องทางอื่นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในเมืองที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว แม้จะต้องแลกมากับความเสี่ยงทางใจที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน รูปแบบการหาคู่สมัยใหม่ก็ได้เข้ามาเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยอย่างเงียบๆ แม้การหาคู่ผ่านครอบครัวหรือเครือข่ายคนรู้จักจะยังคงมีอยู่บ้างในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่คนเมืองจำนวนมากหันมาพึ่งพาแอปเพื่อทำลายข้อจำกัดทางสังคมแบบเดิมๆ และมองหาโอกาสที่ไกลเกินกว่าแวดวงคนรู้จัก และเมื่อคำอย่าง “ghosting” และ “breadcrumbing” กลายเป็นเรื่องปกติ ครอบครัวไทย สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างทักษะการรับมือทางอารมณ์และมารยาทบนโลกดิจิทัลกันมากขึ้น

วิธีรับมือ: สุขภาพจิตที่ดี เริ่มที่ความซื่อสัตย์กับตัวเอง

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวทางหนึ่งคือการให้ความรู้และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์ที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญจากภาครัฐหรือในสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและให้เกียรติกัน ขณะเดียวกัน ตัวแอปเองก็ควรพัฒนาระบบที่ช่วยเตือนให้ผู้ใช้จบการสนทนาอย่างให้เกียรติ หรือมีระบบรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ชุมชนและนักจิตวิทยาก็สามารถร่วมกันจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนหรือให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบทางใจจากประสบการณ์อกหักในยุคดิจิทัล

สำหรับคนไทยที่กำลังโลดแล่นอยู่ในโลกเดทออนไลน์ หัวใจสำคัญคือการรู้เท่าทันและเตรียมใจให้พร้อม การมองเห็นสัญญาณอันตราย การตั้งขอบเขตให้ตัวเองและผู้อื่นอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการเปิดใจพูดคุยระบายประสบการณ์กับเพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นรากฐานของหัวใจที่เข้มแข็งเสมอ และอย่าลืมหาเวลาพักจากโลกออนไลน์บ้าง เพื่อกลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองและสังคมรอบข้าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์ตามหาความรักไปแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำให้ความรักยังคงสวยงามและเป็นจริงได้นั้นยังคงเรียบง่าย นั่นคือความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และการรักตัวเอง

แหล่งข้อมูล: El País Forbes Survey อ้างอิงใน El País