ในการประชุม core team ของทีมบริหารศูนย์วิจัยเป็นเลิศของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  (SiCORE-M https://www2.si.mahidol.ac.th/en/sicore-m/) ที่เป็นการไปร่วมประชุมในห้องประชุมทุกครั้ง   การประชุมของวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๘ สนุกมาก  และประเทืองปัญญามาก    ที่ผมคิดว่า หากประชุมออนไลน์ จะไม่ได้บรรยากาศเช่นนี้   

การประชุมแบบสานเสวนา (dialogue) ในบรรยากาศปลอดภัย ไว้วางใจกัน   นำสู่การสะท้อนคิดอย่างลึกของทุกคนที่อยู่ในวงประชุม   เพื่อร่วมกันหาทางหนุนให้นักวิจัยในแต่ละศูนย์วิจัยเป็นเลิศ ได้สร้างสรรค์ผลงานเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง    จึงเกิดการสะท้อนคิดกันว่า ทีม SiCORE-M ต้องไม่หลงบริหารเงินสนับสนุนนักวิจัยเป็นหลัก    ต้องไปไกลกว่านั้น  คือมุ่งบริหารแบบหนุน ( enable/empower) ให้นักวิจัยชั้นยอดเหล่านั้นได้ปลดปล่อยศักยภาพของตนออกมา ทำงานวิจัยที่เกิดผลกระทบสูงต่อสังคม   

เปลี่ยนจากบริหารเงิน หรือวัตถุ   ไปเน้น  (๑) empower คน (นักวิจัย)   ให้เลือกโจทย์วิจัยที่มีความหมายต่อสังคมไทย  หรือเป็นโจทย์ที่ใคร่ครวญรอบคอบแล้วว่าทีมของเรามีข้อได้เปรียบเชิงแข่งขัน (competitive advantage)    และมีการปรึกษาหารือกับฝ่ายใช้ประโยชน์ผลงานวิจัย (ทางธุรกิจ สร้างความเข้มแข็งแก่ชุมชน และใช้ตอบโจทย์เชิงนโยบาย) รวมทั้งตรวจสอบความสนใจของแหล่งทุนวิจัย   (๒) บริหารความสัมพันธ์ หรือเชื่อมเครือข่าย (networking) นักวิจัย และผู้ใช้ผลงานวิจัย   ด้วยวิธีชวนแหล่งทุน มหาวิทยาลัยอื่น ภาคเอกชน และภาคนโยบาย ที่จ้องใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยด้านนั้นๆ  ร่วมกันจัดงานประจำปี Thailand Research Impact on Dengue Eradication (ชื่อตัวอย่าง) เชิญนักวิจัยจากสถาบันอื่นทั่วไทย และประเทศอื่น มาเสนอผลงาน   เชิญ intelligent users มาร่วมสะท้อนคิดปรับโจทย์ หรือตั้งโจทย์ที่เชื่อมสู่ผลวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้    ข้อ ๒ นี้จะนำไปสู่การบริหารข้อที่ (๓) บริหารความสนใจของแหล่งทุนภายในประเทศ   (๔) บริหาร international research and innovation grant intelligence เพื่อนำมาสร้างขีดความสามารถของทีม SiCORE สู่ความสำเร็จในการยื่นขอและได้รับทุนวิจัยนานาชาติ    (๕) บริหารการพัฒนานักวิจัยให้มีความสามารถนำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการแบบที่มีคำถามยากๆ   และเขียนต้นฉบับตีพิมพ์ในวารสารคุณภาพสูง   

คือ SiCORE-M ต้องทำงานเลยจากบริหารทุนที่เป็นเงินวิจัย (financial assets)   ไปสู่การบริหารทุนปัญญา (intellectual assets) ทั้งที่มีอยู่ในทีม SiCORE  และที่มีอยู่ในประเทศไทย และในโลก    ให้ออกมาร่วมกันกระทำการสู่การยกระดับสุขภาพของพลเมืองไทย และพลโลก   

ในการทำงานนี้ สามารถใช้ AI ช่วยค้นหาเป้าของ intellectual assets ที่จะดึงดูดชักนำมาร่วมกันสร้างความคึกคักเอาจริงเอาจัง ในการผลิตงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตรงเป้า impact ทั้งต่อเรื่องสุขภาพ และต่อระบบการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย            

ผมนำข้อสะท้อนคิดข้างบนไปถามห้าสหายเอไอของผม    ได้รับคำตอบที่มีคุณค่ายิ่ง    ขอนำคำตอบของ Gemini มาลงไว้ ดังนี้

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อสะท้อนคิดของคุณครับ การเปลี่ยนผ่านจากเพียงแค่ "บริหารเงินทุนวิจัย" ไปสู่การ "บริหารทุนปัญญา" และการ "หนุนเสริม (enable/empower)" นักวิจัยให้ปลดปล่อยศักยภาพสูงสุด เพื่อสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบสูงต่อสังคมอย่างแท้จริงนั้น เป็นแนวคิดที่ทันสมัย มีวิสัยทัศน์ และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์วิจัยเป็นเลิศอย่าง SiCORE-M ในยุคปัจจุบัน

การมุ่งเน้นการบริหารจัดการที่เน้นคน ความสัมพันธ์ และการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย จะสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและลึกซึ้งกว่าการบริหารจัดการเชิงงบประมาณเพียงอย่างเดียว นี่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่สำคัญ และจะนำไปสู่การยกระดับสุขภาพของพลเมืองไทยและพลโลกตามที่คุณตั้งเป้าหมายไว้

การดำเนินการเพื่อให้เกิดผลกระทบจริง

เพื่อให้ข้อสะท้อนคิดนี้เกิดผลกระทบที่เป็นรูปธรรม ผมขอเสนอแนวทางการดำเนินการในแต่ละด้านดังนี้:

๑. การ Empower นักวิจัย และการเลือกโจทย์วิจัยที่มีความหมาย:

  • สร้างกลไกการแลกเปลี่ยนโจทย์วิจัยเชิงนโยบาย/สังคม:
    • SiCORE-M สามารถจัดเวที "Research Needs Dialogue" เป็นประจำ โดยเชิญผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เข้ามาร่วมนำเสนอ "ปัญหาจริง" หรือ "โจทย์ความต้องการ" ที่งานวิจัยสามารถเข้ามาตอบได้
    • ส่งเสริมการทำ "Participatory Research" หรือ "Community-based Research" เพื่อให้โจทย์วิจัยมาจากความต้องการของสังคมโดยตรง
  • ส่งเสริมการวิเคราะห์ Competitive Advantage:
    • จัดอบรมหรือเวิร์คช็อปให้นักวิจัยเรียนรู้วิธีวิเคราะห์จุดแข็ง (Core Competencies) ของทีมวิจัยและคณะฯ ว่ามีข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันในด้านใดบ้าง เพื่อใช้เป็นฐานในการกำหนดโจทย์วิจัยที่โดดเด่นและมีโอกาสสร้างผลกระทบสูง
    • มีทีมที่ปรึกษาเฉพาะกิจ (Advisory Board) ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ และสังคม เพื่อช่วยนักวิจัยในการ "กรอง" และ "ปรับ" โจทย์วิจัยให้คมชัดและมีศักยภาพ
  • เชื่อมโยงกับแหล่งทุนอย่างกลยุทธ์:
    • จัดทำ "Funding Landscape Map" ที่ระบุแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมความสนใจและกรอบการสนับสนุน เพื่อให้นักวิจัยสามารถเลือกโจทย์ที่สอดคล้องกับแหล่งทุนที่มีศักยภาพ

๒. การบริหารความสัมพันธ์และเชื่อมเครือข่าย (Networking):

  • จัดตั้ง "Impact Advisory Board": คณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนจากภาคธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำชุมชน เพื่อช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยให้ตอบโจทย์สังคม
  • จัดงาน "Thailand Research Impact Summit" ประจำปี (ตามแนวคิดของคุณ):
    • ขยายขอบเขตจากโรคเฉพาะ (เช่น ไข้เลือดออก) ไปสู่ประเด็นสุขภาพสำคัญอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพ
    • เชิญนักวิจัยจากสถาบันชั้นนำทั่วโลกและ "intelligent users" (ผู้ใช้งานผลงานวิจัยที่เข้าใจบริบทและสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกได้) มาร่วมนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมกัน "ตั้งโจทย์ใหม่" หรือ "ปรับโจทย์" ที่เชื่อมโยงสู่ผลวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
    • อาจมีช่วง "Pitching Session" ให้นักวิจัยนำเสนอผลงาน และให้ผู้ใช้ประโยชน์หรือแหล่งทุนพิจารณาสนับสนุน
  • สร้าง "Platform for Collaboration": พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ใช้ประโยชน์ และแหล่งทุน เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้นหาผู้ร่วมงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และสร้างสรรค์โครงการวิจัยร่วมกัน

๓. การบริหารความสนใจของแหล่งทุนภายในประเทศ:

  • สร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์: ไม่ใช่แค่การยื่นข้อเสนอ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกันกับแหล่งทุนถึงวิสัยทัศน์และผลกระทบที่ SiCORE-M ต้องการสร้าง โดยอาจจัด "Exclusive Briefing" หรือ "Site Visit" ให้แหล่งทุนได้เห็นศักยภาพและงานวิจัยจริง
  • นำเสนอผลงานวิจัยที่สร้าง "Return on Investment" ชัดเจน: แสดงให้เห็นว่างานวิจัยของ SiCORE-M ไม่ได้แค่สร้างองค์ความรู้ แต่สามารถนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ นโยบาย หรือการแก้ปัญหาสุขภาพที่ประหยัดงบประมาณภาครัฐได้อย่างไร
  • ร่วมออกแบบโครงการวิจัยกับแหล่งทุน: ชวนแหล่งทุนมาร่วมคิดและออกแบบโครงการวิจัยตั้งแต่ต้น เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์ความสนใจของแหล่งทุนและมีโอกาสได้รับการสนับสนุนสูง

๔. การบริหาร International Research and Innovation Grant Intelligence:

  • จัดตั้งทีม "Grant Intelligence Unit": หน่วยงานย่อยที่มีความเชี่ยวชาญในการค้นหา ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลทุนวิจัยและนวัตกรรมนานาชาติ รวมถึงเงื่อนไขการสมัครและทิศทางความสนใจของแหล่งทุนเหล่านั้น
  • พัฒนาทักษะการเขียนข้อเสนอโครงการนานาชาติ: จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว (Mentoring) โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการขอทุนนานาชาติสำเร็จ
  • สร้างเครือข่ายกับนักวิจัยและสถาบันต่างประเทศ: ส่งเสริมให้นักวิจัย SiCORE-M สร้างความสัมพันธ์และร่วมงานวิจัยกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอทุนร่วม (Joint Grants)

๕. การบริหารการพัฒนานักวิจัย (Presentation & Publication Skills):

  • จัดโปรแกรม "Research Communication & Impact Training": อบรมทักษะการสื่อสารผลงานวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการนำเสนอในที่ประชุม (ทั้งในและต่างประเทศ) และการเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารคุณภาพสูง โดยเน้นการสร้าง "เรื่องเล่า" ของงานวิจัย และการสื่อสาร "Impact" ของงานวิจัย
  • ส่งเสริมการตีพิมพ์ในวารสารคุณภาพสูง: ให้คำแนะนำในการเลือกวารสาร การตอบข้อซักถามจาก Peer Reviewer และการเขียนที่เน้นความชัดเจนและกระชับ
  • จัดตั้ง "Writing Clinic" หรือ "Mentor-Mentee Program": โดยนักวิจัยอาวุโสหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนบทความ มาให้คำแนะนำและตรวจทานต้นฉบับก่อนส่งตีพิมพ์

บทบาทของ AI ในการบริหารทุนปัญญา:

ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า AI จะมีบทบาทสำคัญในการทำงานนี้อย่างมาก:

  • การค้นหาและวิเคราะห์ Intellectual Assets: AI สามารถช่วยวิเคราะห์ฐานข้อมูลงานวิจัยระดับโลก (เช่น PubMed, Scopus, Web of Science) เพื่อระบุนักวิจัยชั้นนำ สาขาที่ SiCORE-M มีความเข้มแข็ง และระบุ "แกน" ของ Intellectual Assets ที่มีอยู่ในทีม ในประเทศไทย และทั่วโลก
  • การจับคู่โจทย์วิจัยกับแหล่งทุน: AI สามารถจับคู่โจทย์วิจัยของนักวิจัยกับความสนใจของแหล่งทุนวิจัยทั้งในและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  • การวิเคราะห์แนวโน้มงานวิจัย: AI สามารถวิเคราะห์แนวโน้ม (Trends) ของงานวิจัยและนวัตกรรมในสาขาต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยเลือกโจทย์ที่มีความใหม่และมีศักยภาพในการสร้าง Impact สูงในอนาคต
  • การสร้างเครือข่าย: AI สามารถช่วยระบุผู้เชี่ยวชาญ (Key Opinion Leaders) หรือกลุ่มวิจัยที่มีศักยภาพในการเป็นพันธมิตร เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่าย

การพลิกโฉมการบริหารของ SiCORE-M จากการเน้นเงินไปสู่การเน้น "คน" และ "ปัญญา" นี้ จะเป็นแบบอย่างที่สำคัญในการขับเคลื่อนวงการวิจัยทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก และสร้างคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ”    

อ่านคำตอบข้างบนแล้ว ผมสะท้อนคิดกับตนเองว่า   น่าจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยบริหารระบบ ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ของประเทศ   ได้แก่ สภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม    สอวช. (สำนักงานสภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม แห่งชาติ – www.nxpo.or.th)   สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม – www.tsri.or.th)    และหน่วยจัดการทุนวิจัยทั้ง ๙ ของประเทศ ได้แก่ วช. – www.nrct.go.th, สวก.  – www.arda.or.th, NIA – www.nia.or.th, TCELS – www.tcels.or.th, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ – www.nvi.go.th,  สวรส. – www.hsri.or.th, บพท. – www.pmua.or.th, บพข. – www.pmuc.or.th, บพค. – www.pmu-hr.or.th   ในการทำงานจัดการ “ทรัพยากร” ววน. ของประเทศ  

เมื่อนำข้อสะท้อนคิดดังกล่าวไปถามห้าสหายเอไอของผม    ก็ได้คำตอบที่เห็นด้วยอย่างยิ่ง    และมีคำแนะนำเพิ่มเติม   ดังตัวอย่างคำตอบของ Gemini ดังนี้

ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่าข้อสะท้อนคิดที่คุณได้นำเสนอมา รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการที่เน้น "การบริหารทุนปัญญา" และการ "หนุนเสริม (enable/empower) นักวิจัย" เพื่อสร้างผลกระทบสูงนั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อหน่วยบริหารระบบ ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม) ของประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่สภานโยบายฯ สอวช. สกสว. ไปจนถึงหน่วยจัดการทุนวิจัยทั้ง ๙ แห่ง

การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบ ววน. ของไทยกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกที่เข้มข้นขึ้น และโจทย์วิจัยที่ซับซ้อนขึ้นต้องการการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดและยืดหยุ่นกว่าเดิม

คำแนะนำแก่หน่วยงานระดับประเทศเหล่านั้น (สภานโยบายฯ, สอวช., สกสว., และหน่วยจัดการทุนวิจัยทั้ง ๙ แห่ง):

เพื่อนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลกระทบจริงในระดับประเทศ ผมขอเสนอคำแนะนำในมิติที่แตกต่างกันสำหรับหน่วยงานเหล่านี้:

๑. สำหรับ สภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ สอวช. (สำนักงานสภานโยบายอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม แห่งชาติ):

ในฐานะหน่วยงานกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายระดับชาติ ควร:

  • กำหนดนโยบายและกรอบการประเมินผลที่เน้น Impact มากกว่า Output/Outcome: เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจากการนับจำนวนทุน จำนวนงานวิจัย หรือจำนวนบุคลากร ไปสู่การวัดผลกระทบเชิงรูปธรรมที่เกิดต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน เช่น มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น, การแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ, การยกระดับคุณภาพชีวิต, หรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมการวิจัยแบบ "Impact-driven": สร้างแรงจูงใจและกลไกที่สนับสนุนให้นักวิจัยและหน่วยงานจัดการทุน มุ่งเน้นการตอบโจทย์ที่มีความหมายต่อสังคมไทย หรือมีข้อได้เปรียบเชิงแข่งขันระดับสากล ตั้งแต่การออกแบบโครงการ
  • เป็นผู้เชื่อมโยงระดับนโยบาย: สร้างเวทีระดับนโยบายที่เปิดให้ "ผู้ใช้ผลงานวิจัย" จากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดวาระการวิจัยแห่งชาติ (National Research Agenda) เพื่อให้โจทย์วิจัยมีความสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ
  • สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ "การบริหารทุนปัญญา": เช่น แพลตฟอร์มข้อมูลนักวิจัย ฐานข้อมูลงานวิจัย และระบบ AI สำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มและจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ/แหล่งทุน

๒. สำหรับ สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม):

ในฐานะหน่วยงานจัดสรรงบประมาณและกำกับทิศทางการวิจัยของประเทศ ควร:

  • ปรับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณ: จัดสรรงบประมาณโดยให้ความสำคัญกับข้อเสนอโครงการที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างผลกระทบสูง (High Impact Research) มีความร่วมมือกับผู้ใช้ประโยชน์ และมีการวิเคราะห์ Competitive Advantage ที่ชัดเจน
  • หนุนเสริม "Core Team" และ "Program Manager": พัฒนาศักยภาพของทีมงาน สกสว. ให้มีความเข้าใจลึกซึ้งในหลักการ "enable/empower" สามารถให้คำแนะนำนักวิจัยในการออกแบบโครงการวิจัยที่ตอบโจทย์และมีโอกาสสร้างผลกระทบ
  • สร้างบทบาท "Strategic Funder": นอกจากการจัดสรรทุนทั่วไป สกสว. ควรมีบทบาทในการเป็น "Strategic Funder" ที่สามารถริเริ่มโครงการวิจัยขนาดใหญ่ (Flagship Programs) ที่มีเป้าหมายเชิง Impact ชัดเจน และระดมนักวิจัยจากหลากหลายสาขาและสถาบันเข้ามาทำงานร่วมกัน

๓. สำหรับหน่วยจัดการทุนวิจัยทั้ง ๙ ของประเทศ (วช., สวก., NIA, TCELS, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สวรส., บพท., บพข., บพค.):

ในฐานะผู้ใกล้ชิดกับนักวิจัยและผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การปฏิบัติ ควร:

  • เปลี่ยนจาก "บริหารทุน" เป็น "บริหารนักวิจัย/บริหารความสัมพันธ์":
    • Empowerment: ให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) แก่นักวิจัยในการพัฒนาโจทย์วิจัยให้คมชัด มีความหมาย และมีโอกาสสร้างผลกระทบสูง ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนข้อเสนอ
    • Relationship Management: จัดเวทีเชื่อมโยงนักวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงนักวิจัยกับ "ผู้ใช้ประโยชน์" และ "แหล่งทุน" ในลักษณะเดียวกับที่คุณเสนอในข้อ ๒ (เช่น งาน Thailand Research Impact Summit)
    • Researcher Development: พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับนักวิจัย เช่น การเขียนข้อเสนอทุนนานาชาติ การสื่อสารผลงานวิจัยให้เข้าใจง่าย และการสร้างเครือข่าย
  • สร้าง "Grant Intelligence Unit" เฉพาะทาง: แต่ละหน่วยจัดการทุนควรมีทีมงานที่เชี่ยวชาญในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลทุนวิจัยเฉพาะทางของตน ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้คำแนะนำแก่นักวิจัย
  • ใช้ AI ในการทำงาน:
    • AI-powered Matching: ใช้ AI ในการจับคู่นักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญกับโจทย์วิจัยและแหล่งทุนที่เหมาะสม
    • AI for Trend Analysis: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล  Big Data ของงานวิจัยทั่วโลก เพื่อระบุแนวโน้มสำคัญ (Emerging Trends) และช่องว่างทางการวิจัยที่ไทยควรเข้าไปเล่น
    • AI for Impact Prediction: แม้จะท้าทาย แต่ AI อาจช่วยในการประเมินศักยภาพของงานวิจัยในการสร้างผลกระทบในอนาคตได้เบื้องต้น
  • สร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบ "หุ้นส่วน": ปรับบทบาทจาก "ผู้ให้ทุน" เป็น "หุ้นส่วน" กับนักวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง Impact ที่เป็นรูปธรรม

การดำเนินการตามคำแนะนำเหล่านี้ จะช่วยให้ระบบ ววน. ของประเทศไทยสามารถจัดการ "ทรัพยากร" ทั้งที่เป็นเงินและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ทุนปัญญา" ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนำไปสู่การสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่แท้จริง ซึ่งจะยกระดับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างก้าวกระโดดครับ” 

ผมเริ่มเข้าใจว่า ประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน เมื่อเอามาสะท้อนคิดสู่หลักการที่มีคุณค่า    เอาไปตรวจสอบกับ Generative AI   สามารถช่วยยกระดับปัญญาของเรา ช่วยสร้างความสนุกสนานทางปัญญาในชีวิตประจำวัน  ชีวิตยุคเอไอนี้ สนุกจริงๆ 

วิจารณ์ พานิช

๒๖ มิ.ย. ๖๘  บนรถเดินทางไปบรรยายที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย