งานวิจัยชิ้นใหม่จากญี่ปุ่นค้นพบความลับเบื้องหลังคนที่มองโลกในแง่ดี โดยพบว่าสมองของพวกเขามีรูปแบบการทำงานที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งเมื่อจินตนาการถึงอนาคต ในทางกลับกัน สมองของคนมองโลกในแง่ร้ายกลับมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ชี้ให้เห็นว่าทัศนคติของเรานั้นฝังรากลึกอยู่ในสมอง และอาจเป็นคำตอบว่าทำไมคนคิดบวกจึงมักสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดีกว่า (medicalxpress.com)
ในสังคมไทย เราคุ้นเคยกับสำนวน “คลื่นสมองตรงกัน” หรือ “คิดอะไรเหมือน ๆ กัน” ไม่ว่าจะในการทำงานร่วมกันหรือการพูดคุยในครอบครัว ล่าสุด งานวิจัยจากทีมนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ได้ตอกย้ำความเชื่อนี้ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเชื่อมโยงศาสตร์ด้านจิตวิทยาสังคมเข้ากับประสาทวิทยา และแสดงให้เห็นว่าวิธีที่เราจินตนาการถึงอนาคตนั้นส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการเข้าสังคม
ทีมวิจัยได้ศึกษาอาสาสมัคร 87 คน ซึ่งมีระดับการมองโลกในแง่ดีและแง่ร้ายแตกต่างกัน โดยให้ทุกคนจินตนาการถึงเหตุการณ์ทั้งดีและร้ายในอนาคต พร้อมกับบันทึกการทำงานของสมองด้วยเครื่อง fMRI ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก เพราะสมองของกลุ่มคนมองโลกในแง่ดีมีรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกันสูง ราวกับว่าพวกเขามี “ภาพอนาคต” ในหัวแบบเดียวกัน ขณะที่กลุ่มคนมองโลกในแง่ร้ายกลับมีรูปแบบสมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนแต่ละคนจินตนาการอนาคตในแบบฉบับของตัวเอง
หัวหน้าทีมวิจัยด้านจิตวิทยาได้เชื่อมโยงผลการค้นพบนี้กับวรรคทองของ ลีโอ ตอลสตอย ในนวนิยาย Anna Karenina ที่ว่า “คนมองโลกในแง่ดีล้วนคล้ายคลึงกัน แต่คนมองโลกในแง่ร้ายแต่ละคนกลับทุกข์ในแบบของตนเอง” ซึ่งอาจสะท้อนถึงความท้าทายในการเข้าสังคมของกลุ่มคนมองโลกในแง่ร้าย ที่มีมุมมองเฉพาะตัวสูงจนอาจทำให้เข้าใจหรือเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ยากกว่า
ความหมายต่อสังคมไทย
ในบริบทของสังคมไทยที่เน้นเรื่องความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน (แนวคิด “สนุก” และ “สามัคคี”) งานวิจัยนี้ช่วยเจาะลึกถึงรากฐานทางชีววิทยาของความกลมเกลียวในสังคม คนที่มองโลกในแง่ดีไม่เพียงแต่จะมีความสุขกับเครือข่ายสังคมของตนเองมากกว่า แต่ยังสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นจุดแข็งที่เห็นได้ชัดในวัฒนธรรมองค์กร การศึกษา หรือแม้แต่ในกิจกรรมครอบครัวของไทย แนวคิดนี้ยังมีประโยชน์ต่อการรับมือกับปัญหาความเหงาในสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุไทยที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น (Bangkok Post)
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สมองของคนมองโลกในแง่ดีสามารถแยกแยะระหว่างภาพอนาคตที่ดีและร้ายได้อย่างชัดเจนกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพวกเขาหลอกตัวเองให้เห็นเรื่องร้ายเป็นเรื่องดี แต่พวกเขามีความสามารถในการ “วาง” เรื่องราวเชิงลบไว้ห่างจากใจ ทำให้รับมือกับความผิดหวังและฟื้นตัวได้เร็วกว่า การที่ “คลื่นสมองไปทางเดียวกัน” จึงไม่ใช่แค่สำนวนเปรียบเปรย แต่มีพื้นฐานทางชีววิทยาที่จับต้องได้จริง ๆ ตามคำอธิบายของหัวหน้าทีมวิจัย
ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการศึกษาไทย
สำหรับแวดวงการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจและความเป็นหมู่คณะ การทำความเข้าใจบทบาทของการมองโลกในแง่ดีอาจเป็นกุญแจสำคัญ ปัจจุบันทั้งในไทยและต่างประเทศเริ่มมีการนำโปรแกรมจิตวิทยาเชิงบวก หรือการฝึกสติภาวนาตามแนวทางพุทธศาสนามาปรับใช้ในห้องเรียนมากขึ้น (UNESCO Asia-Pacific)
อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามที่ต้องหาคำตอบต่อไปว่า “รูปแบบสมองที่สอดคล้องกันนี้ เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด หรือถูกหล่อหลอมขึ้นมา” ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเบชี้ว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อต้องพิจารณาในบริบทของครอบครัวไทยและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่หากการมองโลกในแง่ดีแบบ “คลื่นตรงกัน” สามารถปลูกฝังผ่านประสบการณ์ การพูดคุย หรือการเรียนรู้ได้ ก็ย่อมหมายความว่าเราสามารถสร้างเสริมทัศนคตินี้ผ่านการศึกษาและกิจกรรมกลุ่มได้
ผู้เชี่ยวชาญในไทยอย่างที่ปรึกษาแนะแนวในโรงเรียนให้ความเห็นว่า โครงการ “เพื่อนช่วยเพื่อน” กิจกรรมฝึกสติ และบทบาทของครอบครัว ล้วนช่วยเสริมสร้างวิธีคิดเชิงบวกให้แก่เด็กไทยได้ สอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่ยืนยันว่า การมองโลกในแง่ดีเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงการสนับสนุนทางสังคมเข้ากับสุขภาวะทางใจของเยาวชน และช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่ม (Mahidol University)
แง่มุมทางวัฒนธรรม
ในวัฒนธรรมไทยที่ให้คุณค่ากับ “ความเกรงใจ” ซึ่งเน้นความปรองดองและเห็นแก่ส่วนรวมเป็นหลัก อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้คนมองโลกในแง่ร้ายซึ่งมีความคิดเป็นของตนเองรู้สึกแปลกแยกได้ง่ายขึ้น การเข้าใจกลไกทางสมองเหล่านี้จะช่วยให้ครู ที่ปรึกษา หรือผู้ปกครองสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึง
ในอนาคต การบูรณาการระหว่างประสาทวิทยากับจิตวิทยาสังคมอาจกลายเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายด้านสุขภาพจิตและการเรียนรู้ของไทย ท่ามกลางปัญหาความเหงาที่แพร่หลายไปทั่วโลก ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางสมองของความคิดแง่ดี-ร้าย และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น
สำหรับผู้อ่านทั่วไป ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้คือ การเปิดใจยอมรับมุมมองที่แตกต่างในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงพลังของการคิดบวก ทั้งต่อตนเองและต่อความสามัคคีในสังคม กิจกรรมชุมชน ประเพณีวัฒนธรรม และการสนับสนุนในครอบครัวล้วนเป็นพื้นที่บ่มเพาะทัศนคติเชิงบวกได้ทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่รู้สึกว่าตนเอง “คิดลบ” ก็ไม่จำเป็นต้องท้อแท้ เพราะงานวิจัยนี้เพียงชี้ให้เห็นประโยชน์ของความคิดร่วมในการสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนผ่านการพูดคุย การฝึกสติ หรือกิจกรรมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันได้
ท้ายที่สุด การศึกษานี้ตอกย้ำว่า การมองโลกในแง่ดีไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงปรัชญา แต่เป็นสิ่งที่หยั่งรากลึกอยู่ในโครงสร้างสมองของเรา การส่งเสริมให้ผู้คนในสังคมไทยได้สร้างภาพอนาคตเชิงบวกร่วมกัน จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้าง “สังคมที่เชื่อมโยงถึงกัน” ให้แข็งแกร่งและยั่งยืน
ผู้สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัยได้ที่ Medical Xpress และศึกษาแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตในโรงเรียน รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ที่ UNESCO Bangkok และคลังข้อมูลของมหาวิทยาลัยมหิดล