ในยุคที่เครื่องดื่มเกลือแร่ครองตลาดด้วยมูลค่ามหาศาลกว่า ๑.๔ หมื่นล้านบาทในปี ๒๕๖๗ พร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อว่า “ช่วยชดเชยน้ำและเกลือแร่ เพิ่มสมรรถภาพ และดีต่อสุขภาพ” คำถามที่คนไทยหลายคนสงสัยคือ เครื่องดื่มเหล่านี้มีประโยชน์จริงดังที่กล่าวอ้าง หรือเป็นเพียงกระแสสุขภาพที่ถูกสร้างขึ้นมา
เราจะเห็นเครื่องดื่มเกลือแร่วางขายอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะในฟิตเนส ร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต โดยมีกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ทัพนักกีฬา สายออกกำลังกาย ไปจนถึงคนทั่วไปที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักชูจุดเด่นว่ามีแร่ธาตุสำคัญอย่างโซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย การทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท แต่แม้จะฟังดูมีประโยชน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในไทยได้ออกมาเตือนว่า คนทั่วไปอาจกำลังเข้าใจประโยชน์ของมันเกินจริง และมองข้ามความสำคัญของอาหารหลักในชีวิตประจำวัน
แท้จริงแล้ว ร่างกายของเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องดื่มหรืออาหารเสริมราคาแพงเพื่อให้ได้แร่ธาตุเหล่านี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากโรงพยาบาลกระดูกชั้นนำในนิวยอร์กให้ข้อมูลผ่าน The New York Times (nytimes.com) ว่า “แค่กินกล้วย คุณก็ได้โพแทสเซียมแล้ว หรือกินขนมปังเพรทเซลก็ได้รับโซเดียม” ซึ่งในวิถีชีวิตแบบไทยๆ เราสามารถหารับประทานแร่ธาตุเหล่านี้ได้ง่ายๆ จากอาหารและของว่างใกล้ตัว เช่น ข้าวต้มมัด กล้วยปิ้ง หรือแม้แต่ส้มตำสักจาน
แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอาวุโสจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำทีมวิจัยล่าสุด อธิบายว่า เมื่อเราเหงื่อออก ร่างกายจะสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ ซึ่งหากไม่ได้รับการชดเชยอย่างเพียงพอ ก็อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นได้ แต่จากข้อมูลและงานศึกษาจำนวนมากพบว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ออกกำลังกายตามปกติ แม้จะอยู่ในสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย “แค่ดื่มน้ำเปล่าเมื่อรู้สึกกระหายก็เพียงพอแล้ว” ส่วนคาร์โบไฮเดรตในเครื่องดื่มเกลือแร่จะมีประโยชน์ในแง่การให้พลังงานแบบเร่งด่วนสำหรับนักกีฬาระดับอาชีพเท่านั้น โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองกับนักวิ่งมาราธอนในอุณหภูมิราว ๓๐ องศาเซลเซียส ก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มที่ดื่มน้ำเปล่ากับกลุ่มที่ดื่มน้ำเกลือแร่
เรื่องนี้สอดคล้องกับมุมมองของอดีตนักโภชนาการการกีฬาจากมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย ที่เผยว่า “ในยุค 90 นักกีฬาเคยได้รับคำแนะนำให้ดื่มน้ำผสมโซเดียมเมื่อต้องซ้อมหนักเป็นเวลานาน แต่ความจริงแล้ว กลยุทธ์ทางการตลาดนั้นทรงพลังกว่างานวิจัยเสมอ” ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการศึกษาพบว่าร่างกายของเราสามารถควบคุมระดับโซเดียมในเลือดได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะมีการสูญเสียไปกับเหงื่อหรือปัสสาวะก็ตาม
เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ด้านเวชศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “คนส่วนใหญ่มักคิดว่าต้องรีบเติมเกลือแร่กลับเข้าร่างกายทันที แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นเลย เพราะมื้ออาหารถัดไปก็สามารถชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปได้” ซึ่งข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับวิถีการกินของคนไทย ที่อาหารส่วนใหญ่มักมีรสชาติจัดจ้าน มีน้ำปลาและเครื่องปรุงเป็นส่วนประกอบ อีกทั้งยังนิยมบริโภคผักผลไม้เป็นประจำ ทำให้ความเสี่ยงที่จะขาดแร่ธาตุนั้นต่ำมาก
แล้วเมื่อไหร่กันที่เราควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เหมาะสำหรับกรณีที่มีการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุอย่างรุนแรง เช่น การเจ็บป่วยที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มักมีการระบาดของโรคอุจจาระร่วง หรือการติดเชื้อจากอาหาร ในสถานการณ์เช่นนี้ แพทย์จะแนะนำให้ใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ที่ขาดน้ำโดยเฉพาะ (Oral Rehydration Solution: ORS) ซึ่งมีปริมาณโซเดียมและโพแทสเซียมสูงกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬาทั่วไป โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาและโรงพยาบาลทั่วประเทศตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข (moph.go.th)
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับบางกรณี เช่น การแข่งขันกีฬาหรือการออกกำลังกายที่หนักหน่วงและยาวนานจนร่างกายสูญเสียน้ำในปริมาณมหาศาล อย่างการวิ่งอัลตร้ามาราธอนท่ามกลางอากาศร้อนจัด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) ได้ แต่ถึงกระนั้น เครื่องดื่มเกลือแร่ส่วนใหญ่ในท้องตลาดก็อาจไม่สามารถป้องกันภาวะนี้ได้อยู่ดี เพราะมีปริมาณโซเดียมเจือจางเกินไป
แม้การตลาดจะพยายามผลักดันเครื่องดื่มเกลือแร่อย่างหนัก แต่นักวิชาการต่างยืนยันว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว ผลเสียจากการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้มีน้อยมาก (หากไม่นับเรื่องค่าใช้จ่ายและปริมาณน้ำตาล) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์และโภชนาการจากสหรัฐฯ กล่าวว่า โดยทั่วไปเครื่องดื่มเกลือแร่มีปริมาณแร่ธาตุไม่มากพอที่จะทำให้ระบบในร่างกายรวน อีกทั้งรสชาติที่หวานยังอาจช่วยกระตุ้นให้เด็กหรือผู้สูงวัยอยากดื่มน้ำมากขึ้นในช่วงที่อากาศร้อนจัดอย่างเดือนเมษายนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลคือมาตรฐานการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกที่ยังไม่เข้มงวดพอ โดยเคยมีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนอันตราย เช่น สารหนู ในเครื่องดื่มเกลือแร่บางยี่ห้อที่นำเข้ามาใช้กับนักกีฬามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ แม้จะยังไม่พบเหตุการณ์รุนแรงในไทย แต่ก็ถือเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้บริโภคต้องระมัดระวัง ดังความเห็นของนักเวชศาสตร์การกีฬาที่ว่า “ผู้บริโภคจะไม่มีทางเห็นคำว่า ‘สารหนู’ บนฉลาก แต่สิ่งที่ทำได้คือการตรวจสอบปริมาณน้ำตาล และอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่เกินจริง”
จากข้อมูล “การสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ครั้งที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๖๒-๒๕๖๓” พบว่าคนไทยมีแนวโน้มบริโภคเครื่องดื่มรสหวานในปริมาณมากอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาโรคเบาหวานและโรคอ้วนทวีความรุนแรงขึ้น เครื่องดื่มเกลือแร่ยอดนิยมบางยี่ห้อมีปริมาณน้ำตาลสูงไม่ต่างจากน้ำอัดลม ดังนั้น ผู้ที่รักสุขภาพจึงควรพิจารณาข้อมูลส่วนนี้ให้รอบคอบ (nhesoffice.com)
ภูมิปัญญาของไทยแต่ดั้งเดิมนั้นใช้วิธีง่ายๆ อย่างการดื่มน้ำสะอาดเย็นชื่นใจจากตุ่มดินเผา หรือกินผลไม้สดตามฤดูกาลเพื่อดับกระหายคลายร้อน ซึ่งวิถีปฏิบัติในชุมชนต่างจังหวัดเหล่านี้ยังคงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพไม่แพ้เครื่องดื่มราคาแพง นอกจากนี้ ในทุกๆ ปีที่คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น งานวิ่ง งานวัด หรือเทศกาลสงกรานต์ในช่วงหน้าร้อน หน่วยงานสาธารณสุขและการท่องเที่ยวมักจะออกประกาศเตือนและให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพเป็นประจำอยู่แล้ว
มีการคาดการณ์ว่าในอนาคต ตลาดเครื่องดื่มกีฬาและผลิตภัณฑ์เกลือแร่ในไทยจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามกระแสโลก สิ่งนี้ยิ่งทำให้การให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้บริโภคอย่างเท่าทันกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์โรคหัวใจและเบาหวานในประเทศไทยที่ยังคงน่าเป็นห่วง (who.int) สถาบันการศึกษา ฟิตเนส ค่ายมวยไทย และผู้ฝึกสอนกีฬาจึงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยไม่โน้มเอียงไปตามคำโฆษณา
ท้ายที่สุดแล้ว หลักการง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานด้านสุขภาพของไทยแนะนำตรงกันสำหรับทุกครอบครัวคือ ดื่มน้ำเปล่าเมื่อรู้สึกกระหาย รับประทานอาหารให้หลากหลายโดยเน้นผักและผลไม้ เก็บเครื่องดื่มเกลือแร่ไว้สำหรับยามเจ็บป่วยหรือเมื่อต้องออกกำลังกายอย่างหนักและยาวนานกลางแดดร้อนจัดจริงๆ เท่านั้น หากจำเป็นต้องซื้อ ควรเลือกสูตรที่มีน้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาล และอย่าหลงเชื่อคำกล่าวอ้างเกินจริง หากมีอาการที่เข้าข่ายภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น วิงเวียนศีรษะ เป็นตะคริว หรือปัสสาวะน้อยลงผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์และเลือกใช้สารละลายเกลือแร่ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
สามารถศึกษาข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมได้จาก The New York Times (nytimes.com) หรือเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทย