จูฬเสฏฐิเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
๘. จูฬเสฏฐิเปตวัตถุ
เรื่องจูฬเศรษฐีเปรต
(พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามเปรตนั้นว่า)
[๒๔๖] ท่านผู้เจริญท่านเป็นนักบวชเปลือยกายซูบผอม เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงไปที่ไหนๆ เฉพาะกลางคืน ขอท่านจงบอกเหตุที่มาแก่ข้าพเจ้าเถิด บางทีข้าพเจ้าอาจมอบทรัพย์เครื่องปลื้มใจจากโภคะทั้งปวงให้แก่ท่าน
(เปรตนั้นตอบว่า)
[๒๔๗] (เมื่อชาติก่อน) พระนครพาราณสีมีกิตติคุณเลื่องลือไปไกล ข้าพระองค์เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ในพระนครนั้น แต่เป็นคนมีจิตทราม ไม่เคยให้สิ่งของแก่ใคร มีใจข้องอยู่ในอามิส ได้ตกไปถึงวิสัยแห่งพญายมเพราะเป็นผู้ทุศีล
[๒๔๘] เพราะบาปกรรมเหล่านั้น ข้าพระองค์นั้นจึงลำบากเนื่องจากถูกความหิวเสียดแทง เพราะความทุกข์อันเกิดแต่ความหิวนั้นแหละ ข้าพระองค์ปรารถนาอามิส จึงได้มาหาหมู่ญาติ มนุษย์แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทาน และไม่เชื่อว่าผลแห่งทานมีอยู่ในปรโลก
[๒๔๙] ธิดาของข้าพระองค์พูดอยู่เสมอว่า เราจักให้ทานอุทิศบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย พวกพราหมณ์บริโภค ทานที่นางจัดแจงแล้ว ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกวินทะเพื่อบริโภคอาหาร
[๒๕๐] พระราชาจึงตรัสสั่งกับเขาว่า ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานแม้นั้น พึงรีบกลับมาบอกเหตุที่มีจริงแก่เรา เราฟังคำมีเหตุผลอันควรเชื่อถือได้แล้ว จักทำสักการบูชาบ้าง
[๒๕๑] เปรตจูฬเศรษฐีรับพระดำรัสแล้ว ได้ไปยังเมืองอันธกวินทนั้น (แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น) เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัตร เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่ควรแก่ทักษิณา ภายหลัง เปรตจูฬเศรษฐีกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก ได้แสดงกายให้ปรากฏเฉพาะพระพักตร์ ของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน
[๒๕๒] พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้นกลับมาอีก จึงตรัสถามว่า เราจะให้ทานอะไร ถ้าเหตุที่จะทำให้ท่านอิ่มหนำตลอดกาลนานมีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา
(จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า)
[๒๕๓] พระราชา ขอพระองค์จงทรงอังคาสพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ด้วยข้าวน้ำและจีวร แล้วทรงอุทิศส่วนบุญนั้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงบำเพ็ญกิจอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำตลอดกาลนาน
[๒๕๔] เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงรีบเสด็จออก ทรงถวายทานมากมายแก่สงฆ์ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วทรงกราบทูลเรื่องราวแด่พระตถาคต และทรงอุทิศส่วนบุญให้แก่เปรตนั้น
[๒๕๕] จูฬเศรษฐีเปรตนั้นได้รับการบูชาแล้ว เป็นผู้งดงามยิ่งนัก ได้มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม มนุษย์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์เสมอเหมือนกับข้าพระองค์ไม่มี
[๒๕๖] ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรอานุภาพ ซึ่งหาประมาณมิได้ของข้าพระองค์นี้เถิด ที่พระองค์ทรงถวายทานมากมายแก่สงฆ์ อุทิศแก่ข้าพระองค์ด้วยความอนุเคราะห์ พระองค์ผู้เป็นเทพแห่งมนุษย์ ข้าพระองค์เป็นผู้ที่พระองค์ทรงให้อิ่มหนำตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยไทยธรรมเป็นอันมาก บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว จึงขอทูลลา
จูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘ จบ
--------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของ
อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒
๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ
อรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภจูฬเสษฐีเปรต ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี มีคฤหบดีผู้หนึ่งเป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ไม่เอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญบุญ ได้นามว่าจูฬเศรษฐี.
เขาทำกาละแล้ว บังเกิดในหมู่เปรต. ร่างกายของเขาปราศจากเนื้อและเลือด มีเพียงกระดูก เส้นเอ็นและหนัง ศีรษะโล้น ปราศจากผ้า. แต่ธิดาของเขาชื่อว่าอนุลา อยู่ในเรือนของสามี ในอันธกวินทนคร มีความประสงค์จะให้พราหมณ์บริโภคอาหารอุทิศบิดา จึงจัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทานมีข้าวสารเป็นต้น. เปรตรู้ดังนั้น ไปในที่นั้นโดยอากาศ โดยความหวัง ถึงกรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูถูกพระเจ้าเทวทัตต์ส่งไป ให้ปลงพระชนมชีพพระบิดา ไม่เข้าถึงความหลับ เพราะความเดือดร้อนและความฝันร้ายนั้น จึงขึ้นไปบนปราสาท จงกรมอยู่ เห็นเปรตนั้น เหาะไปอยู่จึงถามด้วยคาถานี้ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นบรรพชิตเปลือยกาย ซูบผอม เพราะเหตุแห่งกรรมอะไร ท่านจะไปไหนในราตรีเช่นนี้ ขอท่านจงบอกกาลที่ท่านจะไปแก่เราเถิด เราสามารถจะให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแก่ท่าน ด้วยความอุตสาหะทุกอย่าง
เปรตถูกพระราชาถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะบอกประวัติของตน จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
เมื่อก่อนกรุงพาราณสี มีกิตติคุณเลื่องลือไปไกล ข้าพระองค์เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ในกรุงพาราณสีนั้น แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ไม่เคยให้สิ่งของแก่ใครๆ มีใจข้องอยู่ในอามิส ได้ถึงวิสัยแห่งพญายม เพราะความเป็นผู้ทุศีล.
ข้าพระองค์ลำบากแล้ว เพราะความหิวเสียดแทง เพราะกรรมชั่วเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ปรารถนาอามิสจึงได้มาหาหมู่ญาติ มนุษย์แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทานและไม่เชื่อว่า ผลแห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า มนุษย์แม้เหล่านั้นจักเกิดเป็นเปรตเสวยทุกข์ใหญ่เหมือนข้าพระองค์ฉะนั้น
ธิดาของข้าพระองค์บ่นอยู่เนืองๆ ว่าเราจักให้ทานอุทิศให้มารดา บิดา ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทานอันธิดาของข้าพระองค์ตบแต่งแล้ว ข้าพระองค์จะไปยังเมืองอันธกวินทนคร เพื่อบริโภคอาหาร.
พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า ถ้าท่านไปได้เสวยผลทานนั้น พึงรีบกลับมาบอก เหตุที่มีจริงแก่เรา เราฟังคำอันมีเหตุผล ควรเชื่อถือได้แล้วจักทำการบูชาบ้าง.
จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระดำรัสแล้ว ได้ไปยังอันธกวินทนครนั้น แต่ไม่ได้รับผลแห่งทานนั้น เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่บริโภคภัตรเป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา.
ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรตกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน
พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้น กลับมาอีกจึงตรัสถามว่า
เราจะให้ทานอะไร ถ้าเหตุที่จะให้ท่านอิ่มหนำตลอดกาลนานมีอยู่ไซร้ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา
จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า :-
ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงอังคาสพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำ และจงทรงถวายจีวรแล้ว จงอุทิศกุศลนั้น เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงการบำเพ็ญกิจอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำตลอดกาลนาน.
ลำดับนั้น พระราชาเสด็จออกจากปราสาททันที ทรงถวายทานอันประณีตยิ่งแก่สงฆ์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้วทรงกราบทูลเรื่องราวแด่พระตถาคต ทรงอุทิศส่วนกุศลให้แก่จูฬเศรษฐีเปรต,
จูฬเศรษฐีเปรตนั้นอันพระราชาทรงบูชาแล้ว เป็นผู้งดงามยิ่งนัก ได้มาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน แล้วกราบทูลว่า
ข้าพระองค์เป็นเทวดา มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว มนุษย์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์เสมอด้วยข้าพระองค์ไม่มี ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดูอานุภาพอันหาประมาณมิได้ของข้าพระองค์นี้เถิด ซึ่งเกิดจากผลที่พระองค์ทรงถวายทานอันจะนับมิได้แก่สงฆ์ อุทิศส่วนพระราชกุศลให้แก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงอนุเคราะห์.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพแห่งมนุษย์ ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์ยังพระอริยสงฆ์ให้อิ่มหนำ ด้วยไทยธรรมมีข้าวและน้ำและผ้าผ่อนเป็นต้นเป็นอันมาก จึงได้อิ่มหนำแล้วเนืองๆ บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว จึงขอทูลลาพระองค์ไป.
เมื่อเปรตทูลลากลับไปอย่างนี้ พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสบอกความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลความนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนฟังธรรมนั้นแล้วละมลทินคือความตระหนี่ ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้นแล.
จบอรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘
-----------------------------------------------------