เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนเราถึงตัดสินใจทำในสิ่งที่รู้ดีว่าผลลัพธ์จะออกมาไม่ดี? งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นล่าสุดจากทีมนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม มหาวิทยาลัย UNSW ซิดนีย์ ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำถามนี้ โดยค้นพบรูปแบบพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าคนแต่ละคนจะตอบสนองต่อผลลัพธ์เชิงลบอย่างไร ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Psychology และสรุปโดย MedicalXpress เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ชี้ว่าสำหรับคนจำนวนไม่น้อย การที่ยังติดอยู่ในวังวนของนิสัยเดิมๆ อาจไม่ใช่เพราะขาดแรงจูงใจ แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่สามารถเชื่อมโยง “การกระทำ” ของตนเองเข้ากับ “ผลลัพธ์” ที่ตามมาได้ แม้จะได้รับข้อมูลหรือคำชี้แนะอย่างชัดเจนแล้วก็ตาม

ประเด็นนี้สะท้อนภาพปัญหาด้านสาธารณสุขและสังคมของไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากแคมเปญรณรงค์หลายโครงการมักตั้งต้นจากความเชื่อที่ว่า “แค่ให้ความรู้ ก็เปลี่ยนพฤติกรรมได้” การทำความเข้าใจว่าเหตุใดข้อมูลเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้เสมอไป อาจนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับปัญหาสังคมที่ฝังรากลึก เช่น การพนัน การติดสุรา หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ที่มีต้นตอจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การวิจัยครั้งนี้ให้นผู้เข้าร่วม ๒๖๗ คน จาก ๒๔ ประเทศ ในหลากหลายช่วงวัย เล่นเกมออนไลน์ง่ายๆ ที่ต้องตัดสินใจเลือกเพื่อรับรางวัลหรือถูกลงโทษ ทีมนักวิจัยพบว่าสามารถแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๓ กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มแรก “กลุ่มไวต่อผลลัพธ์” ซึ่งเรียนรู้และปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว กลุ่มที่สอง “กลุ่มไม่ตระหนัก” ที่ช่วงแรกอาจจะสับสน แต่เมื่อได้รับข้อมูลที่ชัดเจนก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ และกลุ่มที่สามคือ “กลุ่มฝังลึก” ที่ยังคงเลือกทำผิดซ้ำๆ แม้จะได้รับคำอธิบายถึงเหตุและผลแล้วก็ตาม

หัวหน้าทีมวิจัยเปิดเผยว่า “บางคนดูเหมือนจะไม่เรียนรู้จากความผิดพลาด แม้จะตั้งใจหลีกเลี่ยงผลลัพธ์แย่ๆ และคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด แต่กลับไม่รู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองนั่นแหละคือต้นตอของปัญหา” ตัวเกมจำลองสถานการณ์ให้ผู้เล่นเลือกระหว่างดาวเคราะห์ ๒ ดวง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีโอกาสทำให้เสียคะแนน เมื่อเล่นไปสักพักหรือได้รับคำใบ้ คนส่วนใหญ่จะเริ่มจับทางและปรับตัวได้ แต่ผู้เล่นใน “กลุ่มฝังลึก” กลับยังคงเลือกตัวเลือกที่มีความเสี่ยงเหมือนเดิม แม้จะได้รับคำอธิบายถึงความเชื่อมโยงอย่างตรงไปตรงมาแล้วก็ตาม

พฤติกรรมลักษณะนี้พบได้ในทุกวัฒนธรรมและทุกช่วงวัย ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่เคยทดลองกับกลุ่มนักศึกษาจิตวิทยาในออสเตรเลีย แต่ในการศึกษาครั้งล่าสุดนี้ พบว่า “กลุ่มฝังลึก” มีสัดส่วนราว ๒๗% ซึ่งสูงกว่าที่เคยพบเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุเกิน ๕๐ ปี ซึ่งมักจะมีความยืดหยุ่นทางความคิดลดลง ประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีจำนวนประชากรอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (UNFPA Thailand)

จุดที่น่าสนใจที่สุดของการวิจัยนี้คือ เมื่อให้ผู้เล่นกลับมาทดลองเล่นเกมเดิมอีกครั้งในอีก ๖ เดือนต่อมา คนส่วนใหญ่ยังคงแสดงรูปแบบพฤติกรรมเหมือนเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการตัดสินใจเช่นนี้เป็น “ลักษณะนิสัยที่ฝังแน่น” ไม่ใช่แค่อารมณ์ชั่ววูบหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว “สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ามันไม่ใช่ข้อบกพร่องชั่วคราว แต่เป็นคุณลักษณะที่ติดตัว คล้ายกับบุคลิกภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งแม้จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็อาจต้องอาศัยการแทรกแซงที่ตรงจุด” ทีมวิจัยจาก UNSW ระบุ

ความสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้ไปไกลกว่าผลลัพธ์ในเกมคอมพิวเตอร์ “การที่คนบางกลุ่มไม่ตอบสนองต่อข้อมูลหรือประสบการณ์ซ้ำๆ มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเห็นในพฤติกรรมที่ห้ามใจไม่ได้ อย่างการติดพนันหรือการเสพติดอื่นๆ” หัวหน้านักวิทยาศาสตร์กล่าว นี่จึงเป็นความท้าทายสำคัญของผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขทั้งในไทยและทั่วโลก เพราะแคมเปญที่มุ่งเน้นการให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียว เช่น พิษภัยของบุหรี่ สุรา การกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือความเสี่ยงทางการเงิน อาจเข้าไม่ถึงกลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

นักวิจัยสรุปว่า “วิธีการให้ข้อมูลอาจใช้ได้ผลกับคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มของพฤติกรรมย้ำทำ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการแทรกแซงในรูปแบบอื่น” ประเด็นนี้สอดคล้องกับปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ การดื่มสุราเกินขนาด ตลอดจนอัตราผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ที่เพิ่มขึ้นทุกปี (WHO Thailand)

ในสังคมไทย เราเห็นการรณรงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่โฆษณารณรงค์เมาไม่ขับในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ไปจนถึงภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ประสิทธิผลในการเปลี่ยนนิสัยที่ฝังแน่น โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงสูง ยังคงเป็นโจทย์ที่ท้าทายเสมอมา (Bangkok Post) งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการให้ความรู้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องใช้วิธีการเชิงลึกอื่นๆ เข้ามาเสริม เช่น การให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว การใช้เทคนิคสร้างแรงจูงใจ หรือการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนที่มีโครงสร้างเหมาะสม ซึ่งน่าจะช่วยเหลือ “กลุ่มฝังลึก” ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นักวิชาการด้านพุทธิปัญญาและพฤติกรรมศาสตร์เน้นย้ำว่า “ความยืดหยุ่นทางความคิด” หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนแนวคิดเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ๆ เป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่ง งานวิจัยจากหลายประเทศยืนยันตรงกันว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นในส่วนนี้มักจะลดลง ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุซึ่งกำลังจะกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของไทย อาจมีความเสี่ยงที่จะทำพฤติกรรมเดิมๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพซ้ำๆ มากขึ้น (Frontiers in Psychology) ข้อมูลเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ตรงจุด และการจัดบริการด้านสุขภาพจิตที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและโครงการส่งเสริมสุขภาพในระดับชุมชน

การที่คนบางคนยังคงทำสิ่งเดิมๆ ทั้งที่รู้ถึงผลเสีย ยังอาจเชื่อมโยงได้กับบริบททางวัฒนธรรมไทยบางอย่าง เช่น ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” หรือทัศนคติแบบ “ไม่เป็นไร” ที่อาจทำให้คนบางกลุ่มลังเลที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง แม้จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องแล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี เราสามารถนำจุดแข็งทางวัฒนธรรมที่เน้นความสัมพันธ์กลมเกลียว มาต่อยอดผ่านกิจกรรมในครอบครัวหรือเครือข่ายชุมชน เพื่อช่วยให้ผู้คนเปิดใจยอมรับพฤติกรรมใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น ดังตัวอย่างโครงการบำบัดผู้ติดยาเสพติดในวัด ที่ใช้หลักธรรมและสติเข้ามาช่วยในการฟื้นฟู ซึ่งพบว่าให้ผลลัพธ์ที่ดี (Journal of Substance Abuse Treatment)

ปัญหาใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล เช่น การพนันออนไลน์ และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ บนโลกอินเทอร์เน็ตของคนไทย ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการแทรกแซงที่ลึกซึ้งกว่าการให้ข้อมูลเพียงผิวเผิน หน่วยงานภาครัฐและบุคลากรทางการศึกษาจำเป็นต้องทำงานแบบบูรณาการ โดยผสมผสานทั้งความเข้าใจในโลกออนไลน์ เทคนิคทางพฤติกรรมศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อรับมือกับพฤติกรรมที่ห้ามใจไม่ได้ในรูปแบบใหม่เหล่านี้

สำหรับทิศทางในอนาคต ทีมนักวิจัยย้ำว่าไม่ควรด่วนสรุปว่าสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงจะเหมือนกับในเกมจำลองทุกประการ แต่รูปแบบพฤติกรรมที่ค้นพบนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงอย่างมีนัยสำคัญ ภาคนโยบาย องค์กรด้านสุขภาพ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรนำองค์ความรู้นี้ไปปรับใช้ในโครงการนำร่องต่างๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มของพฤติกรรมย้ำทำ ซึ่งอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้นำชุมชน สถาบันศาสนา และแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายผลและเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อคิดสำคัญสำหรับคนไทยทุกคนคือ หากคุณสังเกตเห็นว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดกำลังทำผิดพลาดซ้ำๆ ทั้งที่รู้ว่าทางออกคืออะไร พึงระลึกไว้ว่าอาจไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้เกียจหรือดื้อรั้น แต่อาจเป็นเพราะมีรูปแบบพฤติกรรมที่ฝังรากลึกอยู่ การเปิดใจขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น การเข้ารับคำปรึกษา กลุ่มบำบัด หรือโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง ในขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์การรณรงค์ด้านสุขภาพของไทยก็จำเป็นต้องพัฒนาให้ไปไกลกว่าแค่การบอกเล่าข้อเท็จจริง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง “ความรู้” ไปสู่ “การลงมือทำ” ได้สำเร็จ

โดยสรุป การทำความเข้าใจว่าทำไมคนบางกลุ่มถึงไม่ยอมหยุดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายแม้จะรับรู้ถึงความเสี่ยง คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่งในการออกแบบนโยบายสาธารณสุขและการศึกษาแห่งอนาคต ไม่ใช่แค่สำหรับประเทศไทย แต่สำหรับประชาคมโลก ในวันที่ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสังคมสูงวัย ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาแนวทางที่สามารถเข้าถึง “กลุ่มฝังลึก” ได้ จึงไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นความรับผิดชอบที่เรามีร่วมกันต่อสังคม