ผลการศึกษาล่าสุดเผยความลับเบื้องหลังพลังของ ‘ความคิดบวก’ พบว่าผู้ที่มองโลกในแง่ดีมีรูปแบบการทำงานของสมองที่คล้ายกันอย่างน่าทึ่งเมื่อจินตนาการถึงอนาคต การค้นพบนี้ช่วยอธิบายว่าเหตุใดทัศนคติเชิงบวกจึงมักนำไปสู่ความสำเร็จในสังคมและความเข้มแข็งทางใจ งานวิจัยซึ่งนำโดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเบ ประเทศญี่ปุ่น และตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ได้ใช้เทคโนโลยี MRI เพื่อสำรวจสมอง และพบว่ากลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดีจะประมวลผลเกี่ยวกับอนาคตผ่านสมองส่วนหน้าผากส่วนกลาง (medial prefrontal cortex) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนอนาคตโดยตรง (The Guardian)
สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับแนวคิด ‘ใจเย็น’ หรือ ‘ไม่เป็นไร’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ได้เพิ่มมิติใหม่ที่น่าสนใจให้กับภูมิปัญญาดั้งเดิมว่าด้วยความคิดเชิงบวกและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม การทำความเข้าใจกลไกทางสมองที่ขับเคลื่อนทัศนคติเชิงบวกนี้ อาจส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อแวดวงสุขภาพจิต การศึกษา ไปจนถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน
กลไกการวิจัยและสิ่งที่ค้นพบ
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเบได้ให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง ๘๗ คน ทำแบบประเมินเพื่อวัดระดับการมองโลกในแง่ดี จากนั้นจึงให้เข้าเครื่องสแกนสมอง (MRI) พร้อมกับจินตนาการถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต ตั้งแต่เรื่องน่ายินดีอย่างการเดินทางรอบโลก ไปจนถึงเหตุการณ์ท้าทายอย่างการตกงาน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความตาย จุดสำคัญที่ค้นพบคือ เมื่อกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดีจินตนาการถึงอนาคต สมองส่วนหน้าผากส่วนกลาง (MPFC) ของพวกเขากลับมีรูปแบบการทำงานที่สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดใจ ในทางกลับกัน กลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายกลับมีรูปแบบการทำงานของสมองที่แตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เชิงลบ
หัวหน้าทีมวิจัยอธิบายว่า “กลุ่มที่มองโลกในแง่ดีเปรียบเสมือนมี ‘พิมพ์เขียว’ ทางความคิดร่วมกันเมื่อนึกถึงอนาคต เป็นรูปแบบการประมวลผลที่คล้ายคลึงกัน ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาคิดเหมือนกันทุกประการ” ผลการวิจัยนี้จึงอาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดเมื่อคนกลุ่มนี้พูดคุยถึงความฝันและเป้าหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ สมองของพวกเขาจึงเหมือน “จูนคลื่นความคิดเดียวกัน” ทำให้เกิดความเข้าใจและร่วมมือกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจเป็นที่มาของความสำเร็จในชีวิตและสังคมที่พวกเขามักจะพบเจอ (PNAS)
นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานของสมองดังกล่าวยังช่วยให้ผู้ที่คิดบวกสามารถแยกแยะระหว่างสถานการณ์ที่ดีและไม่ดีได้อย่างชัดเจนกว่า ซึ่งความสามารถนี้อาจเปรียบได้กับ “ภูมิคุ้มกันทางใจ” ที่ช่วยให้รับมือกับยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทายได้ดีขึ้น
อัตลักษณ์เชิงบวก: เมื่อวัฒนธรรมไทยบรรจบกับวิทยาศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรซึ่งได้ทบทวนงานวิจัยชิ้นนี้ ให้ความเห็นว่า คนที่มองโลกในแง่ดีมักจะจินตนาการถึงเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตแบบผิวเผินและมีผลกระทบทางอารมณ์น้อยกว่า ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับลักษณะนิสัย “ไม่คิดมาก” ของคนไทย ที่หลายครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความเฉื่อยชา แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นกลยุทธ์การจัดการอารมณ์ที่มีประสิทธิภาพ “งานวิจัยนี้ชี้ว่าการคิดบวกไม่ใช่การเพิกเฉยต่อความจริง แต่เป็นการปรับระดับอารมณ์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องร้าย” ผู้เชี่ยวชาญกล่าวเสริม “พลังของความคิดบวกจะมีประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อมันเป็นแรงผลักดันให้เราลงมือทำ เพราะเมื่อเราจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่ดี สมองก็จะเตรียมพร้อมนำเราไปสู่เป้าหมายนั้น”
งานวิจัยยังได้อ้างอิงถึงวรรณกรรมคลาสสิกของตอลสตอยเรื่อง อันนา คาเรนินา ซึ่งเปิดเรื่องด้วยประโยคอมตะว่า “ครอบครัวสุขสันต์ล้วนคล้ายคลึงกัน แต่ครอบครัวอมทุกข์ต่างก็ทุกข์ในแบบของตน” นักวิจัยได้นำมาเปรียบเทียบกับการค้นพบว่า “กลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดีมีความสุขคล้าย ๆ กัน แต่กลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายต่างคนต่างจินตนาการถึงอนาคตในแบบฉบับของตัวเอง” สำหรับบริบทของไทย ข้อค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานศึกษา ที่ปรึกษา และองค์กรที่ต้องการส่งเสริมความเข้มแข็งทางใจให้กับผู้คน
คำถามที่ท้าทายและความเป็นไปได้ใหม่สำหรับสังคมไทย
แม้การศึกษาครั้งนี้จะมอบมุมมองที่น่าสนใจ แต่ก็ยังทิ้งคำถามสำคัญไว้ เช่น เหตุใดกลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายจึงมีจินตนาการถึงอนาคตที่แตกต่างกันมาก เป็นเพราะแต่ละคนกังวลในเรื่องส่วนตัวที่ไม่เหมือนกัน หรือเป็นเพราะสังคมยังขาดเป้าหมายร่วมกัน? และที่สำคัญ เราจะสามารถ ‘สร้าง’ คลื่นสมองแบบเดียวกับคนคิดบวก ผ่านการเรียนรู้และกิจกรรมกลุ่มในโรงเรียนไทย เช่น การปลูกฝังกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ได้หรือไม่?
ปัจจุบัน ระบบสุขภาพจิตของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน กำลังเผชิญกับความวิตกกังวลและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตที่สูงขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม (WHO Thailand) การค้นพบทางวิทยาศาสตร์นี้อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทาง หากโรงเรียนหรือผู้ดูแลสามารถส่งเสริมรูปแบบการคิดเชิงบวกผ่านกิจกรรมที่ฝึกให้เยาวชนวางแผนและจินตนาการถึงอนาคตร่วมกัน ก็อาจช่วยสร้าง “สมองที่ยืดหยุ่น” ได้มากกว่าการให้กำลังใจแบบผิวเผิน
แนวทางสำหรับองค์กรและที่ทำงาน
ในภาคธุรกิจที่ความเครียดในที่ทำงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 การสร้างทีมหรือจัดอบรมโดยใช้แนวคิดการมองโลกในแง่ดีเป็นแกนหลัก ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการทำงานร่วมกัน ความคิดสร้างสรรค์ และการฟื้นตัวของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเมื่อบุคลากรในองค์กรมี ‘พิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จ’ ในสมองที่สอดคล้องกัน ศักยภาพของทีมและองค์กรโดยรวมก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
มุมมองทางวัฒนธรรมไทยต่ออนาคต
การค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับแก่นของวัฒนธรรมไทยหลายประการ เช่น หลัก “สัมมาทิฏฐิ” ในพุทธศาสนาที่เน้นการมองชีวิตอย่างสร้างสรรค์ หรือสุภาษิตไทยที่ว่า “ในเรื่องร้ายย่อมมีเรื่องดี” ซึ่งสะท้อนปรัชญาการคิดบวกที่ช่วยสร้างสมดุลให้ชีวิตมาอย่างยาวนาน
ในอนาคต นักประสาทวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าจะศึกษาเพิ่มเติมว่า “คลื่นสมองคิดบวก” นี้มีความยืดหยุ่นเพียงใด และการฝึกฝน เช่น การทำสมาธิ (ซึ่งเป็นที่นิยมในไทย) หรือการบำบัดทางจิตใจ จะสามารถสร้างรูปแบบการทำงานของสมองแบบเดียวกับกลุ่มคนคิดบวกได้หรือไม่ สำหรับนักการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้นำองค์กร ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า หากมีการฝึกฝนและบ่มเพาะอย่างถูกวิธี เราอาจสามารถสร้างชุมชนที่เข้มแข็งทางใจไปพร้อม ๆ กันได้
ข้อคิดสำหรับคนไทย
หัวใจสำคัญที่คนไทยสามารถนำไปปรับใช้ ไม่ได้อยู่ที่การมองโลกสวยด้วยคำคมปลุกใจ แต่คือการสร้าง ‘ภาพอนาคตร่วมกันในเชิงบวก’ และฝึกฝนจิตใจให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาโดยไม่จมอยู่กับอารมณ์ด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน ที่ทำงาน หรือในครอบครัว การพูดคุยถึงความหวังและเป้าหมายในวันข้างหน้าอย่างเปิดอก คือรากฐานของชีวิตที่แข็งแกร่งและมีความสุขอย่างยั่งยืน
ที่มา: