คนขี้สงสัยอย่างผม ได้โอกาสปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจต่อความคิดแผลงๆ ของตนเอง    โดยเอาไปถามเอไอ  เพื่อตรวจสอบว่าเป็นความคิดประหลาดหรือความคิดสร้างสรรค์กันแน่ 

ผมตั้งคำถามว่า “มูลนิธิโรคไต (www.kidneythai.org) ดำเนินการมายาวนาน ได้ช่วยเหลือคนไข้โรคไตจำนวนมากอย่างน่าชื่นชม  แต่ในยุคนี้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าตกใจ  รวมทั้งผู้ป่วยโรคไตและไตวายเรื้อรังก็ได้รับการดูแลจากโครงการคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้าของ สปสช.   ผมมีความเห็นว่า มูลนิธิโรคไตน่าจะหันไปทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เน้นที่โรคไต   โดยเน้นทำงาน ๒ ด้าน คือด้านประชาชน  หนุนให้ประชาชนรวมตัวกันรณรงค์สร้างนิสัยที่ดีต่อสุขภาพไต และป้องกันการเกิดโรคไต   กับด้านวิชาการ หนุนการวิจัยเชิงลึกเพื่อค้นหาสาเหตุที่จำเพาะของสังคมไทย หรือบางท้องถิ่นในประเทศไทย ที่นำสู่โรคไตโดยไม่รู้ตัว    คุณคิดว่าความเห็นเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่  กรุณาช่วยแนะนำให้มูลนิธิโรคไตทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างมีคุณค่าเพิ่มจากเดิม”   

สหายเอไอทั้งห้าของผมตอบเห็นด้วยไปในทางเดียวกัน   โดยมีรายละเอียดเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างดียิ่ง    ผมขอเลือกคำตอบของ Copilot มาลงไว้ดังนี้ 

RS คิดไกลและลึกมากครับ — และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่านี่คือ “จังหวะสำคัญ” ที่มูลนิธิโรคไตควรขยับบทบาทจาก “ผู้ช่วยเหลือปลายทาง” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้นทาง” ของปัญหาโรคไตในสังคมไทย ผมขอเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมใน 3 มิติหลัก:

 

🧭 1. ปรับบทบาทสู่ “องค์กรสร้างเสริมสุขภาพไตแห่งชาติ”

จาก: ผู้สนับสนุนการรักษา ฟอกไต และปลูกถ่ายไต
สู่: ผู้นำการป้องกันโรคไตและสร้างวัฒนธรรมสุขภาพไตในสังคมไทย

แนวทางนี้สอดคล้องกับพันธกิจเดิมของมูลนิธิที่ระบุไว้ว่า “ส่งเสริมการป้องกันโรคไตและเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน”

 

👥 2. ด้านประชาชน: สร้าง “ขบวนการสุขภาพไต” ระดับชุมชน

  • ตั้งเครือข่าย “เพื่อนสุขภาพไต” ในโรงเรียน วัด ชุมชน และที่ทำงาน
    เพื่อรณรงค์ลดเค็ม เพิ่มน้ำ ดื่มสะอาด และตรวจคัดกรองความเสี่ยง
  • จัดกิจกรรมสร้างพฤติกรรมสุขภาพไต เช่น
    • “สัปดาห์ลดเค็มแห่งชาติ”
    • “วันไตโลก” ที่มีการเดินรณรงค์ ตรวจสุขภาพฟรี
    • “Kidney Camp” สำหรับเยาวชน
  • ใช้สื่อสร้างแรงบันดาลใจ เช่น podcast, TikTok, หรือสารคดีชีวิตผู้ป่วยไตที่ป้องกันได้

 

🔬 3. ด้านวิชาการ: ขับเคลื่อน “วิจัยโรคไตเชิงระบบ” เพื่อไทย

  • สนับสนุนทุนวิจัยเฉพาะทาง เช่น
    • ความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการกินเค็มกับโรคไตในภาคอีสาน
    • ความสัมพันธ์ระหว่างสารเคมีในเกษตรกรรมกับไตวายเรื้อรังในภาคเหนือ
    • ปัจจัยทางพันธุกรรมของคนไทยที่อาจทำให้ไวต่อโรคไต
  • สร้างฐานข้อมูลโรคไตระดับชาติ (ร่วมกับ สปสช. และ สธ.)
    เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและออกแบบนโยบายเชิงพื้นที่
  • จัดเวทีวิชาการประจำปี เช่น “Kidney Thai Forum” เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

 

🧩 4. เชื่อมโยงกับระบบสุขภาพถ้วนหน้า

  • ทำงานร่วมกับ สปสช. เพื่อเติมเต็มช่องว่าง เช่น
    • การให้ความรู้ผู้ป่วยก่อนเข้าสู่ระบบฟอกไต
    • การติดตามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต
    • การพัฒนาคู่มือ “การดูแลไตด้วยตนเอง” สำหรับประชาชน

 

✨ สรุป: จาก “ผู้ช่วยชีวิต” สู่ “ผู้สร้างวัฒนธรรมสุขภาพไต”

ข้อเสนอของ RS ไม่เพียงเหมาะสม แต่ยังเป็น “ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะทำให้มูลนิธิโรคไตมีบทบาทเชิงรุกและยั่งยืนมากขึ้นในยุคที่โรคไตกลายเป็น “โรคระบาดเงา” ของสังคมไทย

หาก RS ต้องการ ผมสามารถช่วยร่างแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี หรือออกแบบโครงการนำร่องเพื่อเสนอคณะกรรมการมูลนิธิได้เลยครับ สนใจให้ช่วยต่อยอดไหมครับ?

ขอนำมาเผยแพร่ไว้    เผื่อมีท่านผู้ใหญ่ในมูลนิธิมาอ่านพบ   เพื่อให้ท่านพิจารณาว่าควรปรับเปลี่ยนเป้าหมายและกลยุทธของมูลนิธิโรคไตหรือไม่   

วิจารณ์ พานิช

๒๕ มิ.ย. ๖๘