กระแสการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตบนโซเชียลมีเดียที่มาแรงขึ้นทุกวัน ช่วยทลายกำแพงให้สังคมกล้าเปิดใจในประเด็นที่เคยเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ในอีกมุมหนึ่ง ปรากฏการณ์นี้กลับเป็นดาบสองคมที่มาพร้อมกับการแพร่ระบาดของข้อมูลที่บิดเบือนและความเข้าใจผิดๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนว่าอาจสร้างความสับสน ทำให้คนลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ หรือร้ายแรงถึงขั้นเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยรุ่นใหม่ที่ใช้ Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มอื่นๆ จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การแยกแยะระหว่างคำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ออกจากความเชื่อผิดๆ ที่อาจส่งผลเสีย รายงานชิ้นนี้จะพาไปสำรวจว่าทำไมปัญหาข่าวลวงด้านสุขภาพจิตจึงรุนแรงขึ้น มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และเราจะป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยในโลกออนไลน์ได้อย่างไร
เมื่อโซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ใหม่ให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตในสังคมไทย
โซเชียลมีเดียได้เข้ามาพลิกโฉมการสนทนาเรื่องสุขภาพจิตทั้งในไทยและทั่วโลก ชุมชนออนไลน์ได้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่หลายคนใช้แลกเปลี่ยนกำลังใจและช่วยลดตราบาปจากการยอมรับว่ามีปัญหาสุขภาพจิตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยิ่งเมื่อข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าไทยยังมีสัดส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรน้อยเป็นอันดับต้นๆ ในอาเซียน พื้นที่ออนไลน์จึงเปรียบเสมือนทางออกสำหรับหลายคน แต่การเปิดกว้างนี้ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน เพราะใครๆ ก็สามารถแสดงความเห็นหรือให้คำแนะนำด้านสุขภาพจิตได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน
ตัวอย่างเช่น ดร.ไทชา คาลด์เวลล์-ฮาร์วี จิตวิทยาคลินิกและผู้ก่อตั้งองค์กรด้านสุขภาพจิตในต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ PBS NewsHour ว่าเนื้อหาที่ผิดพลาดบนโซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจาย “เร็วราไฟลามทุ่ง” แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่เป็นความจริงเลยก็ตาม (pbs.org)
อันตรายที่ซ่อนอยู่ในคอนเทนต์สุขภาพจิตออนไลน์
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากังวลคือการที่คอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนไม่น้อยนำประสบการณ์ส่วนตัวมานำเสนอราวกับว่าเป็นความจริงสากลหรือเป็นข้อมูลทางการแพทย์ แม้ว่าการแชร์ประสบการณ์ตรงจะช่วยสร้างพลังใจและลดความโดดเดี่ยวได้ แต่ในบางครั้งก็อาจทำให้ผู้ชม โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เกิดความเข้าใจผิดและตีความว่าความเครียดหรือความเศร้าเพียงเล็กน้อยเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง
ดร.คาลด์เวลล์-ฮาร์วี อธิบายเพิ่มเติมใน PBS ว่า “เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะรู้สึกวิตกกังวล เศร้า หรือไม่มีสมาธิบ้างเป็นครั้งคราว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนกำลังป่วยเป็นโรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้า” การทำให้เส้นแบ่งระหว่างอารมณ์ความรู้สึกทั่วไปกับอาการป่วยทางจิตเวชเลือนลาง อาจทำให้สังคมมองข้ามความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้นจริง หรือในทางกลับกัน ก็ทำให้คนที่มีสุขภาพจิตแข็งแรงกลับเชื่อไปว่าตนเองกำลังป่วย
สำหรับบริบทของไทย การค้นหาแฮชแท็กอย่าง #สุขภาพจิตไทย ที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่น สะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาข้อมูลและอัตลักษณ์ของตนเอง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถแยกแยะระหว่างความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตามปกติกับอาการของโรคที่แท้จริงให้ออก
งานวิจัยชี้ ข้อมูลบิดเบือนแพร่หลาย กระทบวัยรุ่นไทยโดยตรง
งานวิจัยทางวิชาการที่ตีพิมพ์ในปี ๒๕๖๗ ในวารสาร Journal of Medical Internet Research พบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของวิดีโอ TikTok ยอดนิยมที่ติดแฮชแท็ก “mentalhealth” มีเนื้อหาที่ชี้นำไปในทางที่ผิดหรือไม่ผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง (jmir.org) ทำให้คำแนะนำที่ถูกแชร์ต่อๆ กันมักเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายเกินจริงหรือยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
ขณะที่ข้อมูลอีกชิ้นใน Asian Journal of Psychiatry ระบุว่ากว่า ๔๐% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียกลุ่ม Gen Z ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยทำตาม “เคล็ดลับสุขภาพจิต” ที่พบบนโลกออนไลน์โดยไม่ได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยที่เยาวชนกว่า ๙๕% เข้าถึงอินเทอร์เน็ต
ผู้ให้คำปรึกษาในโรงเรียนหลายแห่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลตรงกันว่า มีนักเรียนจำนวนมากเริ่มวินิจฉัยตนเองว่าเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) หรือไบโพลาร์จากการดูคลิปของอินฟลูเอนเซอร์ และนำไปสู่การเรียกร้องขอยาหรือสิทธิพิเศษต่างๆ ในโรงเรียน
อัลกอริทึมและความดราม่า: เชื้อไฟชั้นดีของข้อมูลลวง
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข่าวลวงแพร่กระจายอย่างรวดเร็วคือธรรมชาติของโซเชียลมีเดียที่มักให้รางวัลกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์หรือสร้างความขัดแย้ง มากกว่าเนื้อหาที่ให้ข้อมูลถูกต้องแม่นยำ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่า “อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างๆ มักจะดันคอนเทนต์ที่ดูสุดโต่งหรือชวนให้คิดตามมากกว่าเนื้อหาที่รอบคอบ” ทำให้บางครั้งเราเห็นกระแสที่ทำให้ความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ (Normalize) ในขณะที่บางช่วงก็กลับด้อยค่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพไทยยังเสริมอีกว่า วังวนของข้อมูลที่ผิดๆ นี้ยิ่งทำให้ตราบาปฝังรากลึกและทำให้ผู้ที่ป่วยจริงๆ เข้าถึงการรักษาได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
สังคมไทยเปิดกว้างเรื่องสุขภาพจิต แต่ข้อมูลต้อง “ชัวร์”
แม้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การที่สังคมไทยกล้าเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้นถือเป็นพัฒนาการในเชิงบวกอย่างยิ่ง หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ ๒๐ การเจ็บป่วยทางใจยังถูกมองว่าเป็น “เรื่องน่าอาย” ของหลายครอบครัว ครูอาจสอนให้เด็กคิดบวกเข้าไว้ ขณะที่ความเชื่อดั้งเดิมมักเชื่อมโยงภาวะซึมเศร้ากับเรื่องบุญกรรม
ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ต้องการพื้นที่และคำศัพท์ใหม่ๆ ในการอธิบายสภาวะของตนเอง ต้องการลดอคติที่ฝังรากลึกในสังคม ขณะที่ประเทศไทยเองก็เริ่มปรับทิศทางมาให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางใจควบคู่ไปกับความสำเร็จทางการศึกษามากขึ้น เช่น โครงการ “HERO: เปิดใจ…รับฟัง” ของกรมสุขภาพจิต ที่ส่งเสริมให้สังคมหันมาพูดคุยและขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าการเริ่มต้นบทสนทนาจะต้องตามมาด้วยการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้
เสพสื่ออย่างปลอดภัย ต้องคิดวิเคราะห์และกลั่นกรองเสมอ
ดร.คาลด์เวลล์-ฮาร์วี แนะนำว่า “อย่าเพิ่งรีบวินิจฉัยตัวเองเพียงเพราะดูคลิปใน TikTok” พร้อมเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับสุขภาพกายที่เราคงไม่กินยาตามคำบอกเล่าของคนที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เราก็ไม่ควรเชื่อหรือทำตาม “เคล็ดลับดูแลใจ” ที่ไม่มีการรับรองเช่นกัน
ด้านจิตแพทย์และนักจิตวิทยาในไทยแนะนำตรงกันว่า หากได้รับข้อมูลใหม่ๆ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญที่มีใบประกอบวิชาชีพ เช่น คลินิก โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย หรือใช้บริการออนไลน์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือทำตาม
ตัวเลขผู้ป่วยจริง ไม่ได้สูงลิ่วเหมือนกระแสในโซเชียล
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสุขภาพของไทยชี้ว่า แม้จำนวนผู้ป่วยทางจิตเวชจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้สูงเกินจริงอย่างที่เห็นในกระแสโซเชียล โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าในปี ๒๕๖๖ คนไทยประมาณ ๑๘% มีภาวะทางจิตเวชที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรควิตกกังวล ซึมเศร้า และปัญหาการใช้สารเสพติด
ขณะที่งานวิจัยระดับโลกชี้ว่าผู้ใหญ่กว่า ๕๐% ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต จุดนี้ยิ่งตอกย้ำว่าความรู้และการป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ระบบการศึกษาไทยที่เน้นการแข่งขันสูง ความคาดหวังจากครอบครัว หรือความเหลื่อมล้ำทางสังคม อาจทำให้เทคนิคการจัดการความเครียดจากโลกตะวันตกบางอย่างใช้ไม่ได้ผลกับเยาวชนไทยทุกคน
ภาครัฐและเอกชนไทยเริ่มเอาจริงกับการรับมือข่าวลวงสุขภาพจิต
ปัจจุบัน หลายหน่วยงานในไทยได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อจัดการปัญหานี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เช่น แพทยสภาและสมาคมจิตวิทยาแห่งประเทศไทยได้ออกคำแนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ผลิตสื่อด้านสุขภาพใจทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อกลั่นกรองข้อมูล และต้องระบุสถานะความรู้ของตนเองให้ชัดเจน
ทีมงานของ Facebook และ TikTok ในไทยต่างยืนยันว่ากำลังพยายามลดการมองเห็นของเนื้อหาที่บิดเบือน แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถคัดกรองได้ทั้งหมด ขณะที่สื่อกระแสหลักก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านการจัดทำคอลัมน์ถาม-ตอบกับผู้เชี่ยวชาญ จัดกิจกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริง และแนบช่องทางขอความช่วยเหลือเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
ความเข้าใจในมิติทางวัฒนธรรม คือกุญแจสำคัญ
ค่านิยมที่มองว่าปัญหาสุขภาพใจเป็น “ความอ่อนแอ” หรือสะท้อนถึง “ความอกตัญญู” ยังคงฝังรากอยู่ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในชุมชนชนบทหรือกลุ่มที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม ซึ่งส่งผลให้หลายคนยังกลัวการถูกตีตราและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มสนับสนุนในโซเชียลมีเดียหลายแห่งที่นำโดยผู้นำทางศาสนาหรือผู้นำชุมชน ซึ่งพยายามสร้างสมดุลระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยกับหลักจิตวิทยาสมัยใหม่ เช่น การชวนปฏิบัติสมาธิ เจริญภาวนา หรือทำกิจกรรมจิตอาสา ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
อนาคตของไทยในยุคข้อมูลสุขภาพใจที่บิดเบือน
เมื่อมองไปข้างหน้า มี ๓ ปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสังคมไทยต่อประเด็นนี้
- การรู้เท่าทันสื่อ เริ่มถูกบรรจุในหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เยาวชนไทยเรียนรู้วิธีจับสังเกตเนื้อหาที่น่าสงสัย เช่น สูตรสำเร็จที่ไม่มีที่มาอ้างอิง การวินิจฉัยโรคผ่านวิดีโอสั้นๆ หรือชาเลนจ์ที่ลดทอนความรุนแรงของโรค
- งานวิจัยใหม่ๆ ที่เริ่มศึกษาผลกระทบของพฤติกรรมออนไลน์ต่อความโดดเดี่ยวและความวิตกกังวลของเยาวชน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวทางที่ชัดเจนขึ้นสำหรับผู้ปกครองและครู
- มาตรการกำกับดูแล จากภาครัฐและแพลตฟอร์มต่างๆ อาจมีความเข้มข้นขึ้น เช่น การติดป้ายเตือนผู้ชม การร่วมมือกับสมาคมวิชาชีพ และการปรับอัลกอริทึมเพื่อลดการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย
สรุปส่งท้าย: คำแนะนำสำหรับผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวไทย
ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนไทยในเวลานี้ คือการใช้พื้นที่ออนไลน์เพื่อสร้างสังคมแห่งการรับฟังและเปิดใจยอมรับความรู้สึกที่หลากหลาย แต่ต้องไม่รีบหลงเชื่อ “เคล็ดลับดูแลใจ” ใดๆ จากโซเชียลมีเดียโดยปราศจากการตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือหรือผู้เชี่ยวชาญ หากไม่แน่ใจ ควรขอคำปรึกษาจากโรงพยาบาล คลินิก มหาวิทยาลัย หรือสายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓
ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน ควรช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการพูดคุยปัญหาสุขภาพใจทั้งที่บ้านและโรงเรียน ควบคู่ไปกับการปลูกฝังการคิดวิเคราะห์และมีวิจารณญาณต่อกระแสข่าวลวงต่างๆ ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในสังคมต้องร่วมมือกันสร้างบรรยากาศที่เน้นการช่วยเหลืออย่างแท้จริง ไม่ใช่การขับเคลื่อนด้วยกระแส เพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนของเยาวชนไทยต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
- อ่านรายงานต้นฉบับจาก PBS ได้ที่ pbs.org
- งานวิจัยใน Journal of Medical Internet Research ที่ jmir.org
- แนวทางจากแพทยสภาแห่งประเทศไทย tmc.or.th
- คลายข้อสงสัยเรื่องสุขภาพใจได้ที่ กรมสุขภาพจิต dmh.go.th
- ข้อมูลและเครื่องมือประชาสัมพันธ์จากมูลนิธิส่งเสริมสุขภาพไทย thaihealth.or.th