“พลังบวก” เมื่อมากไปอาจกลายเป็นภัยเงียบในที่ทำงาน

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ “ความคิดบวกแบบเป็นพิษ” (Toxic Positivity) ได้กลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งในองค์กรไทย โดยเฉพาะหลังยุคโควิด-19 ที่หลายบริษัทพยายามอย่างหนักที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศต่างออกมาเตือนว่า การบังคับให้ทุกคนต้อง “คิดบวกอยู่เสมอ” อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะไม่เพียงแต่จะผลักให้พนักงานรู้สึกหมดไฟ แต่ยังบั่นทอนความปลอดภัยทางใจและความไว้วางใจในองค์กร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

เมื่อค่านิยมไทยกลายเป็นดาบสองคม

ในสังคมไทย การมองโลกในแง่ดีถือเป็นจุดแข็งที่หล่อหลอมมาจากค่านิยมเรื่อง “ความใจเย็น” และการรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแสวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่ที่หยิบยืมแนวคิด “เชื่อในสิ่งที่ดี” หรือวาทกรรมสร้างแรงบันดาลใจจากตะวันตกเข้ามาใช้ อาจทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนถูกบีบให้ต้องเก็บงำความรู้สึกด้านลบไว้ข้างใน หากใครเอ่ยถึงปัญหาขึ้นมา ก็อาจถูกมองว่าเป็น “ตัวปัญหา” หรือ “คนคิดลบ” ทันที โดยเฉพาะในองค์กรที่เน้นเรื่องความสามัคคีมากเกินไป (“What is toxic positivity?”, CultureMonkey, ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๗)

คิดบวกเกินพอดี: มีโทษมากกว่าคุณ กระทบถึงใจ

หัวใจสำคัญของ Toxic Positivity คือการปฏิเสธหรือด้อยค่าความรู้สึกที่แท้จริงของคนอื่น ตัวอย่างที่ได้ยินบ่อยๆ คือคำพูดอย่าง “คิดบวกสิ” “อย่างน้อยก็ยังดีกว่าคนอื่นนะ” หรือ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” แม้ผู้พูดจะมีเจตนาดี แต่มันกลับเป็นการซ้ำเติมผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหา ความเครียด หรือความขัดแย้งในที่ทำงาน สถานการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นในออฟฟิศแบบเปิดโล่ง หรือแม้แต่ในกลุ่มแชทงาน ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นแรงกดดันให้พนักงานต้องซ่อนความรู้สึกแย่ๆ ของตนเองไว้ และส่งผลให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะหมดไฟเพิ่มสูงขึ้นตามข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้น

สัญญาณเตือนและผลกระทบจากวัฒนธรรม “บวกเกินเหตุ”

ผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะเด่นของวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษเช่นนี้ ได้แก่

  • การหลีกเลี่ยงหรือปิดกั้นการพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
  • การกล่าวหาหรือตีตราคนที่แสดงความเห็นต่างว่าเป็น “คนมองโลกในแง่ร้าย”
  • การจัดกิจกรรมสันทนาการที่ดูเหมือนเป็นการบังคับให้สนุก โดยไม่ได้รับฟังปัญหาที่แท้จริงของพนักงาน

แม้จะมีความตั้งใจดีที่จะสร้างความผูกพันและกำลังใจ แต่การเน้นย้ำแต่ด้านบวกเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ความไว้วางใจที่พนักงานมีต่อผู้นำลดลง อัตราการลาออกสูงขึ้น และนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะขาดการสะท้อนมุมมองตามความเป็นจริง (CultureMonkey)

มุมมองจากนักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งอธิบายว่า จุดที่อันตรายที่สุดของ Toxic Positivity คือการ “บั่นทอนและด้อยค่าความรู้สึกที่แท้จริง” เมื่อใครสักคนพยายามเล่าปัญหา แต่กลับถูกตอบกลับมาว่า “คิดในแง่ดีเข้าไว้” พวกเขามักจะรู้สึกผิดและละอายใจเพิ่มขึ้นไปอีกจากความเครียดเดิมที่มีอยู่แล้ว สภาวะเช่นนี้พบได้บ่อยในวัฒนธรรมเอเชียที่ให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าของกลุ่มและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (hindustantimes.com)

สำรวจปัญหาผ่านข้อมูลและงานวิจัย

ผลสำรวจของสมาคมจิตวิทยาอเมริกันในปี ๒๕๖๗ พบว่า มีพนักงานถึง ๑๕% ที่มองว่าที่ทำงานของตนเอง “เป็นพิษ” เนื่องจากขาดความปลอดภัยทางใจ แม้ว่าคะแนนความพึงพอใจในงานโดยรวมจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม สัญญาณที่ควรระวังคือการปฏิเสธฟีดแบ็กเชิงลบทันที การใช้ตรรกะคิดบวกแทนการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หรือการจัดกิจกรรมดูแลสุขภาพจิตแบบผิวเผินแต่ไม่เคยลงมือแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา (APA Work in America Report 2024)

ปัจจัยเสี่ยงในองค์กรไทยยุคหลังโควิด

สำหรับหัวหน้างานและฝ่ายบุคคลในไทย จุดเปราะบางนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานแบบไฮบริดและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” และการเคารพตามลำดับชั้น แม้จะเป็นจุดแข็งในบางสถานการณ์ แต่กลับยิ่งทำให้พนักงานไม่กล้าพูดถึงความอึดอัดใจ ความเครียด หรือการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในองค์กรที่เรียกร้องให้ทุกคน “อารมณ์ดีตลอดเวลา”

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ หัวหน้างานที่เลี่ยงการพูดคุยเรื่องยากๆ และมักคาดหวังให้พนักงาน “ปรับมุมมอง” ของตัวเองแทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หรือบางครั้งอาจถึงขั้นลงโทษคนที่ไม่เห็นด้วย ช่องว่างระหว่างนโยบายดูแลสุขภาพใจกับความจริงเรื่องชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน ขอบเขตงานที่ไม่ชัดเจน หรือความขัดแย้งในทีม ล้วนนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ขาดแรงจูงใจ และบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ในที่สุด

ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและวัฒนธรรม “รักษาหน้า” ของไทย

ปัญหานี้ไม่ได้จบแค่ในที่ทำงาน การต้องเก็บซ่อนความรู้สึกด้านลบและเสแสร้งว่า “โอเคตลอดเวลา” ทำให้คนทำงานชาวไทยจำนวนมากต้องเผชิญกับความรู้สึกผิด ความมั่นใจในตัวเองลดลง และกลายเป็นคนเก็บตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดงานบ่อยครั้ง ความเครียดเรื้อรัง หรือภาวะซึมเศร้าได้ นักฝึกอบรมด้านทรัพยากรบุคคลที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งในไทยกล่าวว่า “คนจำนวนมากเลือกที่จะรักษาหน้าด้วยการทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ต้องแบกรับภาระทางอารมณ์มหาศาล ซึ่งท้ายที่สุดก็นำไปสู่ปัญหาความไม่ไว้วางใจและอัตราการลาออกที่สูงขึ้น”

โซเชียลมีเดียที่เน้นแต่ภาพลักษณ์ชีวิตดีมีพลังบวก ก็ยิ่งตอกย้ำแรงกดดันนี้ โดยเฉพาะกับคนทำงานรุ่นใหม่ที่อาจรู้สึกว่าต้อง “ยิ้มสู้” อยู่เสมอไม่ว่าจะในโลกออนไลน์หรือในที่ทำงานจริง วัฒนธรรม “ยิ้มสู้” ที่เคยเป็นภาพจำของงานบริการ ก็ได้แผ่ขยายมายังอาชีพอื่นๆ ในยุคดิจิทัลเช่นกัน

จะสร้าง “ที่ทำงานสุขภาพดี” ที่แท้จริงได้อย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่าง “การมองโลกในแง่ดีอย่างสมเหตุสมผล” กับ “การปฏิเสธความจริง” แนวทางที่ดีที่สุดคือการยอมรับปัญหา กล้าที่จะเปราะบาง และพร้อมพูดคุยกันอย่างเปิดอก ซึ่งองค์กรที่ปรึกษาด้านสุขภาพใจได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้

  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานสามารถพูดคุย แบ่งปันความรู้สึก หรือระบายปัญหาได้โดยไม่ถูกตัดสิน
  • เปลี่ยนจากคำพูดที่ว่า “คิดบวกไว้” ไปเป็นการรับฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ เช่น “เราเข้าใจว่ามันคงยากมาก มีอะไรให้ช่วยไหม?”
  • จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรเพื่อดูแลสุขภาพจิตอย่างจริงจัง เช่น บริการให้คำปรึกษา หรือจัดเวิร์กช็อปบริหารความเครียด ไม่ใช่แค่การมอบโล่หรือติดโปสเตอร์รณรงค์
  • อบรมหัวหน้าทีมให้รู้จักสังเกตสัญญาณของภาวะหมดไฟ และสร้างบรรยากาศของความปลอดภัยทางใจ ตามคำแนะนำของ SHRM ปี ๒๕๖๘ (SHRM)
  • ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์ และมองความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนา ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย
  • ทำความเข้าใจบริบทสังคมไทย เช่น เรื่องความเกรงใจ การรักษาหน้า หรือวัฒนธรรมตามลำดับชั้น เพื่อออกแบบช่องทางการสื่อสารที่ทำให้พนักงานกล้าพูดความจริงมากขึ้น

ก้าวต่อไปขององค์กรไทย: ดูแลใจพนักงานไปพร้อมกับผลประกอบการ

หน่วยงานด้านสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่า หากบรรยากาศแบบ Toxic Positivity ไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงานของไทยจะยิ่งรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขชี้ว่าแนวโน้มผู้ที่ขอรับคำปรึกษาด้านความเครียดจากการทำงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลเสียจึงไม่ได้กระทบแค่ตัวพนักงาน แต่ยังรวมถึงองค์กรโดยรวม ทั้งในแง่ของการขาดงาน อัตราการลาออก และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง

ในขณะเดียวกัน เทรนด์ของคนทำงานรุ่นใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศชี้ตรงกันว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรที่แท้จริง โดยเลือกทำงานกับบริษัทที่ใส่ใจความรู้สึกและให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์ ผู้บริหารไทยที่กล้าเปิดใจรับฟัง และสร้างพื้นที่ให้ทุกคนสามารถพูดความจริงได้อย่างปลอดภัย จะเป็นผู้ที่สามารถดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ได้ในยุคที่การทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

สรุปสำหรับคนทำงานไทย: บวกให้พอดี มีพื้นที่ให้ความรู้สึก

บทเรียนสำคัญสำหรับคนทำงานไทยทุกคนคือ “ความคิดบวก” นั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องไม่แลกมากับการเพิกเฉยต่อความจริงและความรู้สึกของตนเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฐานะหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน จงกล้าที่จะปกป้องบรรยากาศการทำงานที่เคารพทุกอารมณ์ และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่กันเมื่อใครสักคนกำลังเผชิญกับความกดดัน เพราะการสร้างองค์กรที่สื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมาและใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง คือหนทางสู่ความสุขและความยั่งยืนในการทำงานยุคใหม่

แหล่งที่มา: Hindustan Times; CultureMonkey; American Psychological Association; SHRM