พักหลังมานี้ เราคงเคยได้ยินบทสนทนาที่ว่า “ทำไมเดี๋ยวนี้มีคนเป็นออทิสติกเยอะจัง” ไม่ว่าจะในวงสนทนาหรือตามหน้าข่าว ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่าการวินิจฉัยออทิสติกเพิ่มขึ้นถึง 787% ในช่วงปี 2541 ถึง 2561 จนดูคล้ายกับการระบาดครั้งใหม่ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่แท้จริงแล้ว เบื้องลึกเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้กลับซับซ้อนกว่าที่คิด และกำลังเปลี่ยนความเข้าใจของสังคมไทยและทั่วโลกต่อภาวะนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

การที่เราพบคนที่มีภาวะออทิสติก (Autism Spectrum Disorder: ASD) มากขึ้น ไม่ได้แปลว่ามีคนเป็นออทิสติกเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แต่อาจเป็นเหมือนการ “ตามเก็บ” เคสที่ตกหล่นมานานหลายสิบปีมากกว่า เนื่องจากในอดีตเกณฑ์การวินิจฉัยค่อนข้างจำกัดและมักตรวจพบเฉพาะในกลุ่มที่มีลักษณะชัดเจน โดยเฉพาะเด็กผู้ชายที่อาการตรงตามตำรา ทำให้คนอีกจำนวนมากที่มีลักษณะแตกต่างออกไป โดยเฉพาะผู้หญิง ผู้ใหญ่ และผู้ที่มีอาการไม่ตรงแบบ ถูกมองข้ามและไม่เคยได้รับการวินิจฉัย พวกเขาต้องต่อสู้กับความท้าทายในชีวิตโดยปราศจากความเข้าใจและการสนับสนุนที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น บทสัมภาษณ์ใน Huffington Post ที่พ่อแม่ชาวอังกฤษเล่าว่า มีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่เพิ่งมารู้ตัวว่าเป็นออทิสติกในวัย 30 หรือ 50 ปี หลังจากใช้ชีวิตอย่างสับสนและพยายาม “ทำตัวให้กลมกลืน” กับสังคมมาโดยตลอด อ่านเรื่องราวสะท้อนประสบการณ์

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปัจจุบันคาดว่ามีเด็กราว 1 ใน 100 คนทั่วโลกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก (ข้อมูลจาก WHO) ในบางประเทศ ตัวเลขอาจสูงกว่านี้ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) รายงานว่าในปี ๒๕๖๘ เด็กอายุ 8 ปี จำนวน 1 ใน 31 คน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติก (CDC) ตัวเลขนี้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับในอดีต และยังพบว่าอัตราการวินิจฉัยในเด็กเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (จาก 2.3 คนต่อ 1,000 คนในปี ๒๕๕๔ เป็น 6.3 คนต่อ 1,000 คนในปี ๒๕๖๕) (MSN), (USA Today) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งในโลกตะวันตกและตะวันออก ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่มองว่า ตัวเลขที่สูงขึ้นสะท้อน “ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง” ต่อภาวะออทิสติกในมิติที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่จำนวนผู้ที่มีภาวะนี้เพิ่มขึ้นจริงๆ

สถานการณ์ในประเทศไทย: ความตื่นตัวที่ขยายวง

ในไทยเองก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้งในแง่งานวิจัยและแนวทางการวินิจฉัย ล่าสุดมีการเผยแพร่ผลการศึกษาว่า เครื่องมือวินิจฉัยออทิสติกที่พัฒนาขึ้นสำหรับเด็กไทยวัย 1-5 ขวบโดยเฉพาะ (Thai Diagnostic Autism Scale: TDAS) เป็นเครื่องมือที่ประหยัด เข้าถึงง่าย และสอดคล้องกับบริบทของประเทศ (อ่านผลวิจัยฉบับเต็ม) ขณะเดียวกัน นักวิจัยไทยก็พบว่าจำนวนผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Wiley Online Library) ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับการค้นหาและดูแลเด็กที่มีความแตกต่างทางระบบประสาท (Neurodiversity) มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีงานวิจัยด้านระบาดวิทยาเกี่ยวกับออทิสติกค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับชาติตะวันตก ทำให้ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงการแพทย์และการศึกษาของไทยเรียกร้องให้มีการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัยและรณรงค์ให้มากขึ้น (ดูตัวอย่างข้อเสนอแนะในวารสาร)

เบื้องหลังตัวเลข: เรื่องราวชีวิตที่หลากหลาย

เบื้องหลังสถิติเหล่านี้คือประสบการณ์ชีวิตของผู้คนมากมาย เช่น เรื่องราวของหญิงชาวอังกฤษคนหนึ่งที่เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นออทิสติกในวัย 37 ปี ทำให้มุมมองต่อบุคลิกที่เคยถูกใครๆ มองว่า “อ่อนไหว” หรือ “เจ้าระเบียบ” ในวัยเด็กเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สำหรับในไทยเอง เรื่องราวทำนองนี้ก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น เมื่อผู้ใหญ่หลายคนเริ่มทบทวนตัวเองและตัดสินใจเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ ในแวดวงการศึกษาและสาธารณสุขของไทยเองก็มีเสียงสะท้อนว่า เด็กผู้หญิงและผู้หญิงมักถูกมองข้ามและไม่ได้รับการวินิจฉัยบ่อยเท่าเด็กผู้ชาย เนื่องจากอิทธิพลของค่านิยมทางเพศที่สังคมคาดหวังให้ผู้หญิงต้อง “ปรับตัว” และเก็บงำความรู้สึกได้ดีกว่า (อ่านผลทบทวนในเอเชีย)

เสียงจากผู้เชี่ยวชาญ: ไม่ใช่ “โรคระบาด” แต่คือ “การตื่นรู้”

ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกต่างย้ำว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่การ “ตีตรา” หรือวินิจฉัยเกินจริง แต่สะท้อนถึงความสามารถของวงการแพทย์ในการจำแนกและระบุภาวะออทิสติกในกลุ่มคนที่หลากหลายได้ดีขึ้น บทความในวารสาร Pediatrics ชี้ว่า นิยามของ ASD ที่กว้างขึ้นช่วยให้ผู้คนเข้าถึงความช่วยเหลือที่ตรงจุดและช่วยลดตราบาปในสังคม (Cleveland19) ในประเทศไทย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กล่าวว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การกังวลกับตัวเลขสถิติที่พุ่งสูง แต่อยู่ที่การสร้างโอกาสให้เด็กและครอบครัวสามารถเข้าถึงการดูแลและสนับสนุนที่เหมาะสมได้

มาตรการรับมือของไทย: จากห้องเรียนสู่ชุมชน

กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการของไทยได้ร่วมกันขยายหลักสูตรอบรมครูเพื่อคัดกรองเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย และออกแบบสื่อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ความรู้ความเข้าใจเรื่องออทิสติกยังจำกัด หลายครอบครัวอาจมองพฤติกรรมที่แตกต่างด้วยมุมมองทางศีลธรรม หรือไม่กล้าพาลูกไปพบแพทย์เพราะกลัวจะถูกสังคม “ตีตรา” นอกจากนี้ เครื่องมือวินิจฉัยจากตะวันตกอาจไม่สอดคล้องกับบริบททางภาษาและวัฒนธรรมไทยทั้งหมด การพัฒนาเครื่องมืออย่าง TDAS จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สถิติทั่วโลก: ตัวเลขต่างกันเพราะ “ระบบ” ไม่ใช่ “โรค”

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศ จะเห็นว่าอัตราการวินิจฉัยสูงขึ้นทั่วโลก อันเป็นผลสำเร็จจากการรณรงค์ลดตราบาปและการทำงานเชิงรุก ข้อมูลจาก World Population Review เผยว่าแต่ละประเทศมีตัวเลขที่แตกต่างกันมาก เช่น ฝรั่งเศสและโปรตุเกสรายงานผู้มีภาวะออทิสติก 1 ใน 144 คน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้มีอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก (World Population Review) ความแตกต่างนี้ไม่ได้สะท้อนจำนวนผู้มีภาวะออทิสติกที่แท้จริง แต่เกิดจากความแตกต่างของระบบการคัดกรอง การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ

การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม: เมื่อความเข้าใจเปิดประตูสู่ชุมชนที่อบอุ่น

การที่สังคมพูดถึงออทิสติกอย่างเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่เคยรู้สึกแปลกแยกได้ค้นพบคำตอบและเข้าถึงการสนับสนุนที่จำเป็น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ของไทยอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น ปัจจุบันมีกลุ่มสนับสนุนและองค์กรรณรงค์ที่ก่อตั้งโดยครอบครัวและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจและลดอคติ ซึ่งเป็นภาพที่แทบไม่เคยเห็นเมื่อสิบปีก่อน

วัฒนธรรมไทย: อุปสรรคและโอกาสของคนรุ่นใหม่

ค่านิยมดั้งเดิมของไทยที่เน้นเรื่องความสามัคคีกลมเกลียวและความกตัญญู อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้บางครอบครัวลังเลที่จะยอมรับความแตกต่างของลูกหลาน เพราะกลัวสายตาของสังคมหรือกังวลว่าจะกลายเป็นภาระ อย่างไรก็ตาม คนรุ่นใหม่ที่เปิดรับข้อมูลข่าวสารและแนวคิดเรื่องความหลากหลายมากขึ้น กลับกล้าที่จะพูดถึงเรื่องออทิสติกอย่างเป็นปกติ การที่ภาวะนี้ถูกกล่าวถึงในวัฒนธรรมป๊อปและสื่อต่างๆ กำลังช่วยค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของสังคมในวงกว้าง

แนวโน้มในอนาคต: ไม่ใช่วิกฤต แต่คือโอกาส

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอัตราการวินิจฉัยออทิสติกในไทยจะยังคงสูงขึ้นในระยะสั้น จากการ “ตามเก็บ” เคสที่เคยถูกมองข้ามในอดีต ควบคู่ไปกับการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบสาธารณสุขไทยกำลังลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาบุคลากรเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยหลายแห่งจัดตั้งศูนย์วิจัยด้านออทิสติกโดยเฉพาะ ขณะที่โรงพยาบาลต่างๆ เริ่มนำร่องโมเดลการดูแลแบบบูรณาการ ในเชิงนโยบายก็มีการผลักดันให้นำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางระบบประสาทเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เหมือนที่ทำสำเร็จแล้วในออสเตรเลียหรืออังกฤษ

แต่ผู้เชี่ยวชาญชาวไทยย้ำว่า สังคมไม่ควรตื่นตระหนกกับตัวเลขเหล่านี้ เพราะ “นี่ไม่ใช่สัญญาณของโรคระบาด แต่คือชัยชนะของความรู้ที่เอาชนะความเชื่อผิดๆ ได้ ทุกการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้น หมายถึงคนอีกหนึ่งคนที่ได้รับโอกาสที่จะเข้าใจตัวเอง ได้รับการสนับสนุน และได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่โอบรับพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น”

ข้อคิดสำหรับคนไทย: ยิ่งเข้าใจ ยิ่งพร้อมรับมือ

สำหรับครอบครัวและผู้ดูแล การเรียนรู้ลักษณะของออทิสติกที่หลากหลาย โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างเพศ และเปิดใจเข้ารับการประเมินเมื่อมีข้อกังวล คือก้าวแรกที่สำคัญ สำหรับครูและผู้บริหารสถานศึกษา สามารถเข้าร่วมโครงการอบรมต่างๆ ที่หน่วยงานภาครัฐจัดขึ้นได้ ขณะที่ผู้นำชุมชนก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดตราบาปและสร้างสังคมที่เปิดกว้าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครองและชาวออทิสติกทุกคนควรตระหนักว่า การตรวจพบที่มากขึ้นไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นสัญญาณแห่งโอกาส ความเข้าใจ และการยอมรับ

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข (ไปที่เว็บไซต์) กลุ่มรณรงค์ในประเทศ และบทความให้ความรู้จากโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยชั้นนำ ความก้าวหน้านี้ควรค่าแก่การยินดี ไม่ใช่หวาดกลัว เพราะทุกการวินิจฉัยคืออีกหนึ่งก้าวที่นำเราไปสู่สังคมที่เท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง